
ลุ้นลูกว่ายน้ำ
ตอนเด็กๆ สำหรับความฝันส่วนตัวแบบเด็กๆ มีเป้าหมายในชีวิต 2 อย่าง
โดย...พรเทพ เฮง
ตอนเด็กๆ สำหรับความฝันส่วนตัวแบบเด็กๆ มีเป้าหมายในชีวิต 2 อย่าง ซึ่งคิดในโลกแคบๆ ส่วนตัวว่า แค่ปั่นจักรยานได้และว่ายน้ำเป็น ถือว่าประสบความสำเร็จขั้นสุดยอด ชีวิตไม่คาดหวังอะไรแล้ว
พอมานึกย้อนหลังถึงความคิดตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะขำความคิดแบบเด็กๆ ของตัวเองทุกที
ถึงวันนี้ก็เป็นคิวของลูกสาว โชคดีที่โรงเรียนอนุบาลในกรุงเทพฯ มีชั่วโมงเรียนว่ายน้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง มาตั้งแต่เรียนชั้นเตรียมอนุบาล รวมถึงมีคอร์สพิเศษให้เรียนว่ายน้ำด้วย ทำให้ค่อนข้างอุ่นใจอยู่พอสมควร ในการที่จะให้ลูกเคยชินและไม่กลัวการฝึกว่ายน้ำให้เป็น
อย่างน้อยก็ได้คุ้นชินกับน้ำและมีสติไม่ตกใจเวลาตกน้ำ แม้ยังว่ายน้ำไม่เป็นก็ตาม
การไปเฝ้าดูลูกเล่นน้ำ ที่ใช้คำนี้ก็คือการไปทำความคุ้นเคยกับการว่ายน้ำในสระมากกว่าการฝึกว่ายน้ำตั้งแต่อายุประมาณ 3 ขวบครึ่ง แต่เป็นเฉพาะชั่วโมงเรียนสัปดาห์ละครั้ง ก็รู้สึกมีความสุขรื่นรมย์พอสมควร แต่อยู่ดีๆ ก็มีจุดเปลี่ยน...
ความวิตกกังวลเข้ามาแทนที่ รู้สึกจิตตกและลุ้นตลอดเวลา เฝ้ามองลูกอย่างไม่คลาดสายตา ด้วยกลัวว่าจะเผลอไผลไม่ดูทุกวินาทีลูกอาจจะจมน้ำได้ เพราะครูผู้ดูแลว่ายน้ำมีเพียง 2 คน จากเด็กที่มีหลายสิบคน
สาเหตุก็มาจากการไปอ่านข่าวที่สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีเด็กที่เสียชีวิตจากการจมน้ำมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว 5-15 เท่าตัว และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี คิดเป็นจำนวนปีละ 1,420 คน หรือวันละ 4 คน
ดูจากสถิติของเด็กไทยที่จมน้ำตายแล้วน่าอกสั่นขวัญแขวน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบนั้น เป็นการจมน้ำที่เกิดขึ้นในบ้านหรือละแวกบ้าน เด็กที่จมน้ำส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย เป็นอัตราส่วนผู้ชายต่อผู้หญิงประมาณ 2 : 1 ในเด็กเล็ก แต่ในกลุ่มอายุ 6 ขวบขึ้นไป สถิติการตายในเด็กผู้ชายจะลดลง พอถึงอายุ 9-12 ปี อัตราการตายของเด็กผู้หญิงกลับแซงหน้าเด็กผู้ชาย พออายุ 12 ปีไป อัตราการตายของเด็กผู้ชายกลับมาสูงกว่าเด็กผู้หญิงอีกครั้ง
เลยไปหาหลักสูตรว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดและคู่มือสอนมาอ่าน เผื่อเอามาสอนลูกด้วยความไม่ประมาท โดยเฉพาะวิธีการเอาตัวรอดจากการจมน้ำที่ถูกต้อง คือการลอยตัวอยู่นิ่งๆ พยายามลอยอยู่ที่ผิวน้ำโดยใช้กำลังให้น้อยที่สุด จะได้ไม่เหนื่อย ไม่หมดแรง เมื่อหายใจเอาอากาศเข้าไปในปอด ปอดก็จะเป็นเสมือนชูชีพพยุงไว้ไม่ให้จมน้ำ
ทำไปทำมาก็ไม่ได้สอนลูก แต่ได้เป็นความรู้เผื่อยามฉุกเฉินให้อุ่นใจ
พอลูกโตขึ้นก็เรียนว่ายน้ำตามปกติ เธอก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ลอยตัวได้และไม่กลัวน้ำ รวมถึงช่วงปิดเทอมที่เรียนเสาร์-อาทิตย์วันละ 3 ชั่วโมง ทำให้พอว่ายน้ำได้แบบลูกหมาและมีทักษะมากขึ้น แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้สานต่อในการเรียนว่ายน้ำอย่างจริงจัง เหลือเพียงเรียนในชั่วโมงเรียนว่ายน้ำของโรงเรียนตามปกติ แม้จะว่ายน้ำได้แต่ไม่แข็งมาก แต่ทำให้ใจชื้นว่าอย่างน้อยก็เอาตัวรอดได้
ผลจากการรู้หรืออ่านข้อมูลเยอะๆ ก็ทำให้จิตตกได้เหมือนกัน ประสบการณ์ตรงเรื่องลุ้นลูกเรียนว่ายน้ำที่เล่าไปข้างต้น สอนให้รู้ว่าการไม่ประมาทนั้นดีเยี่ยม แต่ควรปล่อยวางบ้างก็จะเป็นเรื่องที่ดี...







