posttoday
มนุษย์ บ้าน ภูเขา ครอบครัว ความทะเยอทะยาน

มนุษย์ บ้าน ภูเขา ครอบครัว ความทะเยอทะยาน

01 ตุลาคม 2558

โดย...ตุลย์ จตุรภัทร

โดย...ตุลย์ จตุรภัทร

เมื่อผมดูภาพยนตร์เรื่อง EVEREST จบลง!

สิ่งที่ผมสัมผัสได้ถึงพลังของภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวของกลุ่มคนที่มีความพยายามจะปีนขึ้นสู่ยอดของภูเขาที่สูงที่สุดในโลกในปี 1996 (พวกเขากลุ่มนี้ ต่างประสบความสำเร็จในการปีนเขา แต่เมื่อขาลง พวกเขาต่างต้องเผชิญกับพายุหิมะที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่มนุษยชาติเคยบันทึกไว้ บ้างอยู่รอด บ้างเสียชีวิต ณ ที่แห่งนั้น) นั่นก็คือการบีบหัวใจคนดูไปทีละนิดๆ ด้วยการทำให้คนดูสุขล้นไปกับความพยายามในการปีนเขาของกลุ่มคนกลุ่มนี้ ที่ปีนเขาจนถึงจุดสุดยอดได้สำเร็จ แต่กลับต้องมาลุ้นเอาใจช่วย เศร้า หดหู่ และใจสลายไปกับชะตากรรมของพวกเขาเหล่านี้ในท้ายที่สุด

น้อยครั้งที่เราจะสุขล้นไปกับตัวละคร

แต่ก็ต้องมาเศร้าไปกับจุดจบของตัวละครไปพร้อมๆ กัน

เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากภาพยนตร์เรื่องนี้ นั่นก็คือ ความเป็นมนุษย์ เหมือนที่ผู้กำกับ บัลทาซาร์ คอร์มาเคอร์ ได้กล่าวไว้ว่า เขาอยากจะบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนที่เผชิญกับสภาพที่เลวร้ายในธรรมชาติ ซึ่งนำไปสู่การเปิดเผยตัวตนของพวกเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป “เราจะได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าพวกเขาเป็นใคร ยิ่งพวกเขาเผชิญกับอุปสรรคมากขึ้น จากประสบการณ์ของผม ไม่มีสถานการณ์ไหนที่จะทำให้คุณรู้จักเพื่อนของคุณได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว ว่าพวกเขาเป็นคนอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทุกอย่างเลวร้ายถึงขีดสุด”

อย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ผมสัมผัสได้ในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งเป็นแง่มุมสำคัญที่ทำให้ผมในฐานะคนดู รู้สึกจุกอก พูดไม่ออก และเฝ้าครุ่นคิดถึงสาระสำคัญในแง่นี้ หลังจากดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบลง นั่นก็คือการที่เราต้องรักษาสมดุลระหว่างความทะเยอทะยานกับชีวิตครอบครัวของเรา ไม่ให้โอนเอียงหรือสุดโต่งไปด้านไหนด้านหนึ่งมากจนเกินไปนัก เหมือนที่ผู้กำกับท่านนี้ได้กล่าวไว้ว่า เขาเชื่อว่าเรื่องราวนี้เป็นทั้งเรื่องราวความสำเร็จและเรื่องราวเตือนใจเราทุกคนได้เป็นอย่างดี

“ยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นตัวที่เปรียบได้กับความทะเยอทะยานทุกรูปแบบ และใครก็ตามที่มีความทะเยอทะยาน จะต้องรักษาสมดุลระหว่างความทะเยอทะยานนั้นกับชีวิตครอบครัวของเขาหรือเธอให้ดี มันมีภูเขาและบ้าน และระยะห่างระหว่างสองสิ่งนี้ ที่มากมายมหาศาล และอยู่กันคนละทิศทาง เป็นตัวทำให้เราได้เรียนรู้และเตือนใจตนเอง”

ในฐานะคนดู ที่ได้ตีความจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้ได้ค้นพบว่า คนที่รอดชีวิตกลับมาในครั้งนั้น อาจสะท้อนให้เราได้เห็นว่า ในความนึกคิดของเขา เขาพยายามคิดถึงสองสิ่งนี้ไปพร้อมๆ กัน นั่นคือคิดถึงความสำเร็จ ที่เมื่อทำสำเร็จแล้ว เขายังมีครอบครัวให้ต้องนึกถึง และต้องกลับมาอยู่กับครอบครัวให้ได้ในท้ายที่สุด ในขณะที่คนที่เสียชีวิตไป เขาอาจคิดถึงความสำเร็จ เพียรพยายาม ทะเยอทะยาน แต่เขาอาจเผลอลืมไปว่า ยังมีครอบครัวรอคอยเขาอยู่ ยังมีคนที่รักเขา รอคอยเขาอยู่

เมื่อผมดูภาพยนตร์เรื่อง EVEREST จบลง!

ผมถึงกับบอกตัวเองว่า เมื่อชีวิตต้องพบเจอกับความเลวร้ายถึงขีดสุด เราจะรู้ว่าใครดีกับเรา ใครคือคนที่รักเรา ใครคือคนที่จริงใจกับเราจริงๆ และเราจะรู้จักตัวเราเองดีพอว่า เราคือคนที่เห็นแก่ตัวหรือเปล่า เราได้ดีต่อใคร ได้ช่วยเหลือใคร ได้รักใคร และได้จริงใจกับใครอย่างจริงใจจริงๆ แล้วหรือยัง

รวมทั้งเราจะได้เฝ้าถามตัวเองว่า วันนี้เราได้มีทั้งความทะเยอทะยาน และมีทั้งครอบครัว อยู่ในห้วงความนึกคิดของเราแล้วหรือยัง ถ้ายัง เราจะสามารถมีสองสิ่งนี้เก็บไว้กับตัว และสร้างความสมดุลให้กับมันได้อย่างไร

นี่เป็นคำถามน่าคิด

ที่ต้องมีคำตอบครับ

EVEREST ไต่ฟ้าท้านรก

ปี 2015

ประเทศ สหรัฐ

เวลา 2 ชั่วโมง

ประเภท ผจญภัย/ชีวิต

กำกับ บัลทาซาร์ คอร์มาเคอร์

แสดงนำ เจสัน คลาร์ก/จอช โบรลิน/จอห์น ฮอว์กส์/โรบิน ไรต์/เอมิลี วัตสัน/เคียล่า ไนต์ลีต์/แซม เวิร์ธทิงตัน/เจค จิลเลนฮาล

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท