posttoday
คู่หูนักเดินทางสู่กลางหิมาลัย

คู่หูนักเดินทางสู่กลางหิมาลัย

26 กันยายน 2558

เพราะการเดินทางทำให้เขาทั้งสองคนมาเจอกัน คนหนึ่งคือ อ้ำ-พงษ์พรรณ เกษา ผู้นำเที่ยวขาลุยกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

โดย...รอนแรม ภาพ... Umkesa vs Kozumi

เพราะการเดินทางทำให้เขาทั้งสองคนมาเจอกัน คนหนึ่งคือ อ้ำ-พงษ์พรรณ เกษา ผู้นำเที่ยวขาลุยกว่า 40 ประเทศทั่วโลก และ เบิร์ด-อัครินทร์ ทองเอกแก้ว ชายผู้รักการปีนเขาเป็นชีวิตจิตใจ พวกเขาแบกเป้เดินทางไปยังเทือกเขาหิมาลัยบนเส้นทางใหม่ที่ไม่ค่อยมีใครเข้าถึง

ระยะเวลา 22 วัน ระยะทางมากกว่า 300 กิโลเมตร ท่ามกลางความหนาวเหน็บบนความสูง 5,160 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นหนทางทดสอบจิตใจที่ปลายทางไม่ใช่ยอดเขาใดๆ แต่เป็นการค้นพบหิมาลัยในมุมใหม่ที่พวกเขาไม่มีวันลืม

พบกันเพราะการเดินทาง

นับเป็นครั้งที่ 4 แล้วที่อ้ำได้ไปเยือนเทือกเขาหิมาลัย แต่สำหรับเบิร์ดถือเป็นครั้งแรก จุดเริ่มต้นมันอยู่ที่อ้ำรู้จักเส้นทาง มานาสลู เซอร์กิต (Manaslu Circuit) มาก่อน ซึ่งมีความน่าสนใจตรงที่เป็นเส้นทางที่ไม่ค่อยมีคนไป แต่เงื่อนไขแรกหากคิดจะไปคือ ต้องหาเพื่อนร่วมทาง

“เส้นทางมานาสลู เซอร์กิต เป็นเส้นทางพิเศษ ต้องขอใบอนุญาตเป็นกลุ่มอย่างน้อย 2 คน และไกด์อีก 1 คน ผมเลยคิดถึงเบิร์ด เพราะเคยไปแบ็กแพ็กที่พม่าด้วยกันเมื่อปีที่แล้ว เบิร์ดเองเขาชอบเดินป่าแต่ยังไม่เคยไปหิมาลัยและเป็นเส้นทางในฝันของเขาด้วย” อ้ำ กล่าว

คู่หูนักเดินทางสู่กลางหิมาลัย

 

ส่วนเบิร์ดเคยพิชิตยอดเขาในประเทศไทยมาแล้วอย่าง โมโกจู ดอยหลวงเชียงดาว รวมถึงภูเขาไฟฟูจิในประเทศญี่ปุ่น “ผมชอบเทรกกิ้ง ชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว” เบิร์ด กล่าว“เนปาลเป็นส่วนหนึ่งของความฝัน ผมอยากจะไปสัมผัสหิมาลัย ทำให้ตัดสินใจอย่างรวดเร็วพอพี่อ้ำมาชวน”

ตอนแรกเบิร์ดขอเวลาคิด 1 วัน แต่พอวางสายจากอ้ำเพียง 20 นาที ทั้งสองก็กดจองตั๋วเครื่องบินและวางแผนการเดินทางในเวลาอันรวดเร็ว อ้ำ เล่าว่า ตามปกติคนส่วนใหญ่จะไปเดินบนเส้นทางเอเวอร์เรสต์ เบส แคมป์ แต่เส้นทางมานาสลู เซอร์กิต มีสถิติคนไปประมาณ 4,000 คน/ปี ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับเส้นทางเอเวอร์เรสต์ที่มีนักเดินเขาไปพิชิตนับแสน จุดนี้นี่เองที่ทำให้ทั้งสองคนอยากไปตามหาความลับที่ซ่อนอยู่

หนาวสุดขั้ว 5,160 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ชายไทย 2 คนแบกเป้ขึ้นเทือกเขาหิมาลัยบนเส้นทางมานาสลู เซอร์กิต หรือเส้นทางวงกลมรอบยอดเขามานาสลูโดยมีจุดสูงสุดอยู่ที่ 5,160 เมตรจากระดับน้ำทะเล อ้ำเลือกไปช่วงฤดูร้อน เพราะเส้นทางจะได้เปิดและไม่เจอพายุหิมะ แต่ความเป็นจริงทั้งสองกลับเจอสภาพอากาศวิปริต

“เราเลือกไปเดินหน้าร้อนเพื่อรอให้ช่องเขาเปิด แต่พอไปถึงเกิดหิมะถล่ม ทางปิด เจอพายุหิมะ เลยต้องฉีกไปอีกทางที่หุบเขาซุมวัลเลย์ (Tsum Valley) ทำให้ต้องเดินทางทั้งหมด 22 วัน”อ้ำ กล่าว แต่เพราะปัญหานี้ทำให้พวกเขาต้องใช้เส้นทางใหม่ จึงไปเจอกับหุบเขาซุมวัลเลย์ ใกล้ชายแดนทิเบต ซึ่งเหมือนสถานที่ลึกลับที่เพิ่งถูกค้นพบ

คู่หูนักเดินทางสู่กลางหิมาลัย

 

“เส้นซุมวัลเลย์มีความบริสุทธิ์มาก” เพื่อนรุ่นน้อง กล่าว “เพราะนักท่องเที่ยวเข้าไปน้อยมาก ทำให้วิถีชีวิตยังเป็นแบบดั้งเดิม ชาวบ้านมีวัฒนธรรมแบบทิเบต” อ้ำ ยังเพิ่มเติมด้วยว่า “ผู้คนแต่งชุดพื้นเมือง ปั่นด้ายใช้กันเอง มีน้ำใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส พวกเขาจะเข้ามาพูดคุยกับเราแม้ว่าจะคุยกันไม่รู้เรื่อง และที่สำคัญธรรมชาติยังสวยงามและสมบูรณ์มาก”

กลับกลายเป็นว่าเส้นทางนอกแผนสร้างความประทับใจให้พวกเขามากที่สุด แต่หิมาลัยไม่ได้ใจดีปานนั้น เพราะหลังจากกลับมาสู่เส้นทางเดิม เขาทั้งสองกลับเจอกับอุปสรรคที่แทบเอาชีวิตไม่รอด

หิมาลัยพิสูจน์ใจ

“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดบนนั้นคือ สภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้” อ้ำ เล่า “ชาวบ้านยังบอกเองเลยว่า อากาศปีนี้มันวิปริต เพราะตอนที่ไปเป็นหน้าร้อนแต่กลับเจอพายุหิมะ ฤดูกาลมันแปรปรวนไปหมด ทำให้การเดินทางของเรายากขึ้นไปกว่าเดิมเราเตรียมตัวไม่พร้อมรับกับพายุที่มากขนาดนั้นและความเหนื่อยล้าที่ต้องย่ำพื้นหิมะสูงๆ ที่ทำให้เหนื่อยกว่าเดิม”

สำหรับเบิร์ด หิมาลัยทำร้ายเขามากกว่า เพราะไม่เคยมีประสบการณ์เดินเขาหิมะมาก่อน“พื้นหิมะมันเหมือนเดินบนทราย เหยียบไปก็ยวบๆ มันกินแรงเรา ออกซิเจนบนนั้นก็น้อย และต้องเดินทางระยะไกลเกือบทุกวัน ซึ่งแตกต่างจากป่าไทยที่เราคุ้นชินและต้องระวังเรื่องสัตว์เป็นหลัก”

ด้วยอุปสรรคที่ไม่สามารถควบคุมเช่นนี้ทำให้เบิร์ดมีจุดที่คิดว่า “มาทำอะไร” จุดพีกของคำว่าอุปสรรคคือตอนที่ทั้งสองคนพลัดหลงจากลูกหาบและไม่สามารถแกะรอยรอยเท้าคนที่เดินไปก่อนหน้าได้ รอบตัวมีเพียงสีขาวโพลนและความหนาวเหน็บติดลบ เบิร์ด เล่าให้ฟังว่า “วันนั้นช่องเขาเปิด เราต้องเริ่มเดินตั้งแต่ตีสองต่อเนื่องกัน 15-16 ชั่วโมง หิมะตกหนัก และหลงกับคนอื่นๆ ด้วย ทำให้มีความคิดแวบหนึ่งเกิดขึ้นมาว่า เรามาทำอะไรตรงนี้ แทนที่จะนอนสบายอยู่บ้าน แต่ตอนนี้กลับมือแข็ง หายใจลำบาก แต่ผมก็พาตัวเองออกมาจากจุดนั้นจนได้ บอกกับตัวเองว่า เราต้องเดินต่อไป เพื่อจะได้นำเรื่องราวในวันนี้กลับไปบอกคนอื่นๆ ได้ฟัง”

