posttoday
เจาะโมเดลธุรกิจสีเขียว

เจาะโมเดลธุรกิจสีเขียว

12 ตุลาคม 2558

ใครว่าสตาร์ทอัพจะต้องเน้นไปแค่ไอทีหรือวิ่งตามความเร็วของเทคโนโลยีเท่านั้น

โดย...พาแลง, กาญจนา

ใครว่าสตาร์ทอัพจะต้องเน้นไปแค่ไอทีหรือวิ่งตามความเร็วของเทคโนโลยีเท่านั้น เพราะยังมีกลุ่มธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นด้วยแนวความคิดที่อยากจะช่วยโลก มุ่งเน้นให้ทุกกระบวนการกรีนที่สุด สูญเสียพลังงานหรือลดการเกิดคาร์บอนน้อยที่สุด พร้อมไปทำความรู้จักกับสองโมเดลธุรกิจที่มีแนวคิดอยากช่วยโลก คนที่มองหางานที่ได้ออกกำลังกายไปด้วย ได้ทำในสิ่งที่ชอบแถมยังได้เงินด้วยต้องอ่าน

ปลูกปั่น ปั่นสด ปั่นส่ง

ปลูกปั่นเป็นธุรกิจขายน้ำปั่นที่ไม่ธรรมดาตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกวัตถุดิบ โดยเจ้าของ จัง-ศิริลักษณ์ มหาจันทนาภรณ์ และ เอ-กฤตยา สัณฑมาศ ผู้ร่วมก่อตั้ง เลือกซื้อผักและผลไม้จากเกษตรกรที่ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ จากนั้นนำมาปั่นสดตามสูตรที่เธอคิดขึ้นเอง โดยยึดหลักกินผักผลไม้ให้ครบ 5 สี ด้วยวิธีการปั่นในเครื่องปั่นพลังสูงผสมกับการคั้นแยกกากความเร็วต่ำ หรือที่เรียกว่าปั่นช้าผสมเร็วที่ยังรักษาเอนไซม์บางส่วนอยู่

เจาะโมเดลธุรกิจสีเขียว จัง-ศิริลักษณ์

 

“เริ่มต้นเราไม่ได้คิดว่าจะทำธุรกิจตั้งแต่แรก แต่สาเหตุเกิดจากเพราะเราป่วย คุณหมอแนะนำให้กินผักผลไม้ 5 สี จึงเป็นที่มาของการปั่นน้ำกินเองที่บ้าน เราก็หาความรู้เพิ่มเติมด้านสุขภาพและอาหาร สุดท้ายก็ปั่นให้เพื่อนๆ กิน เขาแนะนำให้ทำขายเลย เริ่มต้นทำให้คนใกล้ตัว 20-30 คนก่อน แต่ผลตอบรับดีมากก็เลยเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นปลูกปั่นจนถึงทุกวันนี้”

โมเดลธุรกิจของปลูกปั่นวางแผนไว้ว่าจะทำให้เป็นธุรกิจสีเขียวทั้งเส้น ตั้งแต่วัตถุดิบนอกจากจะมาจากเกษตรอินทรีย์แล้วจะต้องไม่เหลือทิ้ง แพ็กเกจเป็นขวดแก้วรียูสเพื่อลดขยะ และขั้นตอนการจัดส่ง ซึ่งเจ๋งตรงที่ใช้จักรยานเป็นยานพาหนะในการส่ง โดยนักปั่นจักรยานจะปั่นส่งน้ำวันละ 3 ชม. เฉพาะช่วงเช้า

เจาะโมเดลธุรกิจสีเขียว

 

จังบอกว่า การกำหนดชั่วโมงการทำงานน้อยที่สุดแต่ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด คือช่วงเวลา 06.00-09.00 น. หรือ 07.00-10.00 น. วันไหนก็ได้ตั้งแต่จันทร์-ศุกร์ โดยจะได้รับค่าแรงเริ่มต้นวันละ 250 บาท แล้วแต่ระยะทางที่รับผิดชอบ ซึ่งนักปั่นจะเป็นคนเลือกเส้นทางเอง มีทั้งสิ้น 25 เส้นทาง/วัน เช่น รามคำแหง วงเวียนใหญ่ บางปะกอก ลำลูกกา สวนจตุจักร ลาดพร้าว-นวมินทร์ พระราม 2 สายไหม ฝั่งธนบุรี ซึ่งทุกเช้าต้องมารับสินค้าจากร้านเวลาเย็นย่านทองหล่อ และซอยรามอินทรา 57  ซึ่งในอนาคตจะมีจุดกระจายเพิ่มที่ปิ่นเกล้าเพิ่มเติม ซึ่งปลูกปั่นเปิดมา 2 ปี มีนักปั่นจำนวน 66 คน นับว่าไม่น้อยเลย

“เราเป็นร้านจักรยานอยู่แล้ว ก็เลยคิดวิธีการที่จะส่งให้ถึงมือคนโดยสร้างมลภาวะน้อยที่สุด ก็คือส่งด้วยจักรยาน อย่างกระเป๋าส่งน้ำเราออกแบบใหม่หมดเลย เพื่อให้รองรับกับสิ่งที่เราทำ ทุกอย่างผ่านกระบวนการคิดมาหมดซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของเรา เพราะด้วยความเป็นนักออกแบบก็ต้องคิดให้ครอบคลุมทุกอย่างและพยายามอุดปัญหาทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น

สำหรับหนึ่งคอร์ส 21 วันต่อเนื่อง เราคิดค่าบริการเริ่มต้นที่ 80 บาท/วัน เป็นค่าน้ำ ถ้ามารับที่ร้านก็ไม่เสียค่าปั่น ถ้าไปส่งก็จะมีระยะใกล้ 1-7 กม. 30 บาท/แก้ว ระยะกลาง 7-11 กม. 40 บาท/แก้ว และระยะไกล 11-15  กม. 50 บาท/แก้ว ถ้าทานแก้วที่สองก็คิดแค่ 10 บาท ซึ่งรายได้นักปั่นก็เกิดจากตรงนั้นโดยตรง เราพยายามทำทุกอย่างให้สมเหตุสมผลและเป็นมิตรเพื่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ในสังคม”

เจาะโมเดลธุรกิจสีเขียว

 

การคัดนักปั่นจะต้องผ่านหลายด่านพอสมควร เริ่มจากการสอบสัมภาษณ์ถึงทัศนคติ จากนั้นให้ทดลองปั่นระยะสั้นทดสอบการหลงทางและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วันต่อมาให้ปั่นตามนักปั่นเพื่อเลียนแบบการทำงาน วันที่สามก็คือปั่นนำทดสอบสัญญาณมือ และความปลอดภัย ถ้าผ่านด่านทั้งหมดก็จะได้เป็นนักปั่นในสังกัดปลูกปั่น

“เราต้องเลือกนักปั่นที่จะมาทำงานร่วมกัน เพราะเรากำลังจะส่งสิ่งดีๆ ไปให้คนอื่น ถ้าตัวนักปั่นไม่มีความสุขก็จะส่งไปไม่ได้เลย เราก็เลยมีข้าวเช้าให้ทานก่อนออกปั่น และกลับมาก็จะมีน้ำปั่นให้คนละแก้ว” จัง อธิบาย

จากใจนักปั่น ปั่นปันสุข

คนสำคัญที่ทำให้น้ำปั่นไปถึงมือผู้รับในทุกๆ เช้าคือ นักปั่น หนึ่งในนั้นคือ พี่ทีเจ-นิพนธ์ คูหาวิชานันท์ อายุ 54 ปี ที่ร่วมงานกับปลูกปั่นมาตั้งแต่เริ่ม “ช่วงนั้นผมออกจากงานประจำเลยมองหาสิ่งที่ตัวเองอยากทำ พอดีเป็นคนชอบปั่นจักรยาน ปั่นมาตลอด 10 ปี เลยมาสมัครกับปลูกปั่น เพราะนอกจากจะได้ปั่นจักรยานอย่างที่ตัวเองชอบแล้วก็ยังได้เงินด้วย”

 

พี่ทีเจยังกล่าวด้วยว่า ความรู้สึกของการทำงานนี้ไม่ใช่แค่ส่งน้ำผลไม้ให้ถึงมือผู้รับเท่านั้น แต่เขายังรู้สึกว่ามันคือการส่งมอบความสุขให้คนดื่มด้วย “ผมจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของพวกเขาว่าหลังจากดื่มน้ำปั่นไปแล้วเปลี่ยนไปยังไงบ้าง บางคนดูสดใส ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง พลอยทำให้ผมเองก็มีความสุขไปด้วย”

