
เรา จะก้าวผ่านไปด้วยกัน
...ให้อดทนนะ แล้ว ‘เรา’ จะก้าวผ่านมันไปด้วยกัน... เป็นคำพูดเรียบๆ ง่ายๆ ค่ะ ฟังดูไม่โรแมนติก ไม่ได้สวยหรู แต่ความหมายชัดเจน
โดย...ปอย ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข
“...ให้อดทนนะ แล้ว ‘เรา’ จะก้าวผ่านมันไปด้วยกัน... เป็นคำพูดเรียบๆ ง่ายๆ ค่ะ ฟังดูไม่โรแมนติก ไม่ได้สวยหรู แต่ความหมายชัดเจน ฟังแล้วมันทำให้รู้สึกค่ะว่าเราต้องอยู่เพื่อคนที่รักเรา เราไม่ได้อยู่เพื่อตัวเองอีกต่อไป”
ทันทีที่คุณหมอยืนยันการวินิจฉัยว่าเซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง รอบๆ ปอด เป็นการตรวจพบในระยะที่ 3 ถ้าไม่รีบรักษาเซลล์มะเร็งจะแพร่กระจายไปยังบริเวณกลางช่องอก วลัยพร ชื่นธีระวงศ์ ขณะนั้นวัย 30 ปีต้นๆ เท่านั้น หน้าที่การงานกำลังสดใสมีพลังเต็มเปี่ยมกับการสร้างอนาคต แล้วใครจะคาดคิดว่า คำว่า “มะเร็งปอด” โรคที่น่าพรั่นพรึงจะเข้ามาบั่นทอนชีวิต
ในความตื่นตระหนก แต่เมื่อได้รับฟังประโยคที่มากกว่าการปลอบใจ “...เราจะก้าวผ่านมันไปด้วยกันนะ...” จากสามี กิจจา จันทร์ศิริโพธา ก็ทำให้ชีวิตก้าวเดินต่อไปได้ด้วยความมั่นใจบนเส้นทางที่เริ่มขรุขระไม่มั่นคง ซึ่งค่อยๆ เยี่ยมกรายเข้ามาทักทายแล้ว
“คำว่ามะเร็งมันช็อกความรู้สึก มันเหมือนคำพิพากษานะครับ แต่เมื่อเกิดขึ้นกับเรา เราก็ต้องสู้” กิจจา ชายหนุ่มบุคลิกธรรมดาๆ ไม่ใช่หนุ่มสุดหล่อในฝันแสนอบอุ่นแบบที่หญิงสาววาดภาพแบบในนวนิยาย เริ่มต้นสนทนาเคียงข้างภรรยาบอกเล่าวิกฤตชีวิตที่วันนี้ฟ้าเริ่มเปิดแล้ว หลังฝ่ามรสุมมาด้วยกันตลอด 7 ปี ในการรักษาโรคมะเร็งปอด
ใครสักคนต้องเสียสละ
เรื่องช็อกที่สุดในวันนั้นไม่ใช่สิ่งที่หมอบอกว่าเป็นโรคมะเร็งปอด แต่เป็นเรื่องที่หมอบอกว่าการเริ่มรักษาจะต้องเลือก...เสียไปอีกหนึ่งชีวิต!!!
“ดิฉันตั้งครรภ์ได้ 5 เดือนกว่าค่ะ ไปอัลตราซาวด์ก็ทราบว่าเป็นเด็กผู้หญิง ซึ่งสามีรอคอย เราอยากมีลูกสาวกันมากๆ แต่คุณหมอบอกว่าเซลล์มะเร็งเริ่มกระจายจากปอดไปที่ต่อมทอนซิล ต้องรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง แล้วในระยะการรักษาก็ต้องมีการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) และการตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นวิธีที่ช่วยให้แพทย์หาตำแหน่งและขนาดของก้อนเนื้อที่ผิดปกติในบริเวณปอดได้ ซึ่งเป็นการรักษาที่ทำไม่ได้เลยค่ะในคนท้อง เพราะเป็นอันตรายต่อเด็ก จึงต้อง Terminate ยุติการตั้งครรภ์ก่อน จึงจะเข้าสู่การรักษาได้” วลัยพร บอก แม้ว่าผ่านมากว่า 7 ปีแล้ว ในวันนี้คุณหมอแจ้งข่าวดีว่าอยู่ในภาวะโรคสงบ แต่เมื่อต้องพูดถึงอีกน้ำตาก็รื้นออกมาอีก
วลัยพร บอกว่า Terminate ก็คือการทำแท้งนั่นเอง แต่ขอใช้ศัพท์แบบหมอเพราะฟังแล้วอย่างน้อยก็พอทานทนได้
ก่อนตั้งครรภ์ทำไมไม่ตรวจสุขภาพหรือ? เป็นคำถามที่หลายคนต้องสงสัยแน่ๆ วลัยพร รีบบอกว่าเธอใส่ใจสุขภาพมาก ตรวจสุขภาพประจำถึง 2 ครั้งต่อปี เป็นการตรวจในโรงพยาบาลใหญ่แบบละเอียดเลยทีเดียว แต่ก็ยังพลาดไปได้สำหรับโรคนี้
“เริ่มจากเจ็บคอมากค่ะ กลืนน้ำลายแทบไม่ได้ ทำให้ไม่อยากกินอาหารแล้วก็ไม่หายสักที ก็เลยไปหาหมอและได้ยาแก้อักเสบมากินก็ยังไม่หายอีก ดิฉันตรวจสุขภาพประจำปีกับโรงพยาบาลนี้ค่ะ คุณหมอก็ขอแผ่นเอกซเรย์มาดูละเอียดอีกที จึงเห็นฝ้าสีขาวๆ ตรงบริเวณปอด ซึ่งเป็นฝ้ามาตลอด 2 ปีแล้ว แต่ความที่เราไม่มีอาการใดๆ จึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ พอเห็นรอยฝ้าคุณหมอจึงตัดชิ้นเนื้อที่ปอดไปตรวจวิเคราะห์ จึงทราบผลว่าเป็นมะเร็งปอด ทันทีที่ได้ฟังคำว่า มะเร็ง ดิฉันถามหมอย้ำๆ อยู่นั่น 3-4 ครั้งเลยนะคะ จริงๆ หรือคะหมอ?!!
ไม่เชื่อหูน่ะค่ะ เหมือนทุกอย่างตรงหน้าเราพังทลายไปหมด ดิฉันอายุแค่ 32 ปี ทำไมจะเป็นโรคร้ายนี้เร็วนัก (โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหลังอายุ 40 ปี) แล้วเรากำลังจะมีลูก ครอบครัวเรากำลังจะสมบูรณ์ แล้วหมอก็บอกอีกว่าต้องยุติการตั้งครรภ์ไว้ก่อน แล้วค่อยว่ากันต่อไปในอนาคต ถ้าจะมีลูกอีกก็ค่อยมาปรึกษากันอีกที
ดิฉันรู้เลยค่ะว่าคุณหมอกำลังปลอบใจเรา คำว่ามะเร็ง มันเหมือนการยุติทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว” วลัยพร บอกด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็งขึ้นแล้วในวันนี้
“จากโรงพยาบาลเอกชน คุณหมอส่งเคสมารักษาที่สถาบันมะเร็ง โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่มีศูนย์รักษาทางด้านนี้โดยตรง เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่นี่ก็มุ่งมาที่ผมเลยครับ(หัวเราะ) แจกเอกสารเข้าคอร์สแนะนำให้เราศึกษาเรื่องขั้นตอนการรักษาว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เพราะคนไข้ตอนนั้นขวัญเสียแล้ว คนข้างๆ ต้องคอยเป็นหลักในการดูแล ผมก็ปลอบใจไป แล้วเราก็คุยกันว่าเริ่มต้นรักษากันนะ เชื่อหมอให้มากที่สุด เพราะท่านคือคนช่วยชีวิตเราได้” กิจจา บอกด้วยบุคลิกเรียบง่าย
“หลังจากป่วยเรากลายเป็นอีกคนใหม่ เราคงใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้วนะคะ ดิฉันคิดเสมอว่าลูกสาวเสียสละชีวิตให้แม่ได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง (พูดเสียงเครือน้ำตาคลอนัยน์ตา) พฤติกรรมเดิมๆ เปลี่ยนไปตั้งแต่การกินเลยค่ะ แต่ก่อนเราคิดว่าทำงานหนัก เหนื่อย อยากกินอะไรต้องได้กิน ปิ้งๆ ย่างๆ อาหารมันๆ เนื้อย่างยิ่งไหม้เกรียมนี่หอมมาก ของโปรด (หัวเราะ) และไม่กินผักผลไม้เลย แต่วันนี้กลายเป็นว่าดิฉันกับสามีปรับเปลี่ยนนิสัยการกินโดยหันมากินอาหารแมคโครไบโอติกส์
เคยทำงานหนักมากค่ะ เกิน 8 ชั่วโมงแน่นอน บางวันภาระงานต้องลากยาวๆ ไป 9-10 ชั่วโมงก็มี แล้วก็จะมีข้ออ้างได้ตลอดเวลาว่าทำงานเยอะ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ก็ต้องเปลี่ยนทำงานให้พอดี แล้วต้องแบ่งเวลาออกกำลังกายบ้าง และผลที่รู้สึกได้เลยคือรู้สึกร่างกายเราสดชื่นขึ้น ทำงานหนักก็ไม่เพลียง่ายแบบแต่ก่อน” วลัยพร บอก
และเมื่อถามว่า ทำไมสามีต้องหันมากินอาหารแมคโครไบโอติกส์ตามภรรยาด้วย ทั้งที่ไม่ได้ป่วย?!!
“ผมสงสารเขาน่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) เขาชอบกินของทอดปิ้งย่างอะไรพวกนี้อยู่แล้ว ถ้าเราไปนั่งกินไก่ทอดใกล้ๆ กันนี่ แล้วเขาต้องนั่งกินผักกินหญ้าอยู่คนเดียว มันจะยิ่งทรมานนะครับ แล้วไม่มีกำลังใจจะกินด้วย ผมก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นผมก็หันมากินแมคโครไบโอติกส์ด้วยกันเลย แล้วที่สำคัญอาหารทุกๆ มื้อผมเป็นคนเตรียมให้ด้วย ก็จะได้รู้ว่าอะไรอร่อย ไม่อร่อย” กิจจา บอกพร้อมรอยยิ้มที่ดูเป็นคนจิตใจดี
เริ่มการรักษามะเร็งปอด
สภาพร่างกายเมื่อเซลล์มะเร็งเริ่มลามมาที่คอ วลัยพรบอกเจ็บทรมานมากเพราะกินอาหารแทบไม่ได้เลย เจ็บคอเหมือนกับมีเข็มแหลมร้อยๆ เล่มมาทิ่มแทงคอตลอดเวลา สิ่งสำคัญนอกจากการรักษาโดยแพทย์ ในด้านจิตใจของผู้ป่วยคือสิ่งสำคัญพอๆ กัน ถ้าพยายามฝืนโดยไม่โฟกัสกับความเจ็บปวดก็ช่วยทุเลาไปไม่น้อยเลย กำลังใจคือสิ่งสำคัญมาก จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว นี่คือเรื่องจริง
กิจจา บอกว่า เมื่อจะเข้าสู่การรักษาด้วยเคมีบำบัด กำลังใจจึงต้องสร้างด้วยการเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการคุยกับหมอให้รู้ผลข้างเคียงว่าจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง หรือการศึกษาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตก็ได้ความรู้เพิ่มขึ้นว่า การแพ้ทางกายภาพที่ต้องเจอ เช่น ผมร่วงทั้งศีรษะ สำหรับผู้หญิงเป็นเรื่องบั่นทอนที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต
“เราต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้ครับ แล้วบรรยากาศในโรงพยาบาลก็ทำให้จิตตกง่ายๆ นะ อย่างตอนนอนรอทำคีโม ก็มีน้องผู้หญิงอีกคนที่ป่วยเป็นมะเร็งเหมือนกัน แล้วแค่พยาบาลเข็นเตียงมาเท่านั้น หมอยังไม่ได้เจาะเข็ม ซึ่งการให้คีโมก็เหมือนกับการให้น้ำเกลือนะครับ ผลปรากฏว่าน้องแพนิคอาเจียนร้องไห้ ถ้าเราไม่เตรียมตัวเตรียมใจกับเรื่องพวกนี้ เราจะขวัญเสียไปได้ง่ายๆ เลย
โชคดีที่ภรรยาไม่แพ้คีโม ก็ไม่รู้ว่าเพราะเราเตรียมพร้อมที่จะรับสถานการณ์เหล่านี้มาอย่างเต็มที่หรือเปล่านะครับ ผมนี่เตรียมถึงขนาดหาถุงพลาสติกไปด้วยเลย เผื่อแพ้อาเจียนหนักๆ (บอกพร้อมรอยยิ้มเช่นเคย)
โดยทั่วไปการรักษามะเร็งจะใช้มากกว่าหนึ่งวิธีขึ้นไป ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาและผลข้างเคียงของแต่ละวิธี ก็จะเป็นความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษาให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนะครับ
ส่วนเรื่องผมร่วงทุกๆ คนก็ต้องเจอ พอทำคีโมโดสที่ 2 เริ่มร่วงเยอะขึ้น ผมก็บอกภรรยาไม่ต้องรอให้เหลือผมหร็อมแหร็มหรอกนะ โกนไปเลย (หัวเราะ) ไม่ต้องกลัว แล้วหาผ้าโพกไปสวยๆ เดี๋ยวเส้นผมก็ขึ้นใหม่ได้ เรื่องกำลังใจมีผลมากต่อสุขภาพกายนะครับ หมอก็แนะนำระหว่างการรักษาต้องหลีกเลี่ยงผลกระทบทุกๆ อย่างทั้งใจและกาย เพื่อที่การรักษาจะดำเนินไปตามแผนที่หมอตั้งเป้าไว้ให้ได้” กิจจา บอก
“สิ่งสำคัญที่สุดเราต้องเชื่อมั่น ต้องมีศรัทธาในตัวหมอค่ะ หมอสั่งให้ทำอะไรต้องทำทันที หมอก็บอกนะคะว่าไม่ต้องซีเรียสกับการรักษา เพราะนี่คือหน้าที่หมอ หน้าที่คนไข้ก็คือดูแลกายใจให้ดี แล้วตอนนั้นไปแค่ 2 ที่ค่ะ คือ ไปโรงพยาบาลแทบทุกวัน กับไปวัดไปนั่งสมาธิ (บอกพลางยิ้ม) นี่คือสิ่งที่ดิฉันเปลี่ยนไปเลยค่ะ จากที่หงุดหงิดง่าย ตอนมาโรงพยาบาลแรกๆ นี่ คนเข้าคิวก็แซงกัน ดิฉันไม่ยอมเลยนะคะ แต่พอมาบ่อยๆ เข้า ก็เริ่มคิดว่าสภาพเขาป่วยกว่าเราอีกนะ ถ้าเราไม่ลำบากมากนักเขาอยากไปก่อน คนไทยด้วยกันก็ให้กันไป (กิจจาแซวภรรยาว่า...ถ้าสมัยนี้เขาเรียกว่า สโลว์ไลฟ์ ลองใช้ชีวิตช้าๆ ดูบ้าง)
