
ตัวอักษรไร้ความทะเยอทะยาน จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์
โดย...พงศ์ พริบไหว ภาพ : ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์
โดย...พงศ์ พริบไหว ภาพ : ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์
จากเด็กชายที่เติบโตมาจากปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ ด้วยความสนใจที่ค้นพบช้าทำให้นิสิต ภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เช่น กุ๊บ-จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์ ก้าวเข้าไปสู่โลกที่น่าหลงใหลก่อนจะเริ่มทำงานเป็นนักเขียนและนักแปล ผู้เป็นเจ้าของผลงานที่ว่ากันว่าเป็นม้ามืดในรอบชิงรางวัลซีไรต์ในปีนี้ กับหนังสือที่ชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์เสียง” หนังสือที่ตั้งใจมุ่งมั่นสื่อสารเสียงออกมาในรูปแบบตัวอักษรได้อย่างละเมียดละไม ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ดูเหมือนนักเขียนหนุ่มวัย 30 ปี ดูจะพยายามไม่น้อยที่จะสร้างภาษาที่น่าลุ่มหลงและเฉพาะตัว“ตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยมันมีวิชาที่ชื่อว่า Creative Writing ซึ่งพอเรียนแล้ว เรารู้สึกว่าเราสนุกกับการได้คิด แล้วจากนั้นมาเราก็ได้เรียนวิชาที่เกี่ยวกับวารสารแล้วมันทำให้เราเริ่มอยากทำนิตยสาร ก็น่าจะเริ่มเขียนมาตั้งแต่ตอนนั้น แต่ตอนเด็กเราจะชอบอย่างอื่น ชอบฟังเพลงดูหนังมากกว่า ก็ไม่ได้สนใจเรื่องการเขียนเลยด้วยซ้ำ คือ ไม่อิน แต่พอเรียนมหาวิทยาลัยเราได้เจอเพลง หนัง และหนังสือ อีกแบบที่เปิดเรา มันเหมือนหล่อหลอมให้เราอยากทำงานเขียน ก็ทำงานสายแมกกาซีนมาหลายฉบับ ทำอยู่หลายปีเลย จากนั้นก็มาอยู่ที่เชียงใหม่ก็ทำงานเขียนงานแปลฟรีแลนซ์ให้กับนิตยสารเล่มต่างๆ”
ด้วยความที่มุ่งมั่นอยากทำงานเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์มาตั้งแต่ต้น อายุเพียง 20 ปี เขาเองก็เริ่มมีผลงานตามหน้านิตยสาร เก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่แบบนั้นหลายปี ด้วยความเบื่อหน่ายเจ้าตัวจึงตัดสินใจออกเดินทางไปอยู่ฮาวาย นั่นเองเป็นการเริ่มต้นให้นักเขียนหนุ่ม มุ่งมั่นเขียนหนังสืออย่างจริงจัง ด้วยเหตุผลที่ว่าโลกของเขาเวลานั้นช่างน่าจดจำ จึงถูกบันทึกในรูปแบบเรื่องสั้น ก่อนจะกลายเป็นหนังสือเล่มแรกของเขาอย่าง “ฮาวายประเทศ” ถูกตีพิมพ์ในปี 2552 ในวัยเพียง 25 ปี และด้วยภาษาแบบสไตล์การเล่าเรื่องของจิรัฏฐ์ทำให้เจ้าตัวมีผลงานเล่มต่อมา ที่ชื่อว่า “การเมือง เรื่องเซอร์เรียล” (ปี 2554) ต่อด้วย “พิพิธภัณฑ์เสียง” (ปี 2556) และ “สนไซเปรส” (ปี 2557) ซึ่งล้วนเป็นงานแสนเสียดสีสังคมที่แฝงนัยทางการเมืองเสมอๆ
หนังสือของเขาอย่าง “การเมือง เรื่องเซอร์เรียล” เคยเข้าชิงรางวัลซีไรต์มาก่อนหน้า ซึ่งดูเหมือนว่ากับผลงานชิ้นล่าสุดอย่าง “พิพิธภัณฑ์เสียง” เจ้าตัวเติบโตและมีวิธีคิดที่แสนโลดโผนในโครงเรื่องมากกว่าเดิม อีกทั้งถือเป็นการทดลองงานเขียนแบบที่ยังไม่เคยมีใครก้าวไปถึง และนั่นยิ่งพิสูจน์ว่าหนุ่มคนนี้ก้าวไปได้ไกลโขจากเดิมที่เริ่มต้นเขียน ซึ่งในเล่ม “พิพิธภัณฑ์เสียง” จิรัฏฐ์ได้สร้างนิยายในแบบของเขาที่เล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในการใช้ชีวิตของเขากับเพื่อนในการทำโปรเจกต์ครั้งสมัยเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก่อนเติมส่วนผสมของเรื่องสั้นย่อยๆ ที่เกี่ยวกับเสียงและภาพที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์
“ตอนแรกเราไม่รู้สึกเลยว่าเราต้องเขียนนิยายด้วยนะ เราแค่รู้สึกว่าเราจะเขียนเนื้อหายังไงให้คนได้ยินเสียง แล้วหนังสือพิพิธภัณฑ์เสียงก็เลยเกิดจากตรงนั้น ว่าเราจะทำแบบไหนให้คนเข้าใจในเนื้อหาที่จะบอก ให้เห็นวิวัฒนาการของเสียงและเรื่องขนาดยาวที่เราอยากสื่อสาร ถ้าถามว่าคาดหวังกับรางวัลไหม สำหรับเล่มนี้ผมก็ไม่ได้คาดหวังกับมันเยอะ เพราะผมรู้กระดูกของผมขนาดไหน แต่เราเองก็ยังจะมุ่งมั่นทำงานของเราต่อไป เรารู้สึกมากกว่าการที่งานเราเข้ารอบ มันทำให้งานเรามีมาตรฐานของเราระดับหนึ่ง เราก็อยากทำให้งานเขียนของเราได้มาตรฐานนั้นตลอดเวลา ซึ่งเวลาเราเขียนก็ไม่เคยคิดอยู่แล้วว่าจะได้รางวัล เราแค่สนุกกับการเขียนก่อน แล้วพอเรารู้สึกว่าสนุกคนอ่านจะสนุก”
จิรัฏฐ์เป็นนักเขียนหนุ่มที่มีสไตล์คล้ายกับงานเขียนของเขา เรียบง่าย ถ่อมตัว และไร้ความทะเยอทะยานใดๆ ในการเล่าเรื่อง แต่กลับทำได้ตรงจุดหมายปลายทางได้อย่างสนุกลงตัว ซึ่งหนังสือทุกเล่มของเขาเองก็จะมีความแตกต่างกันออกไป แต่ยังอยู่บนพื้นฐานเดียวกันในการแสดงความคิดเห็นตรงไปตรงมาสะท้อนให้เห็นปัญหาของยุคสมัย ซึ่งหนังสือพิพิธภัณฑ์เสียงแม้เป็นนวนิยายแต่ก็สามารถสื่อสารออกมาได้อย่างที่ต้องการ
หากใครอยากอ่านและสัมผัสงานของเขาอย่าง “พิพิธภัณฑ์เสียง” สามารถสั่งซื้อได้ที่ store.minimore.com ยังพอมีเหลือให้จับจอง แล้วคุณจะพบว่าเป็นหนังสืออีกเล่มที่เขียนได้อย่างละเมียดละไมและละมุนด้วยอารมณ์ขันโดยคนหนุ่มที่มีวิธีคิดแสนร่วมสมัย