เจาะโมเดลธุรกิจสีเขียว ทีเจ-นิพนธ์

 

นอกจากอารมณ์ที่ดี สุขภาพของพี่ทีเจก็ดีตามไปกับเส้นทางปั่นที่รับผิดชอบจากทองหล่อ เอกมัย อโศก พญาไท จุฬาฯ หัวลำโพง อุรุพงษ์ จบที่โรงพยาบาลรามา รวมแล้วประมาณ 40 กม. ซึ่งดูเหมือนไกลแต่เขาสามารถส่งน้ำปั่นทั้งหมดเสร็จก่อนเคารพธงชาติ ตามความตั้งใจของปลูกปั่นและตัวเขาเองที่ว่า “เราอยากให้ลูกค้าดื่มน้ำปั่นก่อนอาหารเช้า 1 ชั่วโมง”

เหตุผลสำคัญที่ทำให้พี่ทีเจเลือกงานที่ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อส่งน้ำปั่นคือ เขาต้องการปั่นจักรยานแบบมีเป้าหมาย “ทุกเช้าตื่นมาผมมีเป้าหมายแล้วว่าวันนี้ต้องปั่นไปที่ไหนบ้าง ไปพูดคุยกับลูกค้า ลูกค้าได้ดื่มน้ำที่มีประโยชน์ ดื่มแล้วแฮปปี้เขาก็มาพูดให้เราฟัง ทำให้ทุกเช้าอยากตื่นไปปั่น ไม่มีอิดออดเลยสักวัน” พี่ทีเจยังกล่าวด้วยว่า ทุกคนต้องการมีสุขภาพดีแต่ไม่มีเวลา รวมถึงการทำน้ำปั่นที่ใช้วัตถุดิบออร์แกนิกยิ่งหาได้ยากในท้องตลาด ปลูกปั่นจึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างดี

ขณะที่นักปั่นหญิงสมาชิกใหม่ของปลูกปั่น ที่เพิ่งเข้ามาร่วมประมาณ 2 เดือน เจ เกี๊ยวซ่า เป็นพนักงานบริษัท อายุ 38 ปี ที่ขอใช้เวลายามเช้าทำสิ่งที่ตัวเองรัก

เจาะโมเดลธุรกิจสีเขียว เจ เกี๊ยวซ่า

 

เจจะไปถึงร้านประมาณตี 5 กว่าๆ เพื่อเตรียมของ เริ่มปั่นเวลา 6 โมงเช้าบนเส้นสุขุมวิท-อโศก-เพลินจิต ประมาณ 10 กม. เสร็จสิ้นประมาณ 08.20 น. แล้วเธอจะปั่นต่อไปทำงานที่บริษัทย่านเพลินจิตและเลิกงานประจำเวลา 17.30 น. รวมแล้วทำงานทั้งสองอย่างนาน 12 ชม. ซึ่งน่าจะเหนื่อยแต่เธอกลับบอกว่าสนุก แม้ค่าตอบแทนจากการปั่นไม่มากมาย แต่ความสุขใจที่ได้รับมันคือสิ่งที่หาค่าไม่ได้ อย่างเธอเลือกทำงานนี้เพราะมีความสุขและสนุกกับมันได้ เป็นการพาตัวเองออกจากกรอบของงานประจำที่มีความเครียดสูง

“การปั่นจักรยานมันเหมือนได้ทำอะไรที่ตื่นเต้นทุกวัน อย่างวันจันทร์เป็นวันที่ต้องรับลูกค้าใหม่ เราต้องทำการบ้านศึกษาเส้นทางใหม่ๆ ได้มิตรภาพใหม่เสมอ ตอนเช้าตื่นมารู้ว่าเราจะไปทำในสิ่งที่มีความสุข ทำแล้วมันก็มีความสุขไปทั้งวัน พอเจอกับเรื่องเครียดๆ ก็จะบอกตัวเองว่าเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป วันรุ่งขึ้นจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักอีกครั้ง”