ช่วงแรกๆ คนเป็นมะเร็งทุกคนต้องคิดว่า พรุ่งนี้เราจะมีชีวิตอยู่ได้ไหม ดิฉันก็จะฟุ้งซ่านไปกับสิ่งนี้จนขนาดที่ว่า ถ้าเราไม่อยู่สามีจะเป็นอย่างไร ไม่มีอะไรดีกว่าคำปลอบใจกันและกันค่ะ เราก็เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่กี่ปีนะคะ ตอนนั้นพอตั้งครรภ์ก็ยิ่งวางแผนกันไปไกลเลย ลูกต้องเรียนอย่างนั้นอย่างนี้ พอป่วย ชีวิตต้องย้อนไปนับศูนย์เลยคะ ” วลัยพร บอก
ป่วยการคิด เรื่องเจ็บปวด
ไม่มีใครคิดหรอกว่าชีวิตตัวเองจะประสบเคราะห์ร้าย เงินทองกว่า 7 หลัก ที่เก็บหอมรอมริบกันมาก็ไม่คิดว่าเพื่อใช้จ่ายในโรงพยาบาล กิจจา บอกว่า จะไม่มานั่งคร่ำครวญคิดถึงแต่สิ่งที่เสียไป หากคิดว่าสิ่งที่ได้กลับมา คือ สุขภาพที่ดีของภรรยาต่างหากคือเป้าหมายในวันนี้
“...เราก็ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างประมาทนะครับ (บอกน้ำเสียงหนักแน่น) แต่ผมอยากใช้คำว่า... เราใช้ชีวิตกันธรรมดาๆ สบายๆ แบบคนทั่วไป คือ อยากกินอะไรก็ได้กิน อาหารปิ้งๆ ย่างๆ อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว เราไม่เคยคิดถึงคำว่าป่วย หรือดูแลตัวเอง ผมก็เคยมานั่งคิดหาคำตอบนะครับว่า ทำไมญาติๆ รอบตัวเรานี่ พอแก่ตัวเป็นมะเร็งกันเยอะมาก 4-5 คนเลยนะครับ ทยอยเป็นตามๆ กันมา เหมือนใบไม้ร่วง แล้วในคนไทยสูงวัย มะเร็งตับก็อันตราย ทั้งใช้เงินรักษาเยอะ แล้วที่สุดก็ถึงแก่ชีวิต ซึ่งคำตอบก็อาจมาจากการกินอาหาร การใช้ชีวิต อย่างที่เราทำกันอย่างทุกวันนี้หรือเปล่า?
พอเกิดวิกฤตก็ต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่นะครับ ผมทำงานในบริษัทเอกชนที่มั่นคงแห่งหนึ่ง เมื่อภรรยาตั้งครรภ์ก็ลาออกโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะเจ็บป่วย เพราะทันทีที่มีลูกก็วางแผนลาออกจากงาน โดยตั้งใจว่าจะทำธุรกิจของตัวเองทางด้านไฟแนนซ์ เพื่อสร้างครอบครัวที่มั่นคงขึ้น ก็เรียกว่าเตรียมออกตัวสตาร์ทธุรกิจใหม่กันเต็มที่เลยนะครับ แต่ทันทีที่เข้าโรงพยาบาล บิลใบแรกนี่จ่ายไป 6 หลัก เกือบ 2 แสนบาท ก็ต้องตั้งสติกันใหม่เลยครับ
ผมใช้วิธีนี้ที่จะทำให้ไม่ต้องคิดอะไรมาก คือ บิลทุกใบเอาเข้าแฟ้มไว้เพื่อเป็นการเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายไว้ แต่จะไม่หยิบกลับมาดูอีกเลย แล้วไม่ต้องมีใครขอดูด้วยนะ ไม่มีประโยชน์อะไร ป่วยการ ผมไม่อยากจดจำเรื่องนี้เลย (ว่าแล้วก็หัวเราะ)
ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งมาเรื่อยๆ ครับ ค่าใช้จ่ายมาเท่าไรก็ต้องหามาจ่ายไป ผมโชคดีที่ภรรยาเก็บเงินเก่ง เราทำงานเงินเดือน 2 คน ก็เดือนละแตะๆ 6 หลัก ก็เก็บมากกว่าครึ่ง เพราะอนาคตคิดไว้ว่าจะตั้งบริษัทของตัวเอง จึงนำเงินที่เก็บมาใช้จ่ายในการรักษา เรื่องเงินบอกได้เลยว่า ชีวิตเราไม่เคยประมาทเลยนะครับ แต่ด้วยค่าใช้จ่ายตั้งแต่ปี 2551 จนถึงวันนี้ก็ต้องมาหาหมอเช็กร่างกายทุกๆ 3 เดือน ถ้าขาดเงินมือบ้าง พี่สาวของผมก็ให้ความช่วยเหลือโดยตลอด ทำให้ไม่ต้องคิดมากในเรื่องนี้ ก็โชคดีอีกที่มีหลายกระเป๋าที่ให้ความช่วยเหลือ เมื่อเราป่วยคนรอบข้างเราคือคนสำคัญนะครับ (ยิ้ม)
การช่วยเหลือที่สำคัญอีกหน่วยงานซึ่งเข้ามาดูแล คือ มูลนิธิรามาธิบดี จากการให้ยาเคมีบำบัดที่ใช้กับมะเร็งปอดเป็นรูปแบบยาฉีดเข้าเส้นเลือด 4 โดส แต่ไม่ได้ผลดีนัก หมอจึงเปลี่ยนวิธีเพื่อให้มีประสิทธิผลในการรักษาและไม่ทำให้เกิดอาการข้างเคียงเหมือนยาเคมีบำบัด โดยเปลี่ยนการรักษาด้วยการใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง โดยไม่ส่งผลต่อเซลล์ปกติ มูลนิธิได้ให้ความช่วยเหลือในเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องยาตัวนี้ครับ
ทุกครั้งที่มาโรงพยาบาลรามาธิบดี สิ่งที่เราเห็นก็คือคนไข้มาจากทั่วประเทศ แล้วมาวางบัตรเข้าคิวกันตั้งแต่เช้ามืด แค่ 6-7 โมงเช้าก็นอนเรียงรายกันเต็มตึกแล้วนะครับ คนไข้ก็มีหลากหลายระดับ เจ้าหน้าที่ก็อาจบริการเข้มงวดกันไปบ้าง พอมาโรงพยาบาลบ่อยๆ ก็กลายเป็นว่าเราเข้าใจหมอพยาบาลมากขึ้น บางทีเห็นคนไข้รอคิวนานๆ ป่วยด้วย ก็อาจหงุดหงิดกันบ้าง ผมก็อยากเดินเข้าไปบอกเหมือนกัน ใจเย็นๆ กันนะ แล้วสิ่งที่ผมกับภรรยาทำได้ ก็คือ พอมีเงินเราก็บริจาคบ้างเล็กๆ น้อยๆ เพราะมูลนิธิได้ช่วยเหลือให้ทุกๆ คนสามารถเข้าถึงการรักษาที่ดี อย่างกรณีภรรยาถ้าเธอไม่ได้ยาตัวนี้ก็คงไม่หาย” กิจจา กล่าว
คนที่ ‘ฝากชีวิตได้’
“ภาวะโรคสงบ” คือคำวินิจฉัยล่าสุดของหมอ หลังจากใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง และเข้ารับด้วยการผ่าตัดเพื่อผ่าเอาก้อนมะเร็งที่ปอดและต่อมน้ำเหลืองที่ช่องอกออกให้หมด
“ดิฉันผ่านการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดคือเสียลูกสาวในท้อง ผ่านการเจ็บปวดจากการผ่าตัด เจ็บปวดจากอาการของโรค แม้การป่วยในระยะที่ 3 ย่างสู่ระยะที่ 4 ภาวะโรคสงบก็คงไม่ใช่การหายขาดแน่ๆ ค่ะ ต้องคอยอยู่ในการดูแลของหมอไปตลอดชีวิตก็ว่าได้ แต่มาถึงวันนี้ไม่มีอะไรน่ากลัวอีกต่อไปแล้วค่ะ” วลัยพร บอกพลางรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลาย
ทุกวันนี้จากอาหารจานโปรด ชอบกินของปิ้งย่าง กินอะไรก็ได้ตามใจปากที่อยากกิน ก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมมากินอาหารแมคโครไบโอติกส์ ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบ “ธรรมชาตินิยม” สร้างความสมดุลให้ร่างกาย โดยใช้วิธีการปรุงอาหารแบบคงความเป็นธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด เน้นวัตถุดิบ เช่น ธัญพืช ถั่ว งา ข้าวกล้องไม่ผ่านการขัดสี ผักปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ปลา วิธีการปรุงก็หลีกเลี่ยงเตาไมโครเวฟ หรือการทอด เน้นรสชาติดั้งเดิมของอาหารชนิดนั้นๆ โดยที่แทบจะไม่แต่งเติม
“ซีอิ๊วก็ยังแทบใส่ไม่ได้เลย อาหารทุกมื้อสามีทำให้กินค่ะ ตั้งแต่อาหารเช้า เขาก็จะตื่นขึ้นมาคั้นน้ำผลไม้แยกกากให้ดื่ม กว่าจะคั้นได้ก็ทั้งล้าง ทั้งแช่ ขั้นตอนละเอียดมากๆ ค่ะ เช่น ล้างในอ่างพลาสติกก็ไม่ได้ ต้องล้างในอ่างสเตนเลส เพราะเป็นขั้นตอนการปรุงอาหารที่เชื่อว่าช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายได้ สิ่งที่ประทับใจเขามากที่สุด คือ เขาหันมากินแมคโครไบโอติกส์กับเราด้วยกันเลย คนก็แซวว่าเป็นมะเร็งพร้อมเมียไปด้วย ผอมเพรียว (หัวเราะ) น้ำหนักลดลงฮวบฮาบเหมือนกัน เพราะเลิกกินเนื้อสัตว์ไปเลย กินได้แค่ปลา
ตั้งแต่ป่วยดิฉันไม่เคยกังวลเลยค่ะว่าเขาจะทอดทิ้งเราไป ยิ่งดูแลกันก็ยิ่งซึ้งใจที่เขารักเรามากกว่าที่เราคิดไว้มากเหลือเกินค่ะ เขาทำให้เราได้ทุกอย่าง ทั้งอาหารการกินก็ใส่ใจมากตลอด 7 ปีที่ป่วย ให้กำลังใจ ร้องไห้ก็คอยปลอบ เราเป็นคนป่วยก็มีเหวี่ยงมีหงุดหงิด ก็ไม่เคยโกรธ ไม่เคยอารมณ์เสียตามไปด้วยเลย ดิฉันตัดสินใจเลือกคนนี้เป็นคู่ชีวิต ก็เพราะเห็นว่าเขาเอาใจใส่คนรอบข้าง ชอบบริการทุกคนรอบข้าง พ่อแม่พี่น้องเราพ่อแม่พี่น้องเขา เขาดูแลดีหมดค่ะ” วลัยพร บอกน้ำเสียงมั่นใจ
และเมื่อถึงวันฟ้าเปิด กิจจาก็ยังย้ำว่า ในวันนี้เราก็ยังไม่ได้ก้าวผ่านโรคมะเร็ง สาเหตุของโรคต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งเพราะละเลยในการใช้ชีวิต ไม่ใส่ใจการกิน ไม่ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทุกวันนี้ทั้งคู่ก็เตือนตัวเองเสมอว่า อย่าประมาทกับการใช้ชีวิตเหล่านี้
“ผมบอกภรรยาว่าไม่ต้องคิดเรื่องการมีลูกแล้ว อายุ 39 ปี ก็ไม่ได้มากไปสำหรับการแพทย์สมัยใหม่ แต่ผมไม่อยากให้เรากังวลในเรื่องนี้กันอีก หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพแข็งแรงดีกว่า คนทำงานทุกวันนี้หลายคนไม่ปฏิเสธนะครับว่า เราใช้ชีวิตจนแยกแทบไม่ออกระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว ที่ต้องมีเวลาพักผ่อน มีเวลาออกกำลังกายบ้าง ซึ่งเมื่อร่างกายแข็งแรงก็ลดความเสี่ยงจากโรคภัยต่างๆ ได้มากขึ้น
นั่นคือสิ่งที่ทุกๆ คนทำได้ก่อนป่วย แล้วถ้าป่วยก็ต้องมีกำลังใจ มีสติ มีศรัทธาในตัวหมอที่รักษาเราว่าต้องหายได้นะครับ” กิจจา ทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นได้ใจเกินร้อย







