posttoday
สตรีขี่ม้า (ขาว) กาบริเอเล มุนเทอร์

สตรีขี่ม้า (ขาว) กาบริเอเล มุนเทอร์

04 ตุลาคม 2558

ศูนย์ศิลปะสมัยใหม่ปอมปิดู กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส (Musee National d’Art Moderne, Centre Pompidou)

โดย...อฐิณป ลภณวุษ artofmylifeasafrog.blogspot.com

ศูนย์ศิลปะสมัยใหม่ปอมปิดู กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส (Musee National d’Art Moderne, Centre Pompidou) จัดแสดงผลงาน Drachenkampf (Combat with the Dragon, ปี 1913) มาสเตอร์พีซของ กาบริเอเล มุนเทอร์ จิตรกรเอ็กซ์เพรสชันนิสต์สาวชาวเยอรมัน (มีชีวิตระหว่างปี 1877–1962) โดยทางศูนย์ฯ เพิ่งได้ผลงานชิ้นนี้มาเป็นหนึ่งในนิทรรศการถาวรเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

กาบริเอเล มุนเทอร์ ศิลปินอาวองต์การ์ดชาวเยอรมัน หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม Der Blaue Reiter (The Blue Rider) ซึ่งมีการใช้ม้าสีฟ้าในงานศิลปะเป็นเอกลักษณ์ กาบริเอเลยังเป็นกิ๊กกับหัวหน้ากลุ่มอย่าง วาสสิลี คันดินสกี้ ความสนิทสนมของทั้งคู่ส่งผลในงานของกันและกันอย่างปฏิเสธไม่ได้

ท่ามกลางจิตรกรชายที่โด่งดังของกลุ่ม Der Blaue Reiter ไม่ว่าจะเป็น วาสสิลี คันดินสกี้ พอล คลี ฟรันซ์ มาร์ค ฯลฯ ที่มีชิ้นงานเป็นนิทรรศการถาวรอยู่หลายชิ้น ณ ศูนย์ศิลปะสมัยใหม่ปอมปิดู ทว่านักสะสมศิลปะทุกวันนี้ เริ่มหันมาให้ความสนใจกับบรรดาจิตรกรหญิง ที่เคยตกอยู่ในฐานะตัวรองบ่อนมาตั้งแต่ในยุคสมัยของเธอเอง รวมทั้งตลอดศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา

สตรีขี่ม้า (ขาว) กาบริเอเล มุนเทอร์

 

ด้วยความสนใจในผลงานของกาบริเอเลแห่ง Der Blaue Reiter ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ศูนย์ศิลปะปอมปิดูเสาะหาผลงานของเธอ และโชคดีอย่างมากที่ได้เจอผลงานระดับมาสเตอร์พีซชิ้นนี้ โดยต้องขอบคุณสถาบันกาบริเอเล มุนเทอร์ อุนด์ โยฮันเนส ไอค์เนอร์ รวมทั้งการสนับสนุนจากสมาคมคันดินสกี้

กาบริเอเล สร้างสรรค์ Der Drachenkampf ไว้ในปี 1913 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากประติมากรรมไม้ ของสะสมของวาสสิลี คันดินสกี้ อันเป็นศิลปะพื้นถิ่นของรัสเซีย ซึ่งเขาตั้งประดับเอาไว้ในสตูดิโอที่โรงเรียนศิลปะ Bauhaus ในเยอรมนี เจ้ามังกรรัสเซียนี้ยังเรียกได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของกลุ่ม Der Blaue Reiter โดยผู้ก่อตั้งอย่างวาสสิลี คันดินสกี้ และฟรันซ์ มาร์ค เห็นว่าตำนานเซนต์จอร์จผู้พิชิตมังกร คือสัญลักษณ์และแนวทางของศิลปินอาวองต์การ์ด ที่ต้องต่อสู้อย่างสุดแรงเกิดเช่นเดียวกัน ในการที่จะทำให้แนวทางแบบที่พวกเขาเชื่อได้การยอมรับ

กาบริเอเลได้วาดภาพอัศวินขี่ม้าขาวต่อสู้กับมังกรออกมาแบบไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะฉากหลังสีสันสดใสในสไตล์แอบสแทรกต์

สตรีขี่ม้า (ขาว) กาบริเอเล มุนเทอร์

 

ผลงานของกาบริเอเลส่วนใหญ่อยู่ที่สำนักงานของสถาบันกาบริเอเล มุนเทอร์ อุนด์ โยฮันเนส ไอค์เนอร์ และแกลเลอรี่เลนบัคเฮาส์ (Lenbachhaus) เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ทั้งสถาบันฯ และหอศิลป์ปอมปิดูต่างก็เห็นพ้องว่า ผลงานของเธอสมควรจะนำมาจัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งของศิลปินยูโรเปียนสมัยใหม่คนอื่นๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเชิดชูกลุ่มศิลปะ Der Blaue Reiter แล้ว ยังจะช่วยสร้างความรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะของกาบริเอเล มุนเทอร์ ในวงกว้างขึ้น

กว่า 10 ปีแล้วที่สถาบันกาบริเอเล มุนเทอร์ อุนด์ โยฮันเนส ไอค์เนอร์ พยายามเปิดการรับรู้เกี่ยวกับจิตรกรหญิงอาวองต์การ์ดผู้นี้ โดยได้ทำงานร่วมกับแกลเลอรี่เลนบัคเฮาส์ จัดทำแค็ตตาล็อกรวบรวมผลงานชิ้นสำคัญๆ และกำลังจะจัดแสดงนิทรรศการใหญ่ครั้งแรกในรอบ 25 ปี โดยวางแผนไว้ว่าจะเปิดให้ชมในฤดูใบไม้ร่วงปี 2017 อันเป็นการฉลองวันเกิดครบ 140 ปี หากเธอยังมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้ ยังฉลองปีที่ 60 ที่เธอได้บริจาคผลงานทั้งหมดที่ได้สร้างสรรค์ไว้กับกลุ่ม Der Blaue Reiter ซึ่งซุกซ่อนไว้ในห้องใต้ดินของบ้านตัวเองในเมืองมูร์เนาเพื่อพ้นภัยนาซี ให้กับแกลเลอรี่เลนบัคเฮาส์ในปี 1957 อันตรงกับวันเกิดครบ 80 ปีของเธอเอง

กาบริเอเล มุนเทอร์ เกิดในครอบครัวคนชั้นกลางในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เธอเริ่มวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก และได้การสนับสนุนจากครอบครัวอย่างดี เธอมีอาจารย์ศิลปะส่วนตัว และได้เข้าเรียนในโรงเรียนศิลปะสำหรับสตรีเยอรมนี ทว่ามิอาจเข้าสถาบันศิลปะหลักที่รับแต่เพศชายเท่านั้น

สตรีขี่ม้า (ขาว) กาบริเอเล มุนเทอร์

 

กาบริเอเลรู้สึกขาดแรงจูงใจในการเรียนที่โรงเรียนศิลปะสตรี และพยายามดิ้นรนจะไปเรียนที่อื่น หากพ่อแม่ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ขณะที่เธออายุได้ 21 ปี พวกเขาทิ้งมรดกมหาศาลเอาไว้ ซึ่งกาบริเอเลไม่รู้จะทำอะไรต่อไปดี จึงตัดสินใจเดินทางไปยังสหรัฐในปี 1898 พร้อมกับพี่สาว อยู่ที่นั่นอยู่ 2 ปี จึงกลับมาเยอรมนี

เธอรู้ว่าผู้หญิงไม่มีโอกาสมากนักในแวดวงศิลปะ เธอจึงเข้าเรียนในโรงเรียนศิลปะฟาลันซ์ ในเมืองมิวนิก โดยเธอได้เรียนรู้เทคนิคภาพพิมพ์ไม้ ประติมากรรม จิตรกรรม และภาพพิมพ์ชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ ยังทำให้ได้รู้จักสนิทสนมกับผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งเป็นจิตรกรจากรัสเซีย วาสสิลี คันดินสกี้

วาสสิลีเป็นอาจารย์คนแรกที่จริงจังกับพรสวรรค์ด้านศิลปะของกาบริเอเล เขาชวนเธอให้ลงเรียนศิลปะภาคฤดูร้อน ปี 1902 ที่จะพาไปวาดภาพในเมืองมิวนิกและเทือกเขาแอลป์ จากคลาสเรียนครั้งนั้นทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันส่วนตัว มากกว่าจะเป็นศิษย์-อาจารย์

กาบริเอเลบันทึกไว้ว่า ปัญหาของเธออยู่ที่การวาดภาพที่ช้าเกินไป ซึ่งวาสสิลีได้สอนให้เธอใช้เกรียง (Palette Knife) ในการวาดภาพ ซึ่งช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น ทั้งยังได้ผลลัพธ์แบบที่ต้องการ

วาสสิลีเป็นทั้งอาจารย์และเป็นกิ๊กของกาบริเอเล ทั้งคู่อยู่เป็นเงาตามตัวกันในการเดินทางไปสร้างสรรค์งานศิลปะทั่วยุโรป เป็นเวลากว่า 12 ปี โดยวาสสิลีแต่งงานอยู่แล้ว ทั้งคู่ช่วยกันตั้งสมาคมคนรุ่นใหม่ของศิลปะเยอรมันขึ้นมา ชื่อว่า Neue Kunstlervereinigung (New Artists’ Association) ซึ่งรวมกลุ่มกันพัฒนางานศิลปะออกมามากมายในช่วงก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1

กระทั่งปี 1911 กาบริเอเล วาสสิลี และฟรันซ์ ก่อตั้งกลุ่มศิลปินเอ็กซ์เพรสชันนิสต์ Der Blaue Reiter (The Blue Rider) โดยเชื่อมโยงเสียงดนตรีเข้ากับงานศิลปะ และถ่ายทอดผลงานสีสันที่สดใสที่แสดงออกถึงจิตวิญญาณและภาพเขียนเชิงสัญลักษณ์

นอกจากนี้ กาบริเอเลยังได้รับอิทธิพลจากศิลปะช่วงปลายอิมเพรสชันนิสม์ นีโอ-อิมเพรสชันนิสม์ และยุงเงนสทิล (Jungenstil) หรืออาร์ตนูโว ทำให้ผลงานออกมาเป็นภาพสีจัดๆ แรงๆ อีกทั้งไม่ยึดรูปทรงธรรมชาติ ภาพแลนด์สเคปจำนวนมากที่เธอวาด ไม่มีสีสันแบบธรรมชาติเลย ขณะเดียวกันเธอได้อิทธิพลการวาดภาพสไตล์เด็กๆ มาจากศิลปินที่ชื่นชอบส่วนตัว อย่าง อองรี มาติสส์ และโปล โกแกง ที่เน้นความเรียบง่ายของรูปทรงกับสีสันอันจัดจ้าน

สีสันเป็นสิ่งโดดเด่นในผลงานของเธอ โดยเฉพาะสีฟ้า เขียว ชมพู และเหลือง แต่ละสีอยู่ในเฉดที่ห่างไกลความเป็นธรรมชาติ รวมทั้งการวาดภาพที่มีรูปทรงแบบแอบสแทรกต์ภาพที่สีสันสดใสของเธอหากสังเกตดีๆ มักไร้สิ่งมีชีวิต หรือถ้าจะมีก็จะไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มก่อตัว ภาพเขียนของสมาชิกกลุ่ม Der Blaue Reiter ถูกซ่อนเอาไว้ในห้องใต้ดินของบ้านในมูร์เนาที่ห่างไกลปืนเที่ยง และรอดพ้นจากภัยสงครามมาทุกชิ้น วาสสิลีถูกส่งกลับไปบ้านเกิดในรัสเซีย ทำให้ทั้งสองต้องบอกศาลากัน เพราะแม้วาสสิลีจะหย่าขาดจากภรรยา แต่แทนที่จะมาแต่งกับกาบริเอเล กลับไปแต่งงานกับผู้หญิงที่เขาเพิ่งเจอในรัสเซีย กระนั้นกาบริเอเลได้พบรักใหม่กับ โยฮันเนส ไอค์เนอร์ นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาติเดียวกัน

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน