
สนามหลวง ครั้งวันวาน กับจิตวิญญาณที่หายไป
ไม่ใช่ร้านอาหารหรือคาเฟ่เก๋ๆ แต่นี่คือแกลเลอรี่ Soy Sauce Factory ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ซอย 24 เดินเข้าซอยประมาณ 50 เมตร
โดย...แจนยูอารี ภาพ เชิดวุฒิ สกลยา
ไม่ใช่ร้านอาหารหรือคาเฟ่เก๋ๆ แต่นี่คือแกลเลอรี่ Soy Sauce Factory ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ซอย 24 เดินเข้าซอยประมาณ 50 เมตร ดั้งเดิมที่นี่เคยเป็นโรงงานน้ำปลา ทว่าปัจจุบันเจ้าของ (ชาวฝรั่งเศส) พยายามสรรหาความอร่อยทางใจและสายตามาเสิร์ฟไม่ขาด
เดือนนี้ชมกันยาวๆ จนถึงวันที่ 15 พ.ย. นิทรรศการภาพถ่ายช่างภาพไทย (ปกติเน้นผลงานช่างภาพต่างชาติ) “เชิดวุฒิ สกลยา” คร่ำหวอดในแวดวงช่างภาพมานาน ผ่านประสบการณ์จากนิตยสารลิปส์ ก่อนจะผันตัวเป็นฟรีแลนซ์และรับถ่ายภาพโฆษณา
37 ผลงานที่จัดแสดงล้วนเป็นภาพถ่ายขาวดำ อีกทั้งยังถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม ทางหนึ่งมีความหมายและคุณค่าต่อตัวเจ้าของผลงานอย่างมาก เฉกเช่นแต่ละภาพที่ปรากฏในนิทรรศการ ก็นำมาซึ่งนัยเชิงสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตผู้คนและอารมณ์อันหลากหลาย
“ภาพเหล่านี้ผมถ่ายไว้ก่อนสนามหลวงจะล้อมรั้ว” เชิดวุฒิ วัย 40 เปรยขึ้น เมื่อลองนับย้อนไปเขาว่าก็ไม่น่าต่ำกว่า 20 ปี และทุกภาพก็อยู่ในบรรยากาศยามค่ำคืน สะท้อนถึงชีวิตเหล่าผีเสื้อราตรีที่ใช้สอยประโยชน์และดำรงชีพรอบสนามหลวง
“กลางคืนเป็นเวลาที่หลายคนกลับถึงบ้าน หรือหลับนอน แต่กลางคืนที่สนามหลวงสำหรับผมมันมีเสน่ห์ เป็นแดนสนธยา มีความน่าสนใจและดูลึกลับ บางชีวิตเพิ่งตื่นออกมาเพื่อทำมาหากิน ที่หลายคนอาจไม่คุ้น ถ้าสนามหลวงเปรียบเป็นคน ผมว่าคงเป็นคนที่โอเพ่นมากๆ เปิดรับทุกอย่างและค่อนข้างใจกว้าง สมัยก่อนสนามหลวงทั้งกลางวันและกลางคืน เป็นฮับของคนต่างจังหวัด คนที่ไม่มีที่ไป หรือแม้แต่คนไทยแท้ๆ คนกรุงเทพฯ เอง ๆ ก็ต้องมาผ่อนคลาย ทำกิจกรรม เล่นว่าว ขายอาหาร ขายหนังสือ แผงเหรียญสะสม ร้านสัก หนังกลางแปลง มอเตอร์ไซค์ไต่ถัง เช่าเสื่อนั่งชมมหรสพ บางคนอาจจะรังเกียจ แต่นี่คือวิถีชีวิตและเสน่ห์สนามหลวง
“ผมเป็นช่างภาพรุ่นเปลี่ยนผ่านจากฟิล์มสู่ดิจิทัล แต่ผมเลือกที่จะใช้ฟิล์มถ่าย เพราะกาลเวลามันได้พิสูจน์แล้วว่าฟิล์มเก็บได้นานกว่า ดิจิทัลมักจะบอกแค่ข้อดี แต่ไม่กี่ปีดิจิทัลก็อาจเสื่อม เปิดไฟล์ไม่ได้ การถ่ายภาพสนามหลวงผมเลยไม่ลังเลที่จะใช้ฟิล์มถ่าย เพราะผมรู้สึกทึ่งภาพโบราณจากสิ่งที่ผมได้สัมผัสมาแล้ว ส่วนที่เลือกถ่ายด้วยฟิล์มขาวดำก็เพื่อตัดทอนสีที่ไม่จำเป็นออกไป สีจัดๆ ก็แค่หลอกตา สีสันคือการปรุงแต่ง แก่นของมันอยู่ที่ขาวดำต่างหาก มันสื่อเรื่องราวออกมาชัดเจนมากกว่า เพราะสิ่งที่เหลือคือจิตวิญญาณ”
เชิดวุฒิไม่ใช่คนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เกิดที่ปัตตานีก่อนจะย้ายมาอยู่ย่านแจ้งวัฒนะ แต่เขากับสนามหลวงก็ดูเหมือนผูกพันกันอย่างแนบแน่น อดีตดึกดื่นเที่ยงคืนก็เดินมาส่งเพื่อนเพื่อต่อรถเมล์กลับบ้าน ตั้งแต่สนใจถ่ายภาพก็แบกกล้องมาบันทึกภาพผู้คน เจอคนแปลกหน้า แรกอาจถูกตั้งคำถามถ่ายภาพไปทำไม หลังๆ ก็กลายเป็นหมู่มิตร แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถามไถ่เรื่องราวส่วนตัวอย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ เขาว่าสัปดาห์ที่แล้วเพิ่งมีโอกาสเดินผ่านสนามหลวงข้ามไปแหล่งพระเครื่องท่าพระจันทร์ที่เขาโปรดปราน รู้เลยว่าเขาคือเซียนสนามหลวง
แต่เมื่อความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น สนามหลวงมีรั้วรอบ เปิดปิดเป็นเวลา หมู่มิตรและผู้คน ตลอดจนกิจกรรมยามค่ำคืนก็ค่อยๆ หายไป
ใจหายและสะเทือนใจ เขาบอกอย่างไม่อาย แต่ทำไงได้ ทุกอย่างต้องหมุนเวียนไปตามกาล ในฐานะคนที่ผูกพันกับสนามหลวงเขาแค่รู้สึกเสียดายเสน่ห์ของมัน เสน่ห์ไม่มีวันย้อนกลับมาได้อีก ภาพถ่ายที่เขาบันทึกไว้จึงไม่ต่างกับภาพความทรงจำที่คอยเตือนสติว่าครั้งหนึ่งสนามหลวงเคยมีและเคยเป็น
“เป็นเพียงผู้เฝ้ามองและบันทึกภาพไว้ครับ ผมคงไม่สามารถไปเปลี่ยนอะไรได้มาก แต่อยากจะบอกว่าเมื่อไหร่ก็ตามถ้าเราไม่ยอมรับความจริง หมายถึงยอมรับตัวเองเป็นและมี มันก็จะต่อยอดได้ง่ายและเข้าใจในรากเหง้าตัวเอง สนามหลวงเปลี่ยนไป ผมว่านั่นใช่วิธีที่ดีแล้วหรือ หรือแค่เพื่อเปลือกเพื่อภาพพจน์ เหมือนคนพ่ายแพ้แก่สังคมดัดจริตต้องถูกโกยทิ้งไป โกยทิ้งมันเหมือนขยะเลยนะ สำหรับผมถ้ามีใครนำความสกปรก หรือทำให้เป็นแหล่งอาชญากรรม ก็ไม่ชอบหรอก แต่น่าจะมีวิธีที่ดีกว่านี้ การพัฒนาประเทศต้องผสมผสานกับวิถีชีวิตด้วย คือไม่อยากทำแค่เอาสวยงามเพื่อให้โลกยอมรับ มันต้องหาจุดสมดุลให้ได้
“คนถ่ายภาพอย่างผม ผมว่ามันมีความหมายมากนะครับกับการนำสิ่งที่บันทึกไว้มาจัดแสดง มันอาจจะเก่าไปหน่อย แต่มันคือการย้อนดูตัวเอง ทบทวนชีวิตตัวเอง เหมือนเวลาเราอยากรู้ชีวิตคนอื่น แต่เราไม่เคยรู้เรื่องตัวเองดีพอนั่นล่ะ พอได้มานั่งดูก็จะเห็นช่วงชีวิตบางอย่างที่เกิดขึ้นและหายไป หลายคนอาจจะรู้สึกเพราะมันไม่มีอยู่แล้ว บางคนอาจจะอะเมซิ่งว่ามันเคยมีอยู่เหรอ คำว่าจิตวิญญาณแห่งสนามหลวง ก็เลยสื่อถึงจิตวิญญาณของสถานที่และวิถีมนุษย์ ซึ่งผมก็พยายามจะล้อกับคำว่าวิญญาณหรือผี สนามหลวงตอนนี้เป็นเพียงสนามหญ้ากับรั้ว เพราะไม่มีจิตวิญญาณของสถานที่และวิถีมนุษย์หลงเหลือใช่หรือไม่”
สนใจลองแวะไปชมผลงานภาพถ่ายชุดนี้ แกลเลอรี่เปิดบริการวันอังคาร-เสาร์ เวลา 11.00-18.00 น. โทร. 06-1835-6824 ส่วนใครอยากเจอช่างภาพ วันที่ 14 พ.ย. จะมีงานปิดนิทรรศการ ก็ไปเจอและพูดคุยกับเขาได้







