
เลอ กอร์บูสิเยร์ แรงบันดาลใจแห่งศตวรรษที่ 20
สถาบันประมูลฟิลลิปส์ กรุงนิวยอร์ก สหรัฐ และกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เตรียมจัดประมูลผลงานภาพเขียนระดับมาสเตอร์พีซ
โดย...อฐิณป ลภณวุษ artofmylifeasafrog.blogspot.com
สถาบันประมูลฟิลลิปส์ กรุงนิวยอร์ก สหรัฐ และกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เตรียมจัดประมูลผลงานภาพเขียนระดับมาสเตอร์พีซของ เลอ กอร์บูสิเยร์ (Le Corbusier) จากคอลเลกชั่นของพิพิธภัณฑ์ไฮดี เวเบอร์ (Heidi Weber Museum) ซึ่งนับว่าเป็นแหล่งรวบรวมผลงานของ เลอ กอร์บูสิเยร์ หรือ ชาร์ลส์-เอดูอารด์ ชันเนอเรต์-กรีส์ สถาปนิก จิตรกร นักออกแบบ และนักเขียน ชาวสวิสไว้มากที่สุด
ชาร์ลส์-เอดูอารด์ (มีชีวิตระหว่างปี 1887-1965) ได้ชื่อว่าเป็นผู้นแห่งแรงบันดาลใจของนักคิดแนวโมเดิร์นนิสม์แห่งศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะแนวคิดด้านสถาปัตย์สมัยใหม่ อย่างเช่น การใช้ยกพื้นสูงลอยตัวที่มีลักษณะเบา (ชั้นลอย) การจัดแผนผังพื้นที่ใช้สอยอิสระ (Free Plan) ใช้ผนังลอยได้ การใช้ผนังด้านนอกที่ไม่จำเป็นต้องรับน้ำหนัก การออกแบบระเบียง-สวน-ดาดฟ้าบนสถาปัตยกรรมใหม่แบบหลังคาแบน ฯลฯ
ชาร์ลส์-เอดูอารด์ เกิดที่สวิตเซอร์แลนด์ ทว่าเขาย้ายไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี 1917 ที่นั่นเขาได้ถ่ายทอดวิธีคิดของสถาปัตยกรรมแบบคนเมือง ผ่านงานเขียนโดยใช้นามแฝง เลอ กอร์บูสิเยร์ เขาโด่งดังมากกระทั่งเข้าไปอยู่ในผลงานภาพเขียนของจิตรกรดังชาวอเมริกัน เดวิด ฮอคนีย์ Le Corbusier’s Chair and Rug รวมทั้งผลงานในซีรี่ส์ Concrete Cabins (ปี 1991-1998) ของปีเตอร์ ดอยจ์ จิตรกรชาวสกอต ที่วาดภาพอาคารอูนิเต ดาบิตาซิยง (Unite d’Habitation) ที่บริเย-ออง-ฟอเรต์ (Briey-en-Foret) เมืองบริเย ทางตอนเหนือของฝรั่งเศสเอาไว้
ขนาด คานเย เวสต์ ยังเอ่ยถึงโคมไฟแบบกอร์บูสิเยร์ไว้ในอัลบั้ม Yeezus ของเขาที่ออกวางแผงในปี 2013 นอกจากนี้ ภาพหน้าตาของ เลอ กอร์บูสิเยร์ ยังปรากฏบนแบงก์ 10 ฟรังก์ของสวิสด้วย
สำหรับไฮดี เวเบอร์ เป็นนักออกแบบตกแต่งภายในชื่อดัง ที่มีบริษัทอยู่ในเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เธอเป็นผู้ว่าจ้างรายใหญ่ของ เลอ กอร์บูสิเยร์ ในปี 1960 ไฮดีได้จ้างให้เขาออกแบบอาคารที่ทั้งตึกจะเป็น Gesamtkunstwerk หรือว่าเป็นการรวบรวมผลงานศิลปะทุกแขนงของเขาเอาไว้
อาคารดังกล่าวเป็นอาคารหลังสุดท้ายในชีวิตที่ เลอ กอร์บูสิเยร์ ออกแบบ และได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมผลงานการออกแบบสร้างสรรค์ส่วนตัวของเขาเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น งานด้านสถาปัตย์ ประติมากรรม จิตรกรรม งานออกแบบต่างๆ รวมทั้งงานเขียนด้วยในตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา โดยตอนนี้ ไฮดี เวเบอร์ ได้ยกให้เป็นสมบัติของเมืองซูริก ที่ได้นำมาจัดการในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ไปเรียบร้อยแล้ว
