
กัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงในป่าใหญ่กับสารขัณฐ์ประเทศ
เรื่อง / ภาพ ม.ล. จารุพันธ์ ทองแถม
ตามเส้นทางจาก อ.สะเดา จ.สงขลาสู่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เราวิ่งไปตามไฮเวย์ชั้นดีที่ตัดผ่านเทือกเนินและภูเขาเตี้ย เทือกเนินนี้หมายถึงพื้นที่ที่ยกระดับสูงเพียงไม่ถึง 10 เมตร ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาเตี้ยๆ หรือควนซึ่งส่วนใหญ่ปกคลุมไปด้วยต้นปาล์มน้ำมัน จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นโมโนคัลเจอร์ (Monoculture) ของพืชเกษตรอุตสาหกรรมแห่งมาเลเซียอย่างแท้จริง สมัยก่อนมาเลเซียปลูกยางพารากันมาก แต่บัดนี้ถูกก่นถางตัดออกเปลี่ยนไปเป็นสวนปาล์มน้ำมันกันเป็นส่วนมาก อย่างไรก็ตามมาเลเซียกำลังเห็นตัวอย่างอันคือ ประเทศไทยที่มีการใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ยางพารากันอย่างกว้างขวาง จึงปรากฏว่ามีเกษตรกรไม่น้อยที่ยังคงยึดติดและขยายปลูกยางพารากันอยู่ต่อไป เมื่อพูดถึงยางพาราและปาล์มน้ำมันแล้ว ก็อดทึ่งไม่ได้ที่ทั้งสองพืชต่างถิ่นได้กลายมาเป็นพืชเศรษฐกิจไม่เฉพาะแต่มาเลเซียเท่านั้น แต่ได้กลายมาเป็นพืชเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งอินโดนีเซีย ประเทศไทย มาเลเซีย บางส่วนของฟิลิปปินส์ (มินดาเนา) ล้วนแต่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสองพืชนี้ทั้งสิ้น ที่กล่าวว่าทั้งสองพืชนี้เป็นพืชต่างถิ่น (Exotic Species) ก็เพราะปาล์มน้ำมันมีถิ่นกำเนิดมาจากกินิในทวีปแอฟริกา โดยเรียกกันทั่วไปว่า Oil Palm และมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Elaeis Guineensis ส่วนยางพารา (ParaRubber Tree) นั้นมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Hevea Braziliensisมีถิ่นกำเนิดจากบราซิล อเมริกาใต้
ตามลำต้นของปาล์มน้ำมันเป็นที่อยู่อาศัยของพืชอิงอาศัยอื่นๆ อีกมากมายหลายสิบชนิด ทั้งนี้เนื่องจากกาบ (Base Fronds) ของพืชชนิดนี้มักเกาะติดอยู่ไม่ร่วงหล่นลงไปง่ายๆ แม้เจ้าของสวนจะริดก้านใบทิ้ง แต่ส่วนโคนใบซึ่งเป็นกาบแข็งอุ้มน้ำได้จะยังคงติดอยู่อีกหลายปี โดยเป็นที่เก็บเศษซากใบไม้ผุ เศษอินทรีย์วัตถุที่ร่วงจากช่อดอกปาล์มผลปาล์ม รวมทั้งเศษซากสัตว์ มูลสัตว์ป่าต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นที่เก็บความชุ่มชื้นและมีเมล็ดพืชอื่นๆ ตกลงไปงอกขึ้นมากมาย เราได้เห็นไม้ใบประดับซึ่งเป็นไม้ป่าหลายสกุล หลายชนิดพัฒนาขึ้นบนกาบปาล์มน้ำมันดังกล่าว อาทิ หนวดปลาหมึก (Umbrella Plants : Schefflera Benghalensis) ไทร (Ficus Glabella) กร่าง (Ficus Altissima) ไทรย้อยใบแหลม (Ficus Benjamina)ไทรย้อยใบทู่ (Ficus Benghalensis) ไทรทอง (Ficus Mysorensis) เฟินหลายสกุลหลายชนิด อาทิ เฟินสกุลใบมะขาม (Nephrolepis) เฟินสกุลนาคราช (Davallia) เฟินสกุล Pyrrosia เฟินสกุลข้าหลวง (Asplenium) เฟินสกุล Vittaris และ Goniophlebium ; Polypodium เป็นต้น เฟินที่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากที่สุดคงได้แก่ เฟินข้าหลวง (Asplenium Nidus) ซึ่งรากของมันเกาะติดกับลำต้นปาล์มน้ำมันและคาดต้นยางพาราอย่างหนาแน่น เฟินข้าหลวงเหล่านี้พัฒนาพุ่ม หรือแอ่งกลางกอจนกลายเป็นที่รองรับใบไม้และเศษซากอินทรีย์วัตถุต่างๆ ที่ร่วงหล่นลงมาทับถมเน่าเปื่อย รวมทั้งเป็นที่เก็บความชื้นเอาไว้หล่อเลี้ยงระบบรากซึ่งมีลักษณะคล้ายฟองน้ำดูดน้ำเอาไว้จนมีน้ำหนักมากกว่าน้ำหนักต้นของมันหลายเท่าตัว
เราต้องยกย่องรัฐบาลมาเลเซียโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักทางหลวงของเขาซึ่งดูแลพื้นที่สองข้างทางหลวงและทางพิเศษ (Express Way) ได้อย่างที่เรียกว่าไม่มีที่ติ เราได้เห็นคนงานสวมเสื้อคลุมสีส้มสะดุดตาถือเครื่องตัดหญ้าสะพายหลัง ทำการตัดแต่งกอเฟินจำพวกโชน ซึ่งเป็นพืชป่าที่มีประโยชน์ในด้านคลุมผิวดินริมตลิ่งหรือชายเนิน มิให้เกิดการชะล้างพังทลาย (Erosion) จากความรุนแรงของเม็ดฝนซึ่งมีปริมาณรวมกว่า 2,000 มม.ต่อปีเสียด้วยซ้ำ โชนมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Dicranopteris Linearis แต่ที่พบเห็นตามชายป่าและป่าดงดิบบนเขานั้นยังมีอีกหลายสกุลหลายชนิด รากของโชนเป็นเส้นยาวมีรากแข็งแรงเกาะยึดผิวดินอย่างหนาแน่น พุ่มใบของมันแน่นทึบ รับแรงกระแทกของเม็ดฝนได้ดี และด้วยเหตุผลดังกล่าว สำนักทางหลวงของมาเลเซียจึงรักษาพืชท้องถิ่นเช่นนี้เอาไว้ นี่ถ้าลองเป็นเมืองไทย คนงานทางหลวงคงถางและจุดไฟเผาบรรลัยวายวอดไปแล้ว ดังที่เราได้เห็นเสมอตามทางด่วนมอเตอร์เวย์หลายเส้นทาง
เรื่องความสวยงามของสองฟากทางด่วน ระหว่างกัวลาลัมเปอร์ไปแคเมรอนไฮแลนด์ หรือไปชายแดนไทยที่ อ.สะเดา ก็ตาม มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้นำรัฐบาลจากประเทศเพื่อนบ้านของมาเลเซียคนหนึ่ง ถ้าเอ่ยชื่อเป็นต้องรู้จักกันดีในความร่ำรวยเงินแต่จนยากในเรื่องคุณธรรม ผู้นำประเทศสารขัณฐ์ดังกล่าวพอเห็นความสวยงามของทิวทัศน์ข้างทางหลวง พอกลับไปประเทศของตัวเองก็บัญชาให้จัดประชุมและให้นโยบายอย่างเข้มแข็งว่า สารขัณฐ์ประเทศต้องมีภูมิทัศน์สองฟากถนนหลวงที่สวยงามตระการตาอย่างมาเลเซียบ้าง เรื่องนี้เป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์
“ภัยรัฐ” ประจำ ประเทศสารขัณฐ์ครึกโครม แต่หลังจากประชุมใหญ่ให้นโยบายไปแล้ว เรื่องนี้ก็หายเงียบเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง และภาพผู้นำประเทศสารขัณฐ์ก็มัวยุ่งกับการนับแบงก์จนเพลิน ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้อีกเลยเรื่องนี้ก็เอวังด้วยประการฉะนี้แหละครับท่านผู้อ่าน







