
เรื่องต้องห้าม
ความสำคัญอย่างหนึ่งของ “เดือนตุลาฯ” ที่เคยถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย ก็คือการจดจำ “ชัยชนะ” ของคนรุ่นใหม่
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
ความสำคัญอย่างหนึ่งของ “เดือนตุลาฯ” ที่เคยถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย ก็คือการจดจำ “ชัยชนะ” ของคนรุ่นใหม่ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ
เรียกได้เต็มปากว่าพลังของคนรุ่นใหม่ในเดือน ต.ค. 2516 เป็นการเปลี่ยนแปลงของสามัญชนคนรุ่นใหม่ครั้งแรก และนับเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นใหม่สามารถเปลี่ยนประเทศได้
เพราะหลังจากนั้นอีก 40 ปี พลังของคนรุ่นใหม่ถูกเรียกว่าเป็นพวก“ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” ที่ถูกไล่ให้ไป “เรียนให้จบ” ก่อนที่จะออกมาเคลื่อนไหวอะไร
ที่ตลกก็คือเมื่อประเทศมีปัญหา นักศึกษา-นักเรียน ก็ถูกตำหนิจากคนรุ่นเก่าเช่นเดียวกันว่าที่เป็นแบบนี้เพราะคนรุ่นใหม่ “ไม่สนใจบ้านเมือง”
กระทั่งในยุค “ปฏิรูป” ก็แทบจะไม่มีการรับฟังคนรุ่นใหม่เลย เพราะส่วนใหญ่ใน สปช. และในสภาขับเคลื่อนปฏิรูปฯ มีแต่คนอายุ 60 อัพเต็มไปหมด ขณะที่ประธานสภาขับเคลื่อนฯ นั้นอายุมากถึง 81 ปีด้วยซ้ำ
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมสังคมไทยให้ความสำคัญกับการรับฟัง หรือการเอาคนรุ่นใหม่เป็นตัวแทนแสดงความคิดเห็นน้อยมาก
คำตอบหนีไม่พ้น “ความกลัว” เพราะบ้านเรามีสิ่งที่มีอยู่จริงแต่แตะต้องไม่ได้อีกมาก
เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักพัฒนาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เพิ่งสั่งแบนหนังเกี่ยวกับเพศบรรพชิตเรื่องหนึ่ง ด้วยเหตุผลว่าอาจทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย รวมถึงสร้างความเข้าใจผิด
ครับ ก่อนหน้านี้ไม่ถึง 10 ปี หนังอินดี้และไม่อินดี้หลายเรื่อง ถูกแบนเพราะพูดถึงพระคุณเจ้าใน “เชิงวิพากษ์” มาแล้ว ที่น่าแปลกก็คือถ้าเสนอในเชิง “ตลกโปกฮา” นั้น ถือว่ารับได้!
นอกจากหนังที่เกี่ยวกับพระสงฆ์แล้ว ปีนี้ยังมีหนังวิพากษ์เหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หนังที่มี “สัญญะ” เกี่ยวกับการเมือง ถูกระงับฉายส่วนหนังที่มีฉากเซ็กซ์โจ๋งครึ่ม กลับได้รับ “ไฟเขียว” โดยไม่ติดขัด
เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงสาธารณสุขก็ออกมาขู่บังคับใช้กฎหมายกับคนที่โพสต์รูปเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่าอาจมีความผิด ขณะที่ผู้นำประเทศก็เพิ่งยกตัวอย่างว่า “เด็กติดเกม” “เด็กเข้าเว็บโป๊” เป็นสาเหตุให้ต้องหาวิธีใดวิธีหนึ่งในการควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่ให้เสรีเกินไป
ครับ เรามีข้อห้ามที่อ้างเรื่อง “ศีลธรรมอันดี” เต็มไปหมด โดยผู้ทรงศีลจะคิดแทนคนอื่นด้วยการเขียนข้อกำหนดห้ามตั้งแต่หนังสือเล่มไหนห้ามอ่านหนังเรื่องไหนห้ามดู เว็บไซต์ไหนที่ห้ามเข้า รวมถึงใครที่ห้ามวิจารณ์
คนรุ่นใหม่จึงหันหลังออกจากการทำอะไรเพื่อบ้านเมืองไปเรื่อยๆ ด้วยการเน้นการหาความสุขด้วยการเก็บเงินเที่ยวแบบ “สโลว์ไลฟ์” กับตัวเอง มากกว่าจะสนใจปฏิรูปเชิงโครงสร้างในสังคมที่กลัวการเปลี่ยนแปลงในทุกเรื่อง
เรื่องน่าเศร้าก็คือ ในขณะที่โลกหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ สังคมไทยกลับชราลง ด้วยน้ำมือของคนที่มีหน้าที่ปฏิรูป ซึ่งก้าวไม่พ้น “ความกลัว” ในการไปแตะต้องเรื่องต้องห้ามของตัวเอง