สำหรับผลงานชิ้นแรกของชาร์ลส์-เอดูอารด์ที่จะขึ้นสู่เวทีประมูล คือ Femme Rouge et Pelote Verte มาสเตอร์พีซชิ้นที่เขาวาดเมื่อปี 1932 ซึ่งจะเข้าประมูลในกลุ่มงานศิลปะร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 20 ของสถาบันประมูลฟิลลิปส์ กรุงนิวยอร์ก ในวันที่ 8 พ.ย.นี้ โดยคาดว่าจะมีมูลค่าราว 4-6 ล้านเหรียญสหรัฐ
แมตต์ แครีย์-วิลเลียมส์ รองประธานสถาบันประมูลฟิลลิปส์ บอกว่า การได้ผลงานของ เลอ กอร์บูสิเยร์ นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผลงานที่ได้มาจากพิพิธภัณฑ์ไฮดี เวเบอร์ นั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าทรงคุณค่ามากแค่ไหน
ชาร์ลส์-เอดูอารด์ ชันเนอเรต์-กรีส์ เกิดที่ลาโชซ์-เดอ-ฟงด์ส เมืองเล็กๆ ในเนอชาเตลแห่งหุบเขาชูรา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ห่างจากฝรั่งเศสเพียง 5 กิโลเมตร
เขาสนใจทางด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็กๆ โดยได้เข้าเรียนในโรงเรียนศิลปะของท้องถิ่น กับ ชาร์ลส์ เลปลัตเตอนิเยร์ ซึ่งจบทางด้านศิลปะมาจากกรุงบูดาเปสต์และกรุงปารีส ชาร์ลส์-เอดูอารด์ เลือกศึกษาต่อทางสถาปัตย์ในโรงเรียนศิลปะ ซึ่งอาจารย์สถาปนิกตัวจริง อย่างเรอเน ชาปาลยาซ ผู้มีอิทธิพลในความคิดของเขาเป็นอย่างมากในการออกแบบบ้านในช่วงเริ่มแรก
หลังเรียนจบ สิ่งแรกที่เขาคิดก็คือการไปให้พ้นจากบ้านนอกคอกนา เขาจึงเดินทางไปทั่วยุโรป โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่างกรุงบูดาเปสต์และกรุงเวียนนา ซึ่งทำให้เขาได้เจอกับศิลปินดังๆ อย่าง กุสตาฟ คลิมต์ และโยเซฟ ฮอฟฟ์มัน
ในปี 1908 เขาเดินทางไปถึงกรุงปารีส และได้งานในออฟฟิศของออกุสต์ แปร์เรต์ที่มีชื่อในการสร้างอาคารจากคอนกรีต การทำงานกับออกุสต์ รวมถึงการเดินทางไปอิตาลี หล่อหลอมให้เขาเกิดไอเดียใหม่ๆ ในการออกแบบสถาปัตย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไปได้งานใกล้กรุงเบอร์ลิน กับเพเทอร์ บีห์เรนส์ ที่เขาได้ร่วมงานกับยอดสถาปนิกอย่างลุดวิก มีส์ ฟาน เดอร์ โรห์เอและวอลเทอร์โกรพิอุส นอกจากจะช่วยให้ภาษาเยอรมันของเขาคล่องขึ้นแล้ว ยังปลูกฝังวิธีคิดใหม่ๆ ด้านสถาปัตย์อีกด้วย
Dom-Ino House (1914-1915) ผลงานออกแบบตึกครั้งแรกในฝรั่งเศสหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่อาศัยการจัดแผนผังพื้นที่ใช้สอยอิสระ มีการใช้ผนังด้านนอกที่ไม่จำเป็นต้องรับน้ำหนัก กลายเป็นรากฐานทางสถาปัตย์ต่อมาอีกหลายสิบปี
ในปี 1918 เลอ กอร์บูสิเยร์ ได้พบกับจิตรกรคิวบิสม์ อเมเด โอซองฟองต์ ทำให้เขานึกถึงความรักศิลปะที่มีมาแต่วัยเด็ก อเมเดให้กำลังใจว่าเขาต้องวาดได้แน่นอน ในที่สุด เขาก็จริงจังกับการวาดไม่แพ้งานอื่นๆ เริ่มจากแนวคิวบิสม์ตามที่อเมเดถนัด แล้วเปลี่ยนไปลองวาดแนวโรแมนติก อัปแพรส์ คิวบิสม์ ตามด้วย เพียวริสม์ ที่รู้สึกว่า เลอ กอร์บูสิเยร์ จะโปรดปรานมากที่สุด