นอกจากนี้ จากการสอบถามทั้งสองท่าน งานปั่นจักรยานสร้างรายได้ให้เดือนละ 8,000-1 หมื่นบาท ซึ่งถือว่าสุดคุ้ม เมื่อแลกกับความเหนื่อยไม่มาก แต่ได้ความสุขกลับมามากมายก่ายกอง

เจาะโมเดลธุรกิจสีเขียว มนตรี

ไบค์เซนเจอร์ ส่งของด้วยสองล้อ

ตัวแปรสำคัญที่จูงใจให้กลุ่มนักปั่นจักรยาน “จามจุรีสแควร์” รวมตัวกันขึ้นเมื่อกว่า 4 ปีก่อน เพื่อใช้จักรยานเป็นยานพาหนะหลักในการเดินทางรอบกรุงเทพมหานคร ต้องการหลีกหนีจากการจราจรที่หนาแน่นในเมืองกรุง พวกเขาเริ่มจากปั่นส่งของหลังเลิกจากงานประจำ โดยในระยะแรกพวกเขาจะจัดส่งเฉพาะอะไหล่หรือของที่เกี่ยวข้องเฉพาะจักรยาน โดยนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปซื้อจักรยานให้กับเด็กๆ ที่ต้องการจักรยานในถิ่นทุรกันดาร ต่อมาจึงขยายแนวคิดจัดตั้งเป็นบริษัท และเพิ่มบริการรับส่งเอกสารและสิ่งของด้วยจักรยานในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นที่รู้จักในชื่อกลุ่ม ไบค์เซนเจอร์ (BikeXenger)

มนตรี ฉันทะยิ่งยง อดีตหนุ่มวิศวกร ที่หลงรักการปั่นจักรยานมานานกว่าสิบปี กลายมาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งไบค์เซนเจอร์ กล่าวว่า ข้อดีของการจัดส่งของด้วยจักรยานคือความคล่องตัว หากรถติด  จักรยานซึ่งมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาสามารถซอกแซกในตรอกซอยได้ง่ายกว่าจึงใช้เวลาน้อยกว่า ด้วยแนวคิดใหม่นี้ลูกค้าส่วนใหญ่จึงเป็นกลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ต้องการความแปลกใหม่และอยากทดลองใช้บริการ มีแนวทางการทำงานเพื่อสังคมและสนใจด้านสิ่งแวดล้อม

เจาะโมเดลธุรกิจสีเขียว

“รายได้เฉลี่ยสำหรับการทำงานของทีมไบค์เซนเจอร์ จะได้รับเป็นเงินเดือนไม่น้อยกว่า 1 หมื่นบาท/เดือนอีกด้วย เรามีประกันชีวิตให้นักปั่น มีสวัสดิการด้านจักรยานให้ ซึ่งผมว่าค่าเดินทางเขาไม่ต้องจ่ายเลย เพราะใช้จักรยานเป็นพาหนะอยู่แล้ว ตอนนี้มีพนักงานที่ทำงานประจำกับเรา 3 คน เราจะวิ่งในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าลูกค้าต้องการให้ปั่นไปเขตปริมณฑลพวกเราก็สามารถไปให้ได้ แต่ก็ต้องคิดค่าบริการตามระยะทาง เหมือนกับระบบของการจัดส่งของทั่วไป ซึ่งสามารถดูรายละเอียดค่าบริการได้ที่เว็บไซต์ของเรา (http://bikexenger.com)” มนตรี กล่าว

ความท้าทายของธุรกิจสีเขียวทั้งสองก็คือการทำให้ธุรกิจยั่งยืนอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ เจ้าของปลูกปั่นบอกว่า “มีคำถามเสมอว่าจะทำได้นานแค่ไหน เราก็อยากทำให้ดูว่ามันเป็นไปได้ เราอยากเป็นโมเดลให้คนอื่นเห็นว่ามันเป็นไปได้ถ้าคิดให้รอบคอบ มันเป็นธุรกิจได้อีกหลายอย่างมาก ถ้าเราประสบความสำเร็จให้เขาเห็นก็จะมีคนที่อยากทำอีกเยอะๆ ก็จะทำให้สังคมรอบข้างดีขึ้น ให้ยั่งยืนและอยู่กันได้”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท