
ชีวิตต้องดีกว่านี้
โดย...วุฒิ นนทฤทธิ์
โดย...วุฒิ นนทฤทธิ์
ไปที่ไหนก็เจอแต่คนถามว่า รัฐบาลเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจใหม่แล้ว ภาพรวมดีขึ้นหรือยัง
แหม...! ถ้าจะให้ตอบว่าดีขึ้นแล้ว ก็ดูจะใจร้ายกับทีมเศรษฐกิจชุดที่แล้วมากเกินไป
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่งได้แค่เดือนกว่า อะไรๆ ก็คงไม่รวดเร็วปานนั้น
ตัวเลขที่น่าสนใจคือ ผลประกอบการครึ่งปีแรกของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 80% มีกำไรเพิ่มขึ้น 15% กำไรเท่าเดิม มีเพียง 5% เท่านั้นที่ขาดทุน
นั่นก็แปลว่า ภาคเอกชนยังมีความเข้มแข็งมาก ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องยกเครดิตให้ทีมเศรษฐกิจชุดที่แล้ว
เรื่องภาคเอกชนยังแข็งแรงมากนี้ ผมเชื่อล้านเปอร์เซ็นต์
เพราะเจ้าของกิจการและผู้บริหารภาคเอกชนระดับสูงทุกคนในประเทศนี้ที่ผมรู้จัก ช่วง 1 ปีที่ผ่านมาใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศกันอย่างสนุกสนาน หลายคนถือโอกาสนี้ท่องเที่ยวอย่างมีความสุข
ถามว่าคนเหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยเลยหรือ
คำตอบคือกระทบแน่นอน แต่เจ้าของกิจการและผู้บริหารจำนวนไม่น้อยมีความสามารถสูงในการผลักภาระนั้นออกไป ด้วยการลดต้นทุนเพื่อรักษาสัดส่วนกำไร หรือใช้โอกาสนี้ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
จึงไม่แปลกใจที่ทำไม 80% ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมีกำไรเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก
แล้วภาระที่ถูกผลักออกมานั้นไปตกอยู่ที่ใคร
ต้องไปดูที่ตัวเลข หนี้ครัวเรือน
ปรากฏว่า หนี้ครัวเรือนของไทย ปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ทั้งๆ ที่การบริโภคภายในประเทศมีปัญหามาตลอด ดังนั้น จะบอกว่าคนระดับลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนใช้จ่ายเกินตัวก็คงไม่ใช่ เพราะการบริโภคต่ำ
แปลความว่า ทุกวันนี้ระดับลูกจ้างไปจนถึงรากหญ้าแทบจะตำน้ำกินอยู่แล้ว แต่ละวันต้องใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียรอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่พอจะกิน
จะโทษโครงการรถคันแรกที่ซื้อกันไปล้านกว่าคัน ก็ไม่น่าจะใช่ประเด็นหลัก เพราะโครงการนี้ผ่านมาเกือบ 5 ปีแล้ว ถ้าจะฉุดก็น่าจะฉุดมาตั้งแต่ปีแรก ไม่ใช่มาฉุดปีนี้
แล้วทำไมเงินมันฝืดจัง
ธนาคารโลกประเมินเศรษฐกิจไทย ปี 2558 จะขยายตัวได้ราว 2.5% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 3-3.5% ถือว่าปรับลดลงอย่างน่าใจหาย
ขณะที่ปี 2559 คาดการณ์จีดีพีไทยขยายตัว 2% และในปี 2560 ขยายตัวได้ 2.4% ซึ่งจะต่ำกว่าปีนี้อีก ทั้งนี้เป็นผลจากเศรษฐกิจจีนยังคงซบเซา และเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่ยังชะลอตัว
ธนาคารโลก บอกว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตช้าสุดในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีความท้าทายจากการที่ไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจเปิดมาก และมีการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก จึงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ส่งผลโดยตรงต่อความต้องการด้านการค้าขายของตลาดโลก
ตาย...ตาย...ตาย
ธนาคารโลกคาดการณ์แบบนี้ ใครจะกล้าขยายการลงทุน นักธุรกิจหน้าใหม่คนไหนจะหาญกล้าขนเงินมาลงทุนในประเทศไทย นี่คือโจทย์ใหญ่ของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
ลำพังการอัดฉีดรากหญ้าผ่านกองทุนหมู่บ้าน การใส่งบประมาณลงไปตำบลละ 5 ล้านบาทนั้นเป็นเพียงการเข้าไปแก้ไขความอัตคัดเท่านั้น
การใช้จ่ายภาครัฐก็ไม่มากเพียงพอที่จะฉุดกระชากเศรษฐกิจของไทยขึ้นมาได้ ขณะที่การส่งออกถึงแม้จะลดลงในอัตราที่ต่ำกว่าอีกหลายประเทศ แต่เนื่องจากการส่งออกของไทยสัดส่วนต่อจีดีพีที่สูงมากถึง 70%
อย่างไรก็ตาม ต้องให้กำลังใจ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ส่งสัญญาณออกมาชัดว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีอีกหลายช็อต ที่เปิดออกมานี้เป็นแค่ ออร์เดิร์ฟ
หวังว่า เมนคอร์ส ที่จะออกมา จะฉุดเศรษฐกิจให้พุ่งกระฉูด
ปล. ลูกจ้างก็อยากเที่ยวเมืองนอกนะครับ 555







