posttoday
รักออกแบบไม่ได้... แล้วชีวิตนักออกแบบล่ะ?

รักออกแบบไม่ได้... แล้วชีวิตนักออกแบบล่ะ?

13 ตุลาคม 2558

CNN รายงานว่าปีนี้เป็นปีทองของธุรกิจแฟชั่นในแอฟริกา

โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง

CNN รายงานว่าปีนี้เป็นปีทองของธุรกิจแฟชั่นในแอฟริกา ทั้งในแง่ของตลาดโลกที่มีคนสนใจสินค้าและงานออกแบบของดีไซเนอร์จากประเทศในแอฟริกา (หรือคนแอฟริกัน) มากขึ้น และขณะเดียวกันธุรกิจเสื้อผ้าในทวีปแอฟริกาก็เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งสัญญาณว่าตลาดใหม่ในกาฬทวีปเริ่มเติบโต

นั่นน่าจะเป็นความหวังว่า ธุรกิจมูลค่า 1.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐจะยังไปได้สวย เราน่าจะยังมีเสื้อกางเกงแบบใหม่ให้เราได้ตื่นเต้น และรายการโปรเจกต์รันเวย์ยังคงพอมีที่ยืนต่อไป

แต่เรื่องราวไม่ได้สวยงามไปเสียทั้งหมด ข้อเท็จจริงก็คือ ธุรกิจแฟชั่นเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ล้มหายตายจากเร็วที่สุด ดีไซเนอร์หน้าใหม่ที่เข้ามาในตลาด อยู่รอดจริงๆ มีไม่ถึง 10% โดยเฉพาะนักศึกษาแฟชั่น สัดส่วนนี้มันมากพอๆ กับแมงเม่าที่ตายเพราะตลาดหุ้นเลยทีเดียว

แฟชั่นเป็นธุรกิจฉาบฉวยแต่สวยงาม ภาพของรันเวย์สุดอลังการของชาแนล หรือชุดสวยๆ แสนสนุกและสดใสของเคนโซ ต่างดึงดูดให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเรียนแฟชั่นกันมากขึ้น เทียบกับทศวรรษที่แล้ว เฉพาะในสหราชอาณาจักร ตัวเลขนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาเรียนแฟชั่นดีไซน์นั้นมากขึ้นมากกว่าเท่าตัว โดยเฉพาะนักศึกษาจากเอเชีย เด็กๆ ในประเทศไทย สัดส่วนของนักศึกษาที่เข้ามาเรียนแฟชั่นดีไซน์ก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

พวกเขาเหล่านี้ฝันถึงอาชีพและธุรกิจที่สวยงามอย่างที่เขาเห็นในช่องแฟชั่นทีวีไม่มากก็น้อย แต่มันไม่ได้สัมพันธ์กับทั้งตลาดแรงงานและความเป็นจริงสักเท่าไร เพราะ 70% ของธุรกิจนี้คือการผลิตเสื้อผ้าแบบการ์เมนต์ ธุรกิจเสื้อหรูหรามีแค่ไม่ถึง 15% ที่คนทั้งโลกสามารถซื้อหาได้ ฉะนั้นแม้ว่าตัวเลขจาก The Economist จะคาดการณ์ไว้ว่าก่อนปี 2020 มูลค่าของธุรกิจเสื้อผ้าอาจขึ้นไปสูงถึง 2.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่มันน่าจะขยายตามสัดส่วนของประชากร เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจที่ขยายตัวมากขึ้น มากกว่าจะเป็นเพราะว่ามันมีอนาคตสดใส

ที่ยืนของดีไซเนอร์หน้าใหม่ที่ร้อนวิชา จึงดูไม่ค่อยมีมากนัก เรื่องนี้ผมไม่ได้คิดไปคนเดียว เพราะมีการไปสำรวจเก็บข้อมูลกันจริงๆ จังๆ ก็พบว่านักศึกษาที่จบด้านการออกแบบแฟชั่น ต่างก็รู้สึก “ไม่ค่อยแฮปปี้นัก” กับการเรียนการสอนในโรงเรียนเช่นกัน

จากการสำรวจของ BoF’s global survey of fashion education reveals เว็บไซต์เกี่ยวกับธุรกิจแฟชั่น พบว่า สถาบันการศึกษาที่เกี่ยวกับแฟชั่นระดับท็อปของโลก 24 แห่ง รวมทั้ง Central Saint Martins ในลอนดอน ทั้ง Parsons The New School for Design ในนิวยอร์ก หรือ Istituto Marangoni ของอิตาลี พบว่าผลสัมฤทธิ์ของคนที่จบการศึกษาเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์นั้นไม่ได้สูงนัก มีเพียงครึ่งเดียวที่รู้สึกว่าตัวเองพอใจกับการเรียนการสอนจริงๆ บางสถาบันอัตราส่วนของผู้ที่พอใจกับการเรียนการสอนนั้นต่ำมากถึง 17%

สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกผิดหวังนั้น เป็นเรื่องไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะสถาบันเหล่านี้โดยมากเน้นที่การฝึกนักศึกษาให้เป็นผู้คิด ผู้สร้างสรรค์ แต่ไม่ค่อยได้เตรียมพร้อมเรื่องของการทำธุรกิจ หรือการเข้าใจซึ่งภาวะโลกปัจจุบันให้ลึกพอ

หากเรามองถึงกลไกของการผลิตในโลกปัจจุบัน หลังจาก เฮนรี่ ฟอร์ด ได้ปฏิวัติการผลิตของโลก ซึ่งไม่ใช่แค่ในโรงงานเท่านั้นที่เปลี่ยน แต่ในระบบการศึกษาและการทำธุรกิจแทบทุกอย่างก็ถูกเปลี่ยนตาม แนวความคิดการแบ่งงานกันทำเพื่อรองรับการผลิตแบบสายพาน (Assembly Line) เพื่อตอบสนองการบริโภคขนาดใหญ่ (Mass Production) ทำให้กระบวนการเรื่องการศึกษาและตลาดแรงงานก็เปลี่ยนตามไปด้วย กล่าวคือ ทุกสถาบันจำเป็นต้องผลิตแรงงานแบบจำเพาะส่วนเพื่อตอบสนองการผลิตในแต่ละส่วนเท่านั้น

วิธีการนี้ทุ่นเวลาในการฝึกคน การจะมานั่งฝึกคนคนหนึ่งให้ทำทุกอย่างเป็นตั้งแต่ต้นจนจบ ถูกมองว่าไม่คุ้ม เพราะใช้เวลานานเกินไป และนักเรียนแฟชั่นก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น พวกเขาก็ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันกับนักศึกษาวิศวกรรมเช่นกัน พวกเขาถูกแบ่งส่วนในการเรียนเพื่อสนองตอบต่อตลาดแรงงานเฉพาะส่วน เช่นว่า หากคุณเรียนเป็นนักออกแบบ คุณก็ต้องเรียนแค่ “ออกแบบ” เท่านั้น หากจะไปเป็นเจ้าของธุรกิจ คุณก็ต้องไปเรียนบริหารธุรกิจต่างหาก แต่หากต้องการจะมีความรู้ทั้งสองอย่าง คุณอาจต้องใช้เวลานานขึ้นอีก ไม่ก็ต้องออกไปเผชิญโลกกันเอาเอง

ฉะนั้นไม่ว่าคุณจะจบฮาร์วาร์ด หรือว่าจุฬาลงกรณ์ฯ สิ่งที่สถาบันการศึกษาเหล่านี้สอนก็คือการเป็นลูกจ้าง การเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการในตลาดแรงงานจึงหมายถึงคุณต้องเริ่มต้นเมื่อคุณจบ นั่นยิ่งทำให้โอกาสที่คุณล้มแล้วสามารถลุกขึ้นมาใหม่ จึงยากกว่าใครสักคนที่ได้เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วมีเวลาล้มบ่อยๆ นักเรียนส่วนมากจึงรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้พร้อมนัก และไม่ได้ความรู้เท่าที่ควรในการออกไปทำงาน โดยเฉพาะการเตรียมตัวที่จะต้องออกไปเผชิญโลกธุรกิจของจริง แม้ว่าจะมีการฝึกงานก่อนจบการศึกษา แต่ส่วนมากก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะด้วยความที่คุณเป็นเด็ก เป็นหน้าใหม่ งานที่ได้ไม่ได้มีความท้าทาย

ไม่ต้องคิดถึงการเปิดธุรกิจของตัวเอง เด็กรุ่นใหม่พวกนี้เสียเปรียบทุกประตู ความเข้าใจเรื่องการทำบัญชี การทำการตลาด การทำประชาสัมพันธ์ การสื่อสารแบรนด์ การบริหารความเสี่ยง การบริหารลูกน้องและองค์กร ฯลฯ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในต่างประเทศ ในไทยเอง ศาสตร์ด้านอื่นๆ หรือกระทั่งเรื่องง่ายๆ เช่น การประยุกต์เอาความรู้ไปใช้ เช่นว่าเป็นสไตลิสต์ หรือเป็น Merchandiser ก็ไม่แน่ใจว่านักศึกษาเหล่านี้พร้อมกับตลาดแรงงานจริงหรือเปล่า เรื่องนี้เคยเจอกับตัวตอนที่ไปเลกเชอร์ให้นักศึกษาเอกแฟชั่น

จอห์น กาลิอาโน่ ครีเอทีฟ ไดเรกเตอร์ของแบรนด์มาร์ติน มาร์ไจล่าร์ เคยบอกว่า จริงๆ แล้วความสามารถเรื่องงานออกแบบเป็นสัดส่วนแค่ไม่ถึง 30% ด้วยซ้ำของธุรกิจ มาโนโล่ บลานิก นักออกแบบรองเท้าชั้นสูงก็เคยบอกว่า เงื่อนไขสำคัญของการทำธุรกิจแฟชั่นให้อยู่รอดคือทำของที่ลูกค้าอยากซื้อให้มากกว่าทำตามใจเราอยาก

อ่านแล้วก็อย่าเพิ่งท้อนะครับ

ออกแบบอะไรก็ไม่ยากเท่าออกแบบชีวิตของเราเองจริงๆ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท