
พรรณภิลาศ พลธนะวสิทธิ์ 20 ปีบนถนนสายดอกไม้
โดย...กองทรัพย์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
โดย...กองทรัพย์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
ดอกไม้ไม่ได้มีแต่ความสวย อ่อนหวาน และน่าทะนุถนอมเท่านั้น บางดอกก็มีฟอร์มที่แฝงความเรียบเท่และทนทานตามแต่พื้นที่ที่เติบโต ผู้หญิงก็เช่นกัน ไม่ใช่ทุกคนที่สวยหวาน บางคนน่ามองและมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง พริม-พรรณภิลาศ พลธนะวสิทธิ์ นอกจากจะเป็นที่รู้จักในฐานะที่ปรึกษา บริษัท เคพีเอ็น อวอร์ด แล้ว เธอยังคงใช้เวลาในการดูแล วางแผนทางธุรกิจและบริหารร้านเอง กับร้านดอกไม้เมลโรส (Melrose) ที่เติบโตต่อเนื่องมานาน 20 ปี พริมมองว่าตัวเองเป็นดอกไม้ที่ฟอร์มดอกมีทั้งความอ่อนหวานและเท่ในคราวเดียวกัน เช่นดอกคาร่าลิลลี่สีเหลือง
“พริมกับน้องสาวเรียนจบด้านการบริหารธุรกิจจากสหรัฐ ตอนเรียนก็ติดซีรี่ส์เรื่องหนึ่งชื่อ Melrose Place พอเรากลับมาเมืองไทยเราก็มีชื่อนี้อยู่ในหัวตลอดเวลา และตอนที่ตัดสินใจเปิดร้านดอกไม้ เมลโรส เป็นชื่อแรกที่นึกถึง และมันเชื่อมโยงกับความเป็นดอกไม้ได้ด้วย” เจ้าของร้านดอกไม้เมลโรสเล่าถึงที่มาของชื่อร้านดอกไม้สาขาแรก ที่เกิดขึ้นควบคู่กับการดูแลกิจการร้านตัดเสื้อของครอบครัว โดยเมื่อปิดกิจการร้านตัดเสื้อไปแล้ว จึงหันมาเดินหน้าในธุรกิจดอกไม้อย่างเดียวมาจนกระทั่งทุกวันนี้
“สิ่งที่ทำให้เราเลือกมาจับธุรกิจดอกไม้ เพราะพริมและน้องสาวชอบความสวยงาม ชอบสิ่งสวยงามและมองเห็นโอกาสของธุรกิจว่าสามารถเติบโตได้อีก แต่เริ่มแรกทั้งสองคนไม่มีประสบการณ์มาก่อน ก็ต้องไปเรียนรู้กันใหม่ ไปทำความรู้จักดอกไม้ เรียนจัดดอกไม้พื้นฐานเพื่อที่จะสื่อสารกับช่างที่มาทำงานกับเรา หรืออย่างน้อยก็เข้าใจความต้องการของลูกค้าได้”
ร้านดอกไม้ที่เกิดขึ้นใหม่ในปัจจุบัน หลายร้านมีสไตล์ที่ชัดเจน เน้นไปที่ลูกค้าวัยรุ่น แต่สำหรับเมลโรสที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานถ้าเป็นหญิงสาวก็เป็นสาวที่บรรลุนิติภาวะแล้ว พรรณภิลาศ ในฐานะคนปลุกปั้นแบรนด์เมลโรส บอกว่า ดอกไม้ก็เหมือนแฟชั่นและศิลปะ ที่มีทั้งคลาสสิก หวือหวา เมลโรสจึงต้องแอ็กทีฟและปรับตัวมาตลอด 20 ปี
“เราเริ่มต้นด้วยธุรกิจเล็กๆ ในครอบครัว และค่อยๆ เรียนรู้ตลาด ตอนแรกก็ล้มลุกคลุกคลาน แล้วค่อยค้นพบแนวทางของตัวเอง จับทางได้ว่าเรามีลูกค้าแบบไหน แล้วเมื่อมั่นใจเราจึงขยาย มีช่วงเวลาทดลองทำ ถ้าไม่เวิร์กหรือดูแลไม่ทั่วถึงก็จะหยุดและถอยกลับมามองความผิดพลาดของตัวเองเพื่อก้าวเดินใหม่
สิ่งที่เราปรับตัวของเราจริงๆ คือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการระบบรับออร์เดอร์ และเป็นช่องทางการขยายตลาดให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ให้คนอื่นรู้จักเรามากขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งวิธีการคลาสสิกที่ทำมาแต่เดิม คือการบอกต่อเพื่อนต่อเพื่อน อย่างอีเวนต์หรือคอนเสิร์ตต่างประเทศก็ช่วยขยายฐานลูกค้าวัยรุ่นของเราได้มาก”
