
คิดเอาไว้ว่าใช่...ต้องใช่แน่ๆ
ผมลอบมองชายสูงวัยที่นั่งอยู่ตรงหน้า มองตั้งแต่แววตา คิ้ว ริมฝีปาก ไล่มาลำคอ แม้ขณะเขากำลังเอามือมาประสานกันเพื่อถูไปมา
โดย...เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข [email protected]
ผมลอบมองชายสูงวัยที่นั่งอยู่ตรงหน้า มองตั้งแต่แววตา คิ้ว ริมฝีปาก ไล่มาลำคอ แม้ขณะเขากำลังเอามือมาประสานกันเพื่อถูไปมา ก็ไม่รอดพ้นสายตาของผมไปได้ ผมสังเกตกระทั่งเม็ดเหงื่อที่ไหลออกมาจากหน้าผากของเขา
นอกจากการลอบมองเขาแล้ว ผมรู้สึกได้เลยว่าเขาก็ลอบมองผมเช่นกัน ผมพยายามทำสีหน้าแววตาของผมให้เรียบเฉยที่สุด แต่บางทีการพยายามตั้งใจทำอะไรมากๆ เข้า ก็ทำให้กลายเป็นจงใจเมินหน้าหนี หรือสบตากันแล้วละสายตากันไป แบบกลัวอีกฝ่ายจะรู้ว่าจ้องจับผิดอยู่
เขาถอนหายใจออกมายาวๆ แน่นอนว่า ผมยิ่งมั่นใจว่านั่นเป็นอาการผิดปกติของเขาแน่แท้เชียว ผมลุ้นในใจให้เขาแสดงอากัปกิริยาแบบนี้ออกมาอีก
ผมส่งสายตาให้คู่หูทีมงานของผมเป็นฝ่ายยิงคำถามไปหาเขา โดยผมขอเฝ้าสังเกตภาษากายของเขาอย่างต่อเนื่อง ทีมงานสาวของผมพยักหน้าส่งสัญญาณอย่างเข้าใจ แต่เธอก็ทำหน้ายิ้มแห้งๆ ลอบถอนหายใจออกมา แม้จะไม่ยาวเท่าการถอนหายใจของชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า แต่ก็แสดงให้เห็นว่าทีมงานของผมก็เหนื่อยใจไม่น้อยในการพูดคุยกับเขา
เขาเองกลับเป็นฝ่ายทำลายความเงียบลง ด้วยการเล่าถึงบุคคลอื่นที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้ก่อเหตุลักพาตัวเด็กไป ผมแทบไม่ได้จับใจความที่เขาพูดเลย เพราะผมฟังเรื่องที่เขาพูดแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง เป็นข้อความที่เราลงความเห็นกันก่อนหน้านี้ว่า เขาพยายามเบี่ยงเบนประเด็น และทำให้พวกเราไขว้เขว
จริงๆ ผมอยากจะถามเขาออกไปตรงๆ ว่า
“มึงเอาเด็กไปซ่อนไว้ที่ไหน”
แต่นั่นก็จะเป็นการเปิดตัวเป็นศัตรูกับเขามากเกินไป เพราะตอนนี้ผมพยายามที่จะเป็นพวกเดียวกับเขาอยู่ สักพักเขาวนกลับมาเรื่องเดิมอีกแล้ว เขาพูดถึงผู้ต้องสงสัยคนอื่น เขาปะติดปะต่อเรื่องให้เสร็จว่าอะไรเป็นเหตุจูงใจให้คนนั้นต้องก่อเหตุลักพาตัวเด็กชายคนหนึ่งซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับในหมู่บ้าน หนำซ้ำยังเล่ารายละเอียดเสมือนว่าอยู่ในเหตุการณ์ซะเอง จนผมหลุดถามสวนเขาออกไปด้วยน้ำเสียงที่กดดัน
“แล้วลุงเอาเด็กไปไว้ที่ไหน”
เขาเหลือบตามองผม แล้วนิ่งเงียบไปเกือบ 10 วินาที ก่อนจะเปล่งเสียงบอกผมพร้อมจ้องหน้าว่า
“แล้วผมจะไปรู้ได้ยังไง”
ผมรู้สึกได้ใจที่ได้ไล่บี้เขาไปเรื่อยๆ ผมชวนเขาคุยวนไปมา เพื่ออยากทดสอบว่าเขาจะให้ข้อมูลเหมือนเดิมหรือไม่ แต่จนแล้วจนรอด เขาก็พูดคล้ายๆ เดิม แถมยังวนกลับมาพูดถึงผู้ต้องสงสัยคนอื่นอีกด้วย เขาพูดบ่อยจนพวกเราสงสัยว่า ทำไมเขาถึงสงสัยบุคคลนั้นว่าเป็นผู้ที่ทำให้เด็กหายตัวไปจากหมู่บ้าน
ตำรวจฝ่ายสืบสวนที่เดินทางไปลงพื้นที่ด้วยกันกับผมพยายามออกปากชวนเขาไปนั่งดื่มเหล้าด้วยกัน หวังว่าพอฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เข้าสู่เส้นเลือดแล้วเขาอาจจะเป็นฝ่ายที่บอกความจริงออกมาเอง
เหล้าขาวขวดที่สองถูกเปิดออก ตำรวจฝ่ายสืบสวนที่ผมพามาจากกรุงเทพฯ ต้องขอน้ำแดงแฟนต้ามาผสมเพื่อลดดีกรีของเหล้ากลั่นพื้นบ้านที่มีความแรงสี่สิบดีกรีให้ลดน้อยลง กลายเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวนหน้าแดงก่ำซะเอง ส่วนชายผู้ต้องสงสัยดื่มด่ำมันอย่างสุขุม ด้วยเขาอาจชินกับการดื่มสุรากลั่นพื้นบ้านแบบนี้มาตลอดชีวิต
เขากระดกจอกดื่มเหล้าพรวดเดียวหมดจอก มีเสียงคล้ายกลั้นหายใจเหมือนมีดกำลังบาดคอเขาอยู่ หน้าตาเขาเริ่มแดงก่ำบ้าง และท้ายที่สุดแล้ว เขากลับมาเล่าเรื่องเดิมซ้ำๆ ถึงคนที่เขาสงสัยว่าจะเป็นคนลักพาตัวเด็กไป
เครื่องปรับอากาศในห้องฝ่ายสืบสวนเร่งความเย็นจนสุด มีไอของลมหนาวแผ่มาถึงชายวัยรุ่นจากประเทศเพื่อนบ้านที่นั่งเรียงกันอยู่สามคน
เขาสามคนเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมเด็กหญิงคนหนึ่งในแคมป์คนงานก่อสร้าง ศพเด็กหญิงถูกฝังอำพรางไว้ในป่าใกล้กับจุดที่เธอหายไป และใกล้กับจุดที่วัยรุ่นทั้งสามคนนั่งดื่มเหล้าอยู่
แน่นอนผมเริ่มสังเกตสีหน้าแววตา ท่าทางของพวกเขาอีกเช่นเคย ทุกคนต่างตาลอยไม่ยอมสบตาผม อาจด้วยเพราะพวกเขาถูกสอบสวนอย่างหนักมาแล้วทั้งคืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
มีชายแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าทะมัดทะแมงเปิดประตูเข้ามาในห้องฝ่ายสืบสวน ตะคอกบอกให้วัยรุ่นทั้งสามคนตามเขาไป ตำรวจฝ่ายสืบสวนที่นั่งอยู่ตรงนั้นพูดลอยๆ ขึ้นมาว่า ถามดีๆ ไม่ตอบ ต้องใช้วิธีการตำรวจ
พวกเรานั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน ก่อนกล่าวขอตัวออกไปข้างนอก อ้างว่าจะขอไปสูบบุหรี่ แต่จริงๆ แล้วในทีมงานของพวกเราไม่มีใครสูบบุหรี่เลย เป็นการขอตัวออกจากบรรยากาศอันมาคุ ผมเห็นว่าเขาพาตัวชายวัยรุ่นทั้งสามคนเข้าไปในห้องด้านในนานแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าจะออกมา พวกเราจึงขอตัวลากลับ และปล่อยให้กระบวนการต่างๆ ดำเนินไปตามหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง
ผมกลับไปบ้าน นอนไม่หลับทั้งคืน ใจหนึ่งครุ่นคิดว่าหนึ่งในสามคนนั้นใครเป็นผู้ก่อเหตุฆาตกรรมเด็กหญิงวัยไร้เดียงสา หรือเขาทั้งสามคนก่อเหตุร่วมกัน หรือแม้กระทั่งเขาทั้งสามคนอาจจะไม่ใช่ผู้ก่อเหตุเลยก็ได้
ความคิดสุดท้ายแวบมาว่า หากพวกเขาไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ และการพาพวกเขาเข้าไปห้องด้านหลังฝ่ายสืบสวนเป็นผลให้พวกเขาต้องออกมารับสารภาพ นั่นอาจเป็นตราบาปของพวกเราไปตลอดชีวิตเช่นกัน
รุ่งขึ้นผมรีบไปโรงพัก ทราบจากตำรวจที่เข้าเวรผลัดใหม่ว่า ผู้ต้องสงสัยทั้งสามคนที่ถูกเชิญตัวมาได้รับการปล่อยตัวกลับบ้านหมดแล้ว ผมยกโทรศัพท์หาสารวัตรสืบสวนเจ้าของคดี ทราบว่ามีความพยายามสอบสวนทุกด้าน แต่ยังไม่มีเหตุสงสัยหรือพิรุธว่าพวกเขาก่อเหตุ สารวัตรสืบสวนบอกว่า
“ไม่มีอะไรหลุดมาเลย”
นั่นทำให้ผมโล่งใจพอสมควรว่าอย่างน้อยก็ดีกว่าจับเขาขังคุกโดยยังไม่มีหลักฐาน
ชายสูงวัยที่ผมเรียกเขาว่าลุงเมาหลับไปแล้ว ผมมองเขาในขณะที่เขาฟุบหลับคาวงเหล้า ผมมองเขาอย่างเต็มตาแบบพิจารณาแล้วพิจารณาอีก บางครั้งผมอยากเข้าไปนั่งในความคิดของเขา เพื่อจะได้รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่
หลายครั้งผมปักธงไปตามความเชื่อและประสบการณ์ หลายธงปักผิดที่ผิดเวลา เป็นความเจ็บปวดที่มองเพื่อนมนุษย์ด้วยกันในแง่ร้าย แต่งานที่ผมทำจำเป็นที่จะต้องประเมินผู้ต้องสงสัยหรือผู้ก่อเหตุลักพาตัวเด็ก ซึ่งอาจเป็นคนใกล้ชิดหรือคนในพื้นที่
ผมอาจอยู่ในฐานะที่อาจปรักปรำคนอื่นทางความคิดไปก่อนแล้ว แต่จำเป็นต้องคิดเช่นนั้น เพื่อเป็นแนวทางในการสืบสวน
แต่ท้ายสุดแล้ว ถ้าไม่มีพยานหลักฐาน ผมก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามชะตากรรม
ผมเชื่อว่าปล่อยคนผิดสิบคนยังดีกว่าจับผู้บริสุทธิ์แม้เพียงหนึ่งคน แม้ว่าในความคิดขณะนั้นมันอาจจะรู้สึกว่า คิดเอาไว้ว่าใช่ ต้องใช่แน่ๆ ก็ตาม...







