
เจ-ความบริสุทธิ์สะอาดที่ต่างกัน
ถ้าไปถามกลุ่มชนเชื้อสายจีนในภูมิภาคอื่นๆ นอกประเทศไทยแล้ว จะมีคนที่รู้จักเทศกาลกินเจน้อยมากครับ
โดย...นิธิพันธ์ วิประวิทย์
ถ้าไปถามกลุ่มชนเชื้อสายจีนในภูมิภาคอื่นๆ นอกประเทศไทยแล้ว จะมีคนที่รู้จักเทศกาลกินเจน้อยมากครับ เทศกาลนี้แพร่หลายและโด่งดังก็ในประเทศไทยเท่านั้น
เพราะ "เทศกาล" การงดรับประทานของคาวทุกช่วงวันที่ 9 เดือน 9 ในประเทศไทย เกิดจากชาวจีนฮกเกี้ยนและแต้จิ๋วกับเรื่องราวเกี่ยวกับโรคระบาดที่หายไปเนื่องจากการจัดเทศกาลกินผัก ที่ ต.กระทู้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต นี่เอง
แรกเริ่มก็มิได้ระบุวันเป็นเทศกาลชัดเจน เป็นเพียงความเชื่อเพื่อให้ผ่านวิกฤตโรคระบาดในท้องถิ่นไปได้ แล้วค่อยพัฒนามาเป็นธรรมเนียมที่เข้มข้นขึ้น เพราะผนวกกับชาวจีนที่เดินทางไปมานำกำหนดการตาม “ธรรมเนียม” การรับประทานเจที่มีปฏิบัติกันแต่ดั้งเดิมเข้ามาเสริม แล้วที่ไทยจึงค่อยๆ พัฒนามาเป็น "เทศกาล" ที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ
อันที่จริงในสมัยก่อนมีการรับประทานเจอย่างแพร่หลายในแถบแต้จิ๋วและฮกเกี้ยน อันมีที่มาจากตำนานหลากหลาย แต่ก็ยังเป็นเพียง "ธรรมเนียม" ไม่ได้เป็น "เทศกาล"
ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่เองเมื่อผ่านยุคปฏิวัติวัฒนธรรมซึ่งพยายามทำลายล้างความเชื่อและธรรมเนียมเก่าให้หมดสิ้นไป สิ่งที่รัฐบาลจีนพยามจะรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ก็มักเป็นธรรมเนียมที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา แต่เกี่ยวข้องกับชาตินิยมแทน
การรับประทานเจในจีนแผ่นดินใหญ่จึงเรียกได้ว่าแทบไม่มีใครรู้จักกันเลย ส่วนไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ที่มีชาวจีนโพ้นทะเลก็ไม่มี "เทศกาล" กินเจ แต่มี "ธรรมเนียม" อยู่ประปราย ไม่แพร่หลาย ไม่โด่งดัง
อันที่จริงธรรมเนียมเจ คือ ธรรมเนียมปฏิบัติของลัทธิเต๋ามาเนิ่นนาน แล้วค่อยผสมผสานเข้ากับตำนานและความเชื่อของพุทธมหายานทีหลัง โดยระหว่างทางก็มีการผสานรวมจากศาสนาย่อยอื่นๆ ในประวัติศาสตร์อีกบ้าง
คำว่า "เจ" ปรากฏในคัมภีร์สำคัญๆ ของจีน เช่น หลี่จี้, โจวอี้, อี้จิง ซึ่งล้วนแต่เป็นคัมภีร์โบราณยุคก่อนที่พุทธศาสนาจะเข้ามาสู่จีนทั้งสิ้น และคำว่า "เจ" ในคัมภีร์เหล่านี้ก็หมายถึงเพียงการทำให้ร่างกายและจิตให้บริสุทธิ์ ด้วยข้อกำหนดต่างๆ นานา เช่น แต่งกายให้สะอาดเรียบร้อย งดกิจกรรมทางเพศ งดสุรา งดอาหารคาวก่อนทำพิธีการสักการะเท่านั้น มิได้หมายถึงแค่การงดของคาวอย่างเดียว
ฮ่องเต้จะเข้าประกอบพิธีขอพรจากฟ้าก็ต้อง "เจ" ก่อน หรือในละครงิ้วเรื่องสามก๊กเล่าปี่จะพบขงเบ้งให้สำเร็จก็ต้อง "เจ" ก่อนเช่นกัน
ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเล่าปี่ในประวัติศาสตร์จริงทำแบบนั้นนะครับ แต่หมายถึงคนแต่งงิ้ว ต้องการเน้นให้เห็นว่าเล่าปี่เข้าถึงขงเบ้งได้ยาก จะให้สมกับเป็นคนที่ฟ้าส่งมาโปรด เล่าปี่จึงต้อง "เจ" ก่อนไปพบ
การประพฤติ "เจ" ในคัมภีร์โบราณเหล่านี้ มีเป้าหมายให้ผู้ประพฤติสามารถเข้าถึงและเป็นที่ยอมรับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนได้ จึงเน้นที่ความบริสุทธิ์ทุกทาง แน่นอนความบริสุทธิ์ที่ว่า มาจากพื้นฐานความเห็นเรื่องสิ่งบริสุทธิ์ที่ต่างกันในแต่ละวัฒนธรรมและยุคสมัย
การประพฤติเจบริสุทธิ์ในความหมายนี้ จึงแตกต่างจากแนวคิดไม่เบียดเบียนสัตว์และความบริสุทธิ์แบบศาสนาพุทธอยู่ เช่น กรณีฮ่องเต้จะขอพรจากฟ้า งดกิจกรรมทางเพศ งดเนื้อสัตว์ งดสุรา แต่งกายสะอาดสะอ้าน แต่ก็มีการเส้นสรวงด้วยการฆ่าสัตว์ทั้งตัวเพื่อเส้นไหว้รวมอยู่ด้วย แต่ในเงื่อนไขที่ว่าต้องฆ่ามาก่อนหน้านั้น 3 วัน
ในประเด็นนี้คือไม่ให้พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์เปื้อนเลือดก็พอ ยังถือว่าบริสุทธิ์ (ไม่ใช่ห้ามฆ่าสัตว์ แต่ห้ามแปดเปื้อนเลือด)
จะว่ากันไปก่อนหน้าที่วัฒนธรรมมนุษย์จะมาอยู่ในระบบการเรียนการสอนให้รู้จักแบคทีเรียและจุลินทรีย์ มนุษย์แต่ละวัฒนธรรมก็มีนิยามความบริสุทธิ์และความสกปรกที่ต่างจากทุกวันนี้
ที่ต้องจัดเตรียมจานชามใหม่ ห้ามใช้ปนกับที่เคยใช้กับอาหารคาวมาก่อน การนุ่งขาวห่มสีขาว หรือการห้ามผักกลิ่นฉุน จึงผูกพันอยู่กับโลกทัศน์ความสกปรกและความสะอาดของอีกวัฒนธรรม – เพราะเคยเปื้อนคาวมาก่อน มีสี มีกลิ่นฉุนจึงไม่บริสุทธิ์ (อันที่จริงธรรมเนียมเจนิยามผักพวกนี้ว่าผัก "เหม็น" จึงยิ่งง่ายต่อความเข้าใจยิ่งขึ้นว่าเพราะเหม็น จึงไม่สะอาด บริสุทธิ์ เบื้องบนไม่นิยม)
เพราะฉะนั้น ถอดโลกทัศน์วิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันไปเข้าใจโลกทัศน์ของการรับประทานเจได้ ถึงจะทำความเข้าใจได้ว่าทำไมบางธรรมเนียมจึงอนุโลมให้รับประทานหอยนางรม (ไม่คาว ไม่สาบ ไม่มีเลือด ดูไม่มีหูมีตามีความรู้สึก) และเมื่อผสมกับโลกทัศน์วิทยาศาสตร์กับพุทธก็จะเข้าใจได้อีกว่า เราก็ไม่ควรตะบี้ตะบันสรรหาหอยนางรมมารับประทานในช่วงกินเจ (เพราะอันที่จริงมันมีชีวิตและน่าเห็นใจ)
และอันที่จริงถึงเป็นสมัยนี้ ความบริสุทธิ์สะอาดก็ยังไม่ได้มีหนทางชัดเจนตายตัว
การต้มน้ำด้วยไมโครเวฟ เรื่องอาหาร GMO มียังแนวโน้มจะทำให้คนยุคเรากังวลว่ามันอาจจะมีผลเสีย เพราะมัน "ไม่ธรรมชาติ" และดู "ปนเปื้อนและแปลกปลอม" เรากังวลโดยไม่ต้องพิสูจน์และไม่ได้เริ่มกังวล เพราะ “เห็น” DNA หรืออะตอมที่เปลี่ยนรูปร่างไปทำร้ายเรา แต่เราเริ่มกังวลด้วยคติความเชื่อในตำแหน่งแห่งหนของตัวเรา อาหาร และธรรมชาติ ว่าควรอยู่ในระเบียบระบบอย่างไร ซึ่งผ่านการบ่มเพาะจากสังคมที่เราอยู่อีกทีหนึ่ง (ใครไม่มีจักรวาลทัศน์แบบนี้ก็จะไม่กังวล กินๆ ไปเหอะ)