เป็นธรรมดาของทุกธุรกิจที่จะต้องเกิดปัญหา สำหรับธุรกิจดอกไม้สิ่งที่ต้องพบแน่นอนคือ การขนส่งที่ทำให้ดอกไม้คงความสดได้ไม่นาน ปัญหาเรื่องสภาพอากาศที่ส่งผลกับปริมาณดอกไม้ “ตอนนี้เมลโรสมี 4 สาขา พริมจะเป็นคนวางแผนนโยบายของแต่ละสาขา ทั้งเรื่องชนิดของดอกไม้ที่ต้องสั่งเข้ามา
สิ่งที่เราทำคือการเข้าหาลูกค้า เราจึงมีลูกค้าเป็นออฟฟิศ เพราะฉะนั้นแต่ละร้านก็จะรู้อยู่แล้วว่าลูกค้าต้องการดอกไม้แบบไหน สีสันเป็นยังไง แล้วก็ออร์เดอร์เท่าไหร่ ฉะนั้นดอกไม้ของเราจึงทิ้งน้อยมากและสดอยู่ตลอดเวลา ที่เราอยู่ได้เพราะว่าเราซื่อสัตย์กับลูกค้า ของที่เราให้เป็นของคุณภาพ นี่เป็นจุดที่ทำให้ลูกค้าของเราติดใจและกลับมาใช้บริการซ้ำ ตอนนี้เราขยายการขายผ่านเว็บไซต์(www.flowerbymelrose.net) มีคอลเซ็นเตอร์ และปรับการรับออร์เดอร์ให้เป็นสองภาษา และอนาคตจะมีภาษาญี่ปุ่น”
งานใหญ่ประจำปีที่เหมือนจะเป็นวันสอบใหญ่ของธุรกิจทั้งหมด คือวันวาเลนไทน์ ซึ่งเรียกว่าเป็นเทศกาลแห่งการอดหลับอดนอนของคนจัดดอกไม้ พรรณภิลาศ บอกว่า ในฐานะผู้บริหารสิ่งที่จะต้องทำในวันสอบใหญ่คืออยู่เป็นกำลังใจเคียงบ่าเคียงไหล่พนักงาน “เราต้องคอยซัพพอร์ตเขา เพราะบางทีเขาต้องอดหลับอดนอน ต้องจัดดอกไม้ทั้งวันทั้งคืน หน้าที่ของผู้บริหารนอกจากจะดูแลดอกไม้แล้ว เราต้องดูแลคนจัดดอกไม้ด้วย คือถ้าเขาไม่ได้นอน เราก็ไม่นอนด้วยกัน ช่วยรับออร์เดอร์ เรามี 4 สาขา เราก็มีตัวแทนผู้บริหารไปอยู่ประจำทุกสาขา
พริมวางตำแหน่งของเมลโรสไว้ว่าถ้าลูกค้ามาแบบไหนเราต้องรับมือให้ได้ทุกรูปแบบ เพราะสิ่งหนึ่งที่เมลโรสอยู่ได้ก็คือนโยบายที่ต้องซื่อสัตย์ รักษาคุณภาพของเรา ช่างจัดดอกไม้เป็นเหมือนศิลปินที่สร้างศิลปะ ดังนั้นจะต้องให้คำแนะนำที่ดีที่สุดกับลูกค้า”
พรรณภิลาศมีสีหน้ายิ้มแย้มก่อนจะหยิบแจกันดอกไม้ใกล้มือเข้ามาจัดระเบียบ เธอบอกว่า การทำงานกับสิ่งมีชีวิตที่อ่อนโยน ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ได้ดี “การได้เห็นสิ่งสวยงามอย่างน้อยก็ทำให้เราสดชื่น ถ้าเราเอาดอกไม้วางไว้ที่บ้าน บ้านก็มีชีวิตชีวา บางทีเราอาจจะหงุดหงิดจากรถติดหรือไม่พอใจอะไรบางอย่างมา พอเราเข้าร้านไปเจอดอกไม้ เราก็สดชื่นมีกำลังทำงาน มันเปลี่ยนอารมณ์ได้จริงๆ
หลายคนมองว่าการทำงานกับของสวยงามหรือคนที่ทำงานกับดอกไม้จะอ่อนช้อย เคลื่อนไหวช้า แต่จริงๆ แล้วงานดอกไม้เป็นงานที่ต้องแอ็กทีฟ และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งก็เหมือนกับไลฟ์สไตล์พริมที่แอ็กทีฟเหมือนกัน ภาพที่หลายคนเข้าใจอาจจะเป็นความจริงเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้ต้องเปลี่ยนไปตามเวลาและความทันสมัยของโลก” ผู้บริหารร้านดอกไม้เมลโรส กล่าวทิ้งท้าย







