
วิถีเวิ้งว้างกลางละอองฝัน
ต้นทศวรรษที่ 80 หรือช่วงปี 2525 เครื่องเล่น “ซาวด์อะเบาท์” ซึ่งสามารถเล่นเทปคาสเซตแบบพกพาได้ กลายเป็นอุปกรณ์ที่พลิกโฉมวัฒนธรรมการฟังเพลง ด้วยการเพิ่มโอกาสในการเสพเสียงดนตรีในระดับปัจเจก ผู้ฟังสามารถแยกตัวจากคนอื่นๆ หรือสังคมแวดล้อม จมดิ่งอยู่กับสิ่งที่ตัวเองหลงใหลที่ไหนก็ได้ นับเป็นบุคลิกการฟังเพลงที่แตกต่างจากที่คนรุ่นก่อนได้รับ
ต้นทศวรรษที่ 80 หรือช่วงปี 2525 เครื่องเล่น “ซาวด์อะเบาท์” ซึ่งสามารถเล่นเทปคาสเซตแบบพกพาได้ กลายเป็นอุปกรณ์ที่พลิกโฉมวัฒนธรรมการฟังเพลง ด้วยการเพิ่มโอกาสในการเสพเสียงดนตรีในระดับปัจเจก ผู้ฟังสามารถแยกตัวจากคนอื่นๆ หรือสังคมแวดล้อม จมดิ่งอยู่กับสิ่งที่ตัวเองหลงใหลที่ไหนก็ได้ นับเป็นบุคลิกการฟังเพลงที่แตกต่างจากที่คนรุ่นก่อนได้รับ
การเสพเสียงดนตรีเคยถูกจำกัดอยู่กับแหล่งกำเนิดเสียง ใครอยากฟังเพลงก็ต้องไปยังที่ที่มีนักดนตรีหรือวงดนตรีจัดแสดงอยู่เท่านั้น นักฟังยุคแรกจึงได้ฟังแต่เพลงที่ท้องถิ่นของตัวเองถนัด และถูกจำกัดโอกาสเพลงต่างถิ่นไปโดยปริยาย
ทว่า โอกาสสร้างความพึงพอใจให้กับโสตประสาทในโลกยุคใหม่ เริ่มจากค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเมื่อปี 2407 ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน โทมัส อัลวา เอดิสัน ชาวอเมริกัน ก็สร้างกระบอกบันทึกเสียงได้เมื่อปี 2427 ต่อมา อีมิล เบอร์ไลเนอร์ ชาวเยอรมัน ก็ต่อยอดแนวคิด โดยเปลี่ยนกระบอกเสียงเป็นแผ่นกลมที่สะดวกและบันทึกเสียงได้นานกว่า
การค้นพบทั้งสองสิ่งมาบรรจบกันเป็นโอกาสขับเคลื่อนการฟังของมนุษยชาติ เมื่อ ไฮน์ริช รูดอล์ฟ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน นำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในอากาศไปใช้สื่อสารกระจายเสียงได้ในปี 2429
คลื่นวิทยุถูกพัฒนาต่อยอดจนออกอากาศได้ในรัศมีที่ไกลขึ้นในปี 2444 พร้อมๆ กับเสียงเพลงที่ถูกบันทึกลงบนแผ่นเสียงที่ส่งผ่านไปตามคลื่นวิทยุ ทำให้เพลงเคยถูกจำกัดโดยพื้นที่ มีโอกาสกระจายไปในอากาศดุจละอองฝัน
การฟังเพลงแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา โดยมีอุตสาหกรรมดนตรีเป็นกลไกในการขับเคลื่อน หรือกล่าวได้ว่าเมื่อมาถึงยุคซาวด์อะเบาท์ นักฟังก็มีทางเลือกผายมือเชื้อชวนให้เลือกมากมาย
แค่นั้นยังไม่พอ วันที่เพลง Video Killed The Radio Star ของคณะ The Buggles ที่ถือเป็นมิวสิควิดีโอแรกที่ตัดริบบิ้นสู่อีกก้าวหนึ่งของวัฒนธรรมการเสพดนตรีที่มีทั้งภาพและเสียงเร้าอารมณ์ วงการเพลงก็ลิงโลดกับการเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ทะลักเข้ามา
นักดนตรี วงดนตรี และบริษัทแผ่นเสียงที่ประสบความสำเร็จทางการตลาดอย่างท่วมท้นพวกเขาหลายคนกลายเป็นความคลั่งไคล้ของวัยรุ่นทั่วโลก เป็นบุคคลสำคัญที่เด็กหนุ่มสาวทุกมุมโลกต้องคารวะด้วยภาพ โปสเตอร์บนผนัง เสื้อยืด และสารพัดผลิตภัณฑ์
ทว่า เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล ศักราชใหม่ของการฟังเพลงก็เข้าสู่ภาวะผันผวนสุดขีด จากจุดเปลี่ยนที่เทคโนโลยีการบีบอัดไฟล์เสียงให้มีขนาดเล็กลง หรือที่เราเรียกว่า MP3 เปิดฉากบดขยี้วงการนี้
ใครเลยจะคาดคิดว่าไฟล์เสียงที่เล็กลงที่รวมหัวเว็บไซต์แจกฟรี จะกลายเป็นเชื้อหายนะให้กับวงการเพลง ด้วยการปลูกฝังให้นักฟังมีพฤติกรรมชอบของฟรี จนร้านขายเทปและซีดีทยอยกันล้มหายตายจากไปอย่างรวดเร็ว
วงการเพลงปรับตัวขนานใหญ่ในยุคดิจิทัล ศิลปินต้องหาทางรอดด้วยการก้มหน้าผลิตผลงานให้บริโภคฟรี เพียงเพื่อหวังให้มันถูกพูดกันปากต่อปาก หรือการ Viral ในเครือข่ายออนไลน์ให้มากพอที่ใช้ต่อรองทางการตลาด วิถีนี้ทำให้บางรายผลิตผลงานโดยแทบไม่สนใจคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ใดๆ เพราะจะแจ้งเกิดต้องวัดกันที่ยอดไลค์และยอดคลิก อาจจะไม่ใช่เรื่องของชั้นเชิงความสามารถทางดนตรีอีกต่อไป
ในยุคที่ปัจเจกของนักฟังเพลงเบ่งบานสุดขีด มีรายละเอียดอีกมากมายที่ประกอบขึ้นเป็นโลกการฟังเพลงในฝันของนักบูชาปัจเจกได้อย่างไม่ยาก ทิ้งให้ศิลปินได้แต่มะงุมมะงาหรากับอนาคตอันแสนเวิ้งว้างต่อไป