เรื่องความสะอาด สกปรก และปนเปื้อนหรือไม่ มันก็มาจากจักรวาลทัศน์ในแต่ละวัฒนธรรมนั่นแหละครับ
ความบริสุทธิ์ สะอาด จึงเป็นวัฒนธรรม เจก็เช่นกัน มีรากวัฒนธรรมเรื่องความบริสุทธิ์สะอาดอีกชุดหนึ่ง ไม่เหมือนพุทธ (เถรวาท) หรือวิทยาศาสตร์
แต่วัฒนธรรมก็เป็นสิ่งที่เติบโต ปรับตัวและดิ้นรนเพื่อการสืบทอดต่อไป เมื่อธรรมเนียม "เจ" ภายหลังต้องเจอกับการเข้ามาของศาสนาพุทธและคำถามจากวิทยาศาสตร์ จึงจำเป็นต้องผลิตคำอธิบายต่างๆ ขึ้นมาเพื่อผสานกับวัฒนธรรมใหม่ทั้งในรูปแบบของการผนวกเข้ากับศีลของพุทธศาสนา ตำนานที่อนุญาตให้รับประทานหอยนางรม รวมถึงคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่าผักกลิ่นฉุนกระตุ้นกำหนัด (ซึ่งจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่ไม่สำคัญเท่าวัฒนธรรมนั้นได้อยู่ร่วมและอยู่รอดต่อไป)
ปรับตัวมากไปก็อาจต้องถอนรากตัวเองทิ้ง ปรับน้อยไปก็อาจจะอยู่ไม่รอด และขณะที่มีโอกาสจะอยู่รอด ก็มีโอกาสที่จะลักลั่น เพราะเดิมไม่ได้ถือกำเนิดจากรากเดียวกัน
เจ ซึ่งมีรากจาก เต๋า จึงไม่ได้สอดคล้องกับวิธีคิดแบบพุทธ (โดยเฉพาะเถรวาท) ไปเสียทุกอย่าง และก็ไม่ได้ตอบคำถามทางวิทยาศาสตร์ได้หมดทุกข้อ
อันที่จริงธรรมเนียมเจปรับตัวได้ดีทีเดียว จึงอยู่รอดมานานหลายพันปี นั่นแสดงให้เห็นว่า มีคุณค่าบางประการที่คนต่างยุคต่างรากวัฒนธรรมเห็นร่วมกันว่าธรรมเนียมเจยังอยู่คู่เราต่อไปได้
นอกจากคุณค่าเรื่องความไม่เบียดเบียนและคุณค่าเรื่องการดูแลสุขภาพ ผมว่ายังมีคุณค่าที่ว่าความดีและความบริสุทธิ์ต้องลงมือทำและปฏิบัติด้วยตัวเอง ด้วยการอดทนต่อความเคยชินเดิมๆ อย่างต่อเนื่องและใช้เวลา
แน่นอนครับ ไม่ได้รับประทานเจก็คิดแบบนี้ได้ หรือรับประทานเจแล้วไม่ได้คิดแบบนี้ก็ได้ เป็นเรื่องพื้นฐานส่วนบุคคล แต่ธรรมเนียมที่แฝงคุณค่าแบบนี้ย่อมน่ายินดีและน่าส่งเสริมให้อยู่ร่วมกับเรามากกว่าธรรมเนียมที่แฝงคติให้เรางอนง้ออ้อนวอน หรือเบียดเบียนใครเพื่อให้ได้ดี
คิดไปแล้วก็นึกหน้าหนังสือที่เปิดไว้ในพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว ซึ่งจัดแสดงเกี่ยวกับครูสุ่นปิ่น (2457-2547) ปูชนียบุคคล ซึ่งมีจิตวิญญานแห่งความเป็นครู ผู้ก่อตั้งโรงเรียนภูเก็ตไทยหัว
บนหน้านั้นเป็นบทเรียนภาษาจีนสอนเด็กๆ เขียนไว้ว่า
“บทที่ 36 ธุระของตัวเอง ต้องทำเอง
ฉันมีมืออยู่คู่หนึ่ง ใช้ทำอะไรก็ได้
อย่าพึ่งพาคนอื่น คอยพึ่งพาคนอื่นคือพวกขี้เกียจที่สุด
ธุระของตัวเอง จะต้องทำเอาเอง
ทำไปเรียนรู้ไป เรียนรู้ไปทำไป
ทำมากเรียนรู้มาก เรียนรู้มากทำมาก
ความสุขก็จะเพิ่มพูน”







