posttoday
ต้องแก้ที่นิสัย

ต้องแก้ที่นิสัย

16 กรกฎาคม 2553

....ภาสกร พุทธิชีวิน

พลังงานนิวเคลียร์อาจจะเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของบางประเทศ แต่บางประเทศพลังงานน้ำอาจจะสำคัญมากกว่าก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามเชื้อเพลิงฟอสซิลก็ยังเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของเกือบทุกประเทศทั่วโลก นั่นคือ กว่า 80% ของพลังงานที่ใช้อยู่ในโลก

อัตราการใช้พลังงานฟอสซิลที่เพิ่มขึ้น 70% เกิดจากประเทศที่กำลังพัฒนา และคาดกันว่าพลังงานจากซากดึกดำบรรพ์นั้นจะมีการใช้เพิ่มขึ้นถึงระดับ 100 บาร์เรลต่อวัน ในปี 2015

มารู้พร้อมกันเลยนะครับว่า การผลิตและการใช้พลังงานฟอสซิลนั้นก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกือบ 3 หมื่นล้านตันต่อปีหรือประมาณ 80% ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์

เมื่อเป็นเช่นนั้นคาดการณ์กันว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกจากกระบวนการผลิตพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าการใช้พลังงานเสียอีก สาเหตุเนื่องจากกระบวนการในการผลิตพลังงานมีการใช้ถ่านหินมากขึ้นในอัตราที่สูง

หลายคนรู้นะครับว่า ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูก หาง่ายแต่สกปรกที่สุด โดยประเทศที่มีการใช้ถ่านหินผลิตพลังงานมากที่สุดหนีไม่พ้นยักษ์ใหญ่อย่างจีน

ถ่านหิน คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมของจีน เศรษฐกิจของจีน เติบโตแบบก้าวกระโดดเพราะถ่านหิน เนื่องจากมีปริมาณถ่านหินในประเทศเหลือเฟือ ทำให้ถ่านหินกลายเป็นพลังงานหลักของประเทศ จีนจึงใช้ถ่านหินในการผลิตพลังงานมากกว่าสหรัฐ อินเดีย และรัสเซียรวมกันเสียอีก...

การใช้ถ่านหินในประเทศจีนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อจีนประกาศจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก 762 แห่ง..!

ปัจจุบันจีนเผาถ่านหินเพื่อผลิตพลังงานปีละประมาณ 2,500 ล้านตัน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้านภูมิอากาศ และอากาศที่ย่ำแย่เพราะมลพิษทำให้เกิดการเสียชีวิตในประเทศจีนปีละเกือบ 4 แสนคนเลยทีเดียว

มีการคำนวณกันว่าจีนจะเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก โดยจะขึ้นนำหน้าอเมริกาในไม่ช้านี้ นั่นเป็นเพราะสิ่งที่ตามมาจากการเผ่าถ่านหินนอกจากจะเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเขม่าแล้ว ยังมีสารปรอทและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ซึ่งก่อให้เกิดฝนกรดอีกด้วย

ลองเหลียวมาดูพี่เบิ้มอย่างอเมริกากันบ้าง ประเทศนี้ยังคงครองแชมป์การบริโภคน้ำมันอยู่ที่อัตราวันละ 1,400 ล้านลิตร โดยมีจีนและญี่ปุ่นตามหลังมา แต่กระนั้นเมื่อนำจีนรวมกับญี่ปุ่น ก็ยังใช้น้ำมันไม่ถึงครึ่งหนึ่งของอเมริกาอยู่ดี

ลองคำนวณกันเล่นๆ นะครับ...ปัจจุบันโลกมีประชากรอยู่ประมาณ 6,800 ล้านคน ในแต่ละปีเราใช้ทรัพยากรรวมกันเป็น1.4 เท่าของโลก หากทุกคนบนโลกนี้ใช้ทรัพยากรอย่างชาวอเมริกัน จะต้องมีทรัพยากร 5.4 เท่าของโลก จึงจะเพียงพอต่อความต้องการ

ถ้าเราใช้ทรัพยากรอย่างชาวอังกฤษ จะต้องมีทรัพยากร 3.1 เท่าของโลก ถ้าเราใช้ทรัพยากรอย่างเจ้าภาพบอลโลก แอฟริกาใต้จะต้องมีทรัพยากร 1.4 เท่าของโลก และถ้าเราใช้ทรัพยากรอย่างชาวอาร์เจนตินา จะต้องมีทรัพยากร 1.2 เท่าของโลก

ข้อคิดมีอยู่ว่า ทรัพยากรที่มีอยู่บนโลกมันแทบไม่เพิ่มขึ้นมาเลยแต่อัตราการบริโภคทรัพยากรกลับเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย นั่นจึงเป็นที่มาของพลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด คลื่น และความร้อนใต้ดิน

ทุกวันนี้เราเริ่มใช้พลังงานจากธรรมชาติมาขับเคลื่อนเครื่องยนต์กลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไบโอดีเซล หรือเอทานอล แต่ตัวเลขที่เราใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทนรวมกันยังอยู่ที่ 2%เท่านั้นครับ

กลุ่มสหภาพยุโรปเป็นกลุ่มประเทศที่เน้นการใช้พลังงานทางเลือก โดยการลงทุนในด้านนี้เพื่อลดภาระโลกร้อนควบคู่กับการได้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มประเทศนี้ตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2020 ว่าจะใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทนจำนวน 20% ของการใช้พลังงานฟอสซิล

การลงทุนพลังงานด้านนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว คาดกันว่าเม็ดเงินลงทุนอยู่ที่ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อต้องการให้กระทบต่อภูมิอากาศโลกน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามเมื่อมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย เพราะส่วนหนึ่งของพลังงานทางเลือก คือ เชื้อเพลิงชีวภาพที่ต้องกลั่นข้าวโพดเพื่อให้ได้เอทานอล แต่การที่จะนำมาขับเคลื่อนได้นั้น ยังต้องใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลในปริมาณที่ใกล้เคียงกันกับเอทานอลด้วย

จะเห็นได้ว่า ไม่มีเชื้อเพลิงชนิดใดลดโลกร้อนได้แบบไม่มีผลกระทบ

นายกรัฐมนตรี เฮเลน คลาร์ก ของนิวซีแลนด์ กล่าวไว้ว่า “หากต้องการเอาชนะความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ มนุษย์ทุกคนบนโลกจะต้องมุ่ง ละ เลิก นิสัยที่ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์กันเสียที”

ต้องแก้ที่นิสัย...ผมสนับสนุนแนวคิดนี้ครับ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน