
ขีดเส้นใต้สองเส้น
ศาสตราจารย์แองกัส ดีตัน แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์คนล่าสุด
โดย...วุฒิ นนทฤทธิ์
ศาสตราจารย์แองกัส ดีตัน แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์คนล่าสุด ได้ทุ่มเทเวลาเกือบครึ่งชีวิตเพื่อออกแบบนโยบายเศรษฐกิจที่ส่งเสริมสวัสดิการและลดความยากจน
โดยเน้นย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการตัดสินใจในการบริโภคของบุคคลกับผลลัพธ์ที่มีต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ผลงานชิ้นนี้ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงเศรษฐศาสตร์จุลภาคสมัยใหม่ เศรษฐศาสตร์มหภาค และเศรษฐศาสตร์การพัฒนา
แองกัส ดีตัน ได้รับการเชิดชูเกียรติจากผลงานความสำเร็จ 3 เรื่อง
1.การพัฒนาระบบการประเมินอุปสงค์ในสินค้าที่แตกต่าง ซึ่งร่วมกับ จอห์น มูลบาวเออร์ ในช่วงทศวรรษ 1980
2.การศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคกับรายได้ที่ทำการศึกษาในช่วงทศวรรษ 1990
3.การวัดคุณภาพชีวิตและความยากจนในประเทศกำลังพัฒนาที่ทำในช่วงทศวรรษต่อมา
ผลงานการศึกษาค้นคว้าด้านความยากจนของ แองกัส ดีตัน เป็นสัญญาณเตือนว่าความไม่เท่าเทียมกันกำลังกลายเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงของโลก
แองกัส ดีตัน มองว่าข้อมูลทางเศรษฐกิจอย่างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งใช้วัดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นข้อมูลที่รัฐบาลชอบนำมาใช้เป็นเครื่องมือชี้วัดความเจริญนั้น ไม่เพียงพอที่จะใช้ประเมินความเป็นอยู่โดยทั่วไปของประชาชน
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ต้องขีดเส้นใต้ 2 เส้น
ประเทศไทยผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ทั้งยุคโชติช่วงชัชวาล ยุคเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย จนมาถึงยุคทักษิโณมิกส์
จีดีพีของไทยเคยโตในระดับ 2 หลัก แล้วก็ลดลงมาอยู่ในระดับ 7-8-9% ก่อนจะหล่นตุ๊บมาอยู่ที่ 1.9% ในปี 2557
ล่าสุดธนาคารโลกคาดการณ์ว่าจีดีพีของไทยปีนี้จะโต 2.5%
แต่ความจริงประเทศไทยก็คือ คนที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์และกอบโกยความมั่งคั่งจากจีดีพีของประเทศที่เติบโต คือคนกลุ่มเดิมๆ ไม่กี่วงศ์วานว่านเครือ
ขณะที่ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็ถ่างกว้างขึ้นทุกวัน
แองกัส ดีตัน อ้างรายงานของธนาคารโลก ว่า ปัจจุบันมีคนจนแบบสุดๆ หรือที่ภาษาไทยใช้คำว่า จนดักดาน อยู่ 700 ล้านคนทั่วโลก เป็นผลมาจากการพัฒนาอย่างไม่เท่าเทียมมาหลายร้อยปี ซึ่งหากไม่ปรับปรุงตรงจุดนี้ จะกลายเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรง
“...เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมากก็จะมีแต่ถอยกลับ ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลังและถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่าแบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละคือเมตตากัน จะอยู่ได้ตลอดไป...”
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 4 ธ.ค. 2534







