
‘วานิชชิ่ง พอยท์’ เรื่องเล่าส่วนตัวที่เปิดกว้าง สู่โลกธรรม
ชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่มีคำตอบ ไม่มีสูตรสำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูป ชีวิตคนคนหนึ่งนั้นคือความเป็นปัจเจกชนอย่างสุดขั้ว
โดย...พรเทพ เฮง
ชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่มีคำตอบ ไม่มีสูตรสำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูป ชีวิตคนคนหนึ่งนั้นคือความเป็นปัจเจกชนอย่างสุดขั้ว มีความเป็นส่วนตัวที่มีเพียงเจ้าของชีวิตเท่านั้นที่จะรู้ได้ทั้งหมด คนรอบข้างแม้ชิดใกล้มีสายสัมพันธ์กันขนาดไหน ก็ไม่สามารถเข้าถึงข้างในจริงแท้ของชีวิตอีกคนได้
ได้ดูหนังเรื่อง “วานิชชิ่ง พอยท์” ของผู้กำกับการแสดง จักรวาล นิลธำรงค์ ที่คว้ารางวัลไทเกอร์ อะวอร์ด จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ และได้เข้าฉายประกวดในอีกหลากหลายเทศกาลหนังต่างๆ ทั่วโลก เช่น เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮ่องกง เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติไทเป เทศกาลภาพยนตร์นานาชาตินิว ฮอไรซอน โปแลนด์ และเทศกาลโตเกียว ฟิล์มเม็กซ์ ญี่ปุ่น เป็นต้น
เมื่อดูจบ เดินออกจากโรง แล้วดื่มน้ำแก้คอแห้งไปหนึ่งแก้ว มานั่งทบทวนถึงเนื้อหาของหนังที่สื่อสารไปสู่ผู้ชม...ได้ตกผลึกหลายอย่าง
ก่อนที่จะได้ชมหนังก็ได้เห็นใบปิดหนังที่ติดไว้หน้าโรง ถือเป็นแรงบันดาลใจและแก่นของหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นภาพลายเส้นรถยนต์สภาพพังยับเยินบนพื้นเทาเงิน และมีคำเขียนกำกับด้วยฟรอนต์ตัวอักษรแบบการบรรยายภาพในหนังสือพิมพ์ยุค 30-40 ปีที่แล้วว่า
“คนละรุ่น สภาพรถโตโยต้า ทะเบียน 1496 ภายหลังจากบังอาจตัดหน้ารถไฟที่ใกล้สี่แยกหลักสี่...ยังโชคดีไม่มีใครตาย บ่ายวานนี้ (17) (ภาพเป็นข่าว)”
นั่นคือภาพจำก่อนที่จะเดินเข้าไปนั่งชม เมื่อหนังฉายจนจบเรื่องก็พบว่าเรื่องส่วนตัวที่จำหลักฝังแน่นของคนคนหนึ่ง สามารถที่จะขยายไปสู่ขอบเขตไปสู่เรื่องเล่าอื่นๆ ที่มากระทบตัวเขาเองให้สอดคล้องต่อเนื่องอย่างไม่มีจุดจบ
ประสบการณ์ของผู้กำกับที่ร้อยเรื่องราวผ่านมุมมองที่มากระทบเขา ทั้งเรื่องจริง วรรณกรรม ศิลปะแนวทดลอง ความเหนือจริงลึกลับ โลกโลกีย์ มาสู่การตั้งคำถามของโลกธรรมแบบพุทธ (พุทธแบบไทย)
แน่นอน การเล่าเรื่องที่ไม่อิงขนบเป็นเส้นตรงและปรุงแต่งให้เข้าใจง่ายภายใต้ฐานคิดเพื่อความบันเทิง ก็เหมือนกับให้คนดูได้คลำเชือกปอมะนิลาที่ฟั่นอย่างละเอียด แต่คงความหยาบกร้านไว้ และเส้นเชือกก็ขมวดปมให้แกะไว้ 3 ปม ค่อยๆ แกะค้นหาตามความรู้สึกและการไหลระเรื่อยของตัวละครและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่ธรรมดาๆ โดยมีเรื่องราวโลกีย์ทางเพศเป็นจุดเชื่อมต่อประเด็นปลายเปิดของปัจเจกชน
หนังจบก็เจอกับการค้นพบที่ไม่มีคำตอบ มีคำถามที่มีให้กับชีวิตว่า คนแต่ละคนหรือมนุษย์จะเดินไปสู่หนใดของชีวิตตัวเอง ศาสนาหรือธรรมะคือคำตอบจริงหรือ? ทั้งหลายทั้งปวงก็ขึ้นอยู่ที่บุคคลนั้นๆ บางทีสิ่งที่คิดว่าจริงแท้สมบูรณ์แบบมันก็ไม่ใช่ความสุข แล้วความสุขในระดับปัจเจกชนของแต่ละคนอยู่ตรงไหน? ไม่มีใครรู้ นอกจากเจ้าของชีวิตหรือปัจเจกบุคคลผู้นั้นเอง แต่จริงๆ เจ้าของชีวิตอาจจะไม่รู้เลยก็ได้
คนเกิดมาบนโลก ดังคำที่พระในหนังเรื่องนี้พูดว่า ตอนเป็นเด็กกับตอนที่เป็นผู้ใหญ่ คุณคือคนคนเดียวกันหรือเปล่า?
ลองหลับตา...ปล่อยใจให้ผ่อนคลาย เมื่อปลอดโปร่งทั้งสมองและลมหายใจ ภาพย้อนกลับเหมือนเรียงซีนถอยหลังของชีวิตตัวเองใบหน้าปัจจุบันจนถอยกลับไปสู่ใบหน้าวัยเด็ก เราเคยรู้ตัวเองไหมว่า เราคือใคร? เกิดมาบนโลกนี้ทำไม? มีชุดอุดมการณ์และอุดมคติมากมาย ทั้งทางโลกียวัตถุและโลกุตรธรรมที่เดินคู่ขนานกันอยู่ ทุกคนอยากมีความสุข วิ่งหนีความทุกข์ไม่ให้แผ้วพาน
เมื่อมานั่งเพ่งดูจริงๆ ความสุขคืออะไร? และมีจริงหรือ? ทุกอย่างไม่มีคำตอบ...







