
งานนี้ ...ฉันรัก
ว่ากันว่า ดาราหรือคนดังในยุคสมัยนี้ ต่างมีอาชีพเสริมที่เก๋ กิ๊ก ชิก คูล ไม่แพ้ใคร มาทำให้ตัวเองมีความสุขได้ด้วย
โดย... ตุลย์ จตุรภัทร-ณัฐดนัย คุณกมุท-วิภาคย์ พูนพันธ์
ว่ากันว่า ดาราหรือคนดังในยุคสมัยนี้ ต่างมีอาชีพเสริมที่เก๋ กิ๊ก ชิก คูล ไม่แพ้ใคร มาทำให้ตัวเองมีความสุขได้ด้วย และมีรายได้เพิ่มได้ด้วย ว่าแต่เขาเหล่านั้นไม่ได้มีอาชีพเสริมเพื่อเอาไว้มาทำเล่นแก้เหงา หรือมาทำแบบแป๊บๆ จบ แต่พวกเขาต่างไปร่ำเรียน ฝึกปรือฝีมือ และลงมือทำอย่างจริงจัง จนได้รับการยอมรับในกลุ่มสาขาอาชีพเสริมของตนเอง
วันนี้ผมมีนักแสดงรุ่นเดอะผู้เก๋าเกม และสาวสวยระดับนางงามจักรวาล ที่ได้มาบอกเล่าเก้าสิบถึงอาชีพเสริมของพวกเขา มาฝากคุณผู้อ่านโพสต์ทูเดย์โดยเฉพาะ
Hot...การตัดผม คือ ความท้าทายของชีวิต
บ่ายแก่ๆ ของวันพุธกลางสัปดาห์วันหนึ่ง ผมมีโอกาสได้ไปร้านตัดผมที่อยู่ท่ามกลางสวนสวยร่มรื่นที่อยู่ภายในบ้าน ณ ชานเมือง ของนักแสดงฝีมือเก๋าเกม ผู้มีอาชีพเสริมเป็นช่างตัดผม ที่ตัดผมทั้งฟรีและไม่ฟรี (ที่ไม่ฟรีต้องนัดวันเวลาเพื่อที่จะมาตัดผมในร้านแห่งนี้เท่านั้น มาสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้)
เขาคนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ เกริก ชิลเลอร์นั่นเอง
“ที่ผมมาเป็นช่างตัดผมได้อย่างทุกวันนี้ เกิดจากแฟนพาลูกสาวทั้งสามไปตัดผมที่ร้านตัดผม ปรากฏว่าเขาคิดตังค์แพง แฟนผมก็บ่น ผมขี้เกียจฟัง เลยลงมือตัดผมให้ลูกสาวซะเลย ตอนนั้นคิดในใจว่าไม่เห็นจะยากอะไร แต่พอลงมือตัดจริง ยิ่งตัด ยิ่งเหงื่อแตก มือสั่น หลังแข็ง แขนเกร็ง ที่สำคัญคือ ตัดหน้าม้าให้ลูกสาว แล้วผลออกมาคือ เบี้ยว ยิ่งตัดยิ่งเบี้ยว จนแฟนบอกให้พอ”
จากวันนั้นเกริกจึงเข้าไปดูคลิปการสอนการตัดผมในยูทูบอย่างเอาจริงเอาจัง “ดูอยู่นั่นแหละ ดูซ้ำไปซ้ำมา ดูว่าที่เราพลาด พลาดตรงไหน แล้วที่ตัดแล้วไม่พลาด เขาทำกันยังไง มีอยู่วันหนึ่ง หลานที่เป็นผู้ชายมาหาที่บ้าน เราออกไปซื้อปัตตะเลียนมาไถหัวหลานเลย”
เกริก บอกเล่าว่า ยิ่งเขาเข้าไปดูการตัดผมจากช่างตัดผมทั่วทุกมุมโลกผ่านยูทูบ เขายิ่งพบเจอแรงบันดาลใจมากมาย ยิ่งเจอช่างตัดผมผู้ชายที่เท่ มีรอยสักเต็มตัว ซึ่งเป็นชาวเม็กซิกัน ทำให้เขาบอกกับตัวเองว่า เขาจะต้องเป็นช่างตัดผมแบบช่างเม็กซิกันคนนี้ให้ได้
“ผมเป็นคนที่เวลานึกจะทำอะไรแล้วต้องทำให้ได้ภายใน 1 อาทิตย์ เพราะผมเป็นคนที่เรียนรู้อะไรได้เร็วมาก แต่แปลก ที่ผมเรียนรู้การตัดผมได้ช้ามาก แต่ยิ่งช้า ยิ่งทำให้ผมอยากเอาชนะความยากนี้ให้ได้ จากนั้นผมจึงลับฝีมือด้วยการตัดผมให้เด็กในกองถ่าย ไม่ว่าจะเป็นช่างไฟ ตากล้อง คนขับรถ ใครพักจากงาน ผมเรียกมาตัดหมด เป็นเพราะผมอยากเอาชนะทุกๆ หัวที่ผมได้ตัด”
เกริกเผยถึงจุดที่เขาเริ่มไม่ไหวกับความยากของการตัดผม เปิดดูคลิปสอนการตัดผมในยูทูบเป็นพันๆ รอบก็แล้ว ตัดผมให้เด็กในกองถ่ายละครก็แล้ว ก็ยังไม่ได้ เขาเลยตัดสินใจไปเรียนการตัดผมอย่างจริงจังที่ ชลาชล แฮร์เดรสซิ่ง สกูล พอไปเรียนที่นั่น เขาก็ได้วิธีการตัดผมที่ถูกต้อง รวมไปถึงเทคนิคการตัดผม ทั้งของผู้หญิงและผู้ชาย เวลาเรียน แล้วมาทบทวนความรู้ที่ยูทูบ ยิ่งเกิดการเรียนรู้อย่างถูกทาง ทีนี้พอได้ตัดผมให้เด็กในกองถ่าย ก็ได้รับการยอมรับในฝีมือมากขึ้น
“แต่คนแรกที่ผมตัดผมให้แล้วได้รับคำชมจากจริงจัง คือลูกสาวของผมเอง แต่ผมไม่สนใจในคำชมหรอกนะครับ ผมไม่เคยพอใจในทุกๆ หัวที่ผมตัด แม้กระทั่งทุกวันนี้ผมก็ยังไม่พอใจใครสักคนที่มาตัดผมกับผมเลย ผมมีความรู้สึกว่าถ้าผมพอใจแล้วผมโง่มาก ผมต้องไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา ผมเชื่อว่าช่างทำผมทุกคนน่าจะเป็นแบบนี้หมด เพราะถ้าช่างทำผมคนไหนหยุดอยู่ที่ว่าฉันเก่งแล้ว เขาก็จะอยู่กับทรงนั้นไปตลอดชีวิต โดยที่ไม่พัฒนาอะไรเลย เพราะฉะนั้น ทุกๆ หัวของผมคือของใหม่อยู่เสมอ เพราะทุกคนมีหัวที่ไม่เหมือนกัน มีเส้นผมที่ไม่เหมือนกัน มีหน้าตาที่ไม่เหมือนกัน หน้าที่ของผมก็คือผมจะทำยังไงก็ได้ให้เขาออกมาดูดีกว่าที่เขาเคยเป็นอยู่ ไม่ใช่ทำผมให้มันเป็นทรงเดียวทรงเดิมที่ผมคิดว่าผมทำได้สำเร็จแล้ว”
สิ่งที่เกริกได้เรียนรู้จากการมุมานะในการเรียนตัดผม ทั้งเรียนในสถาบัน และเรียนเองผ่านยูทูบ รวมทั้งพยายามตัดผมจากหัวของคนจริงๆ ไม่ใช่หัวหุ่น คือ การที่เราจะเป็นอะไรสักอย่าง สิ่งนั้นต้องเป็นทุกลมหายใจเข้าออกของเรา
“ทุกคืนผมจะนอนฝันเป็นทรงผมคน เป็นการตัดผมหมด ไม่ว่าจะกิน จะเดิน จะนั่ง จะเข้าอินเทอร์เน็ต มันคือทรงผมหมด ในไอจีผม ผมตามแต่เรื่องทรงผม โพสต์แต่ภาพเกี่ยวกับทรงผม ตื่นเช้ามา ผมนั่งอยู่ในห้องน้ำ ผมก็นึกถึงแต่ทรงผม มันซึมเข้าไปในชีวิต จิตใจ และจิตวิญญาณของผมไปเรียบร้อยแล้ว”
ท้ายสุด เกริกได้เผยว่า การเป็นช่างตัดผมที่เก่ง ไม่ใช่ช่างที่ตัดผมเก่ง แต่เป็นช่างที่แก้ไขสถานการณ์ หรือแก้ไขปัญหาได้เก่งต่างหาก “ทุกวันนี้ผมเป็นทั้งนักแสดงและช่างตัดผม มันอาจดูไม่ค่อยเข้ากันสักเท่าไหร่ แต่ว่าผมแฮปปี้กับมันมาก ทุกวันนี้เวลาไปกองถ่าย เขาไม่ได้เรียกผมว่าเป็นนักแสดงแล้ว เรียกช่างผมแทน จนช่างผมในกองถ่ายค้อนใส่กันเป็นแถว ช่างแต่งหน้ายังแซวว่า ไม่ใช่พี่เกริกจะไปเรียนแต่งหน้ามาด้วยอีกนะ ไม่งั้นพวกหนูตายกันหมดเลย (หัวเราะ) เอาเป็นว่า ทุกวันนี้เวลาผมไปทำงานในกองถ่ายไหน ผมก็ยังตัดผมฟรีให้กับทุกคน ผมถือว่าผมจะตัดผมไม่เป็นเลยถ้าเกิดว่าคนในกองถ่ายไม่เปิดโอกาสให้ผมได้ตัดผมให้ เพราะการได้ตัดผมจากหัวคนจริงๆ มันยิ่งกว่าได้ทองคำเสียอีก”
Cool...ดีเจ คืองานที่เต็มไปด้วยความสุข
หลังจาก นาตาลี เกลโบวา ครองตำแหน่งมิสยูนิเวิร์ส 2005 ครบ 1 ปี และได้อำลาตำแหน่งไปเป็นที่เรียบร้อย เธอก็ได้ย้ายมาทำงานที่ประเทศไทย (พบรักและแต่งงานกับนักกีฬาหนุ่มไทยก่อนเลิกรากันไป) โดยงานหลักของเธอคือการเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ให้กับบีเอสซี อินเตอร์เนชั่นแนล และบีเอสซี คอสเมติก ซึ่งเธอทำงานที่นี่มาได้ 8 ปีแล้ว
ปัจจุบัน เธอกำลังมีงานเสริมที่ทำควบคู่กันแล้วทำให้เธอมีความสุขมากถึงมากที่สุด นั่นคือ การเป็นดีเจนั่นเอง (เหมือนจะไม่ค่อยไปด้วยกันได้ดีกับความเป็นนางงาม แต่มันก็ไปด้วยกันได้ดี)
“นอกจากงานหลักของฉัน ฉันยังทำงานอีกงานหนึ่ง ซึ่งเป็นงานที่ฉันทำแล้วมีความสุข นั่นคือ การเป็นดีเจ มันเป็นงานที่น่าสนใจมาก ฉันทำมาได้ 8-9 เดือนแล้ว อยากบอกว่า ฉันเป็นคนรักในเสียงเพลงมาก ตั้งแต่เด็ก ฉันเล่นเปียโน โตมาก็ชอบฟังเพลง และชอบแบ่งปันเพลงดีๆ เพราะๆ โดนๆ ที่เราได้ฟังให้กับคนอื่น การเป็นดีเจจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันได้ทำในสิ่งนี้ พอได้มาเป็นดีเจอย่างเต็มตัว ก็รู้สึกดีนะคะ ฉันชอบที่จะเห็นผู้คนมีความสุขและสนุกไปกับเพลงที่ฉันเปิด เวลาที่ฉันเปิดเพลงแล้วฉันรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นคนเต้นและร้องตามไปกับเพลงที่ฉันเปิด ยิ่งรู้สึกดี เมื่อฉันเสร็จงานแล้ว มีคนเดินมาบอกฉันว่า เขาชอบเพลงที่ฉันเปิดมาก แค่นี้ก็ทำให้ฉันมีกำลังใจในการทำงานแล้วค่ะ”
ก่อนที่นาตาลีจะได้มาทำงานเป็นดีเจ เธอได้ไปเรียนการเป็นดีเจที่ SAE Institute Thailand ที่เซ็นทรัลเวิลด์ “ฉันใช้เวลาในการเรียนอยู่ 3 เดือน โดยการได้มาเรียนที่นี่ ทำให้ฉันได้พบเจอทั้งครูและเพื่อนๆ ที่สนใจในการเป็นดีเจ เราต่างแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ให้กัน คอยให้คำแนะนำดีๆ แก่กัน ฉันคิดว่านี่เป็นสิ่งที่อะเมซิ่งมาก เพราะมันทำให้ฉันได้มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกันในการทำงานเป็นดีเจเพิ่มมากขึ้น”
นาตาลี เผยว่า เธอชอบฟังเพลงและเปิดเพลงแนวเฮาส์มิวสิค และชอบมิกซ์เพลงเก่าๆ เข้ากับเพลงใหม่ๆ ให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา และทำให้มันไปด้วยกันได้ดี “ที่ที่ฉันทำงาน มักเป็นที่บาร์ คลับ และตามงานอีเวนต์ต่างๆ โดยการได้เป็นดีเจผู้หญิง ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีนะคะ ฉันคิดว่าเดี๋ยวนี้ผู้หญิงสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างให้ทัดเทียมกับผู้ชาย งานดีเจก็เช่นเดียวกัน ดีด้วยซ้ำที่ผู้หญิงหันมาเป็นดีเจมากขึ้น เพราะนี่คือสิ่งที่สวยงาม ใครเห็นดีเจผู้หญิง ก็เจริญหูเจริญตา เมื่อฉันได้ก้าวเข้ามาทำงานเป็นดีเจ ฉันได้เรียนรู้การเป็นดีเจ เป็นงานที่เราสามารถมอบความสุขให้กับผู้อื่น เห็นคนอื่นมีความสุข เราก็มีความสุขตามไปด้วย ก็รู้สึกภูมิใจมากๆ ค่ะ”
สำหรับรายได้ในการเป็นดีเจ นาตาลี เผยว่า ก็มีทั้งงานที่ได้เงิน กับงานที่ทำให้ฟรี โดยเฉพาะการได้ทำงานดีเจในงานการกุศล เธอถือว่าเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด การได้ทำงานที่ทำให้เรามีความสุข และผู้อื่นมีความสุข ถือเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า
“เวลาทำงานดีเจ ฉันได้เห็นทั้งผู้คน เห็นแสง สี เสียง สเปเชียลเอฟเฟกต์ หรือจอโปรเจกเตอร์ที่ทันสมัย มันคือประสบการณ์แปลกใหม่ที่ตื่นตาตื่นใจมาก เวลาทำงาน ฉันไม่ค่อยได้ดื่มแอลกอฮอล์สักเท่าไหร่ ถ้าจะดื่ม ก็มักจะดื่มไวน์ แต่นอกเหนือจากเวลาทำงานนะคะ และดื่มเดือนละครั้งเห็นจะได้ เอาเป็นว่าเวลาทำงาน ฉันสนุกกับงานได้เองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งแอลกอฮอล์ค่ะ (ยิ้ม)”