คู่หูนักเดินทางสู่กลางหิมาลัย

 

ส่วนอ้ำในฐานะที่ชวนเบิร์ดมาเดินด้วยกันและเจออุปสรรคครั้งใหญ่ ทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น เป็นความรับผิดชอบที่เขาต้องรับไว้ “เราชวนน้องมาแล้ว พอเจออะไรก็ต้องผ่านไปให้ได้ เราต้องสร้างกำลังใจให้ตัวเองและน้องด้วย” เขากล่าว

ถึงอย่างไรทั้งสองคนก็สามารถกลับมา บอกเล่าเรื่องราวในหนังสือเรื่อง Nepal หิมาลัย...ไม่ใช่ตอนจบ ซึ่งวางแผงให้คนได้สัมผัสความหนาวเย็นผ่านตัวหนังสือ และในช่วงปลายปีจะออกมาอีกเล่มเป็นภาคต่อจากเล่มแรก

ตอนต่อไปของชีวิต

คำว่า “ไม่ใช่ตอนจบ” ที่อยู่บนปกหนังสือไม่เพียงหมายถึงเรื่องราวที่ไม่จบแค่เล่มแรกเท่านั้น แต่ยังหมายถึงชีวิตของพวกเขาทั้งสองคน

“ผมไม่ใช่คนที่อยากพิชิตยอดเขาอะไร” อ้ำ กล่าวถึงตอนต่อไปในชีวิต “แค่ไปเดินบนภูเขาหิมะแล้วรู้สึกว่าตัวเรามันเล็กเหลือเกิน ไปเจอผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศที่ยากลำบาก แต่พวกเขาก็ยังอยู่ได้ ซึ่งมันทำให้ชีวิตมีความหมายแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดใดๆ”

ส่วนตอนต่อไปของเบิร์ด เขาอยากไปสัมผัสเอเวอร์เรสต์ให้สำเร็จครั้งหนึ่งในชีวิต “ผมอยากไปอยู่บนจุดที่สูงที่สุดแล้วมองลงมา มันคงเป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกว่า เรามาถึงจุดสูงสุดแล้ว”

นอกจากนี้ คำว่าไม่ใช่ตอนจบยังหมายถึงชาวเนปาลหลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว อ้ำเล่าว่า หลังจากกลับมาจากเนปาลได้ไม่นานก็เกิดแผ่นดินไหว ทำให้เส้นทางที่ทั้งคู่เคยไปพังเสียหาย เพราะใกล้กับศูนย์กลางแผ่นดินไหวพอดี เขาพยายามค้นหาบ้านเรือนที่ซุมวัลเลย์เพื่อดูว่าผู้คนที่เขาเคยเจอเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ ชาวบ้านยังยิ้มได้ “มันไม่มีวันจบสำหรับพวกเขา เนปาลยังฟื้นฟูได้ และเราสามารถช่วยเหลือเขาได้ด้วยการไปเที่ยว”

โลกของผู้พิชิต

ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ เขาทั้งสองอยากให้โลกมีแต่ความสุข ในมุมของอ้ำ เขาอยากให้โลกมีแต่รอยยิ้ม “รอยยิ้มมันบ่งบอกถึงความสุขความสุขมันอยู่ที่ตัวเรา อย่างทริปนี้ชาวบ้านที่ประสบภัยเขายังยิ้มได้ ก็ทำให้ชีวิตของเขาก้าวต่อไปอย่างมีความสุข”

ส่วนเบิร์ด เขาอยากให้ผู้คนมีความสุขกับธรรมชาติ “ผมชอบธรรมชาติ ความเรียบง่าย อย่างชาวเนปาลเขามีความสุขกับธรรมชาติที่เขามี แม้ว่ามันจะโหดร้ายในมุมมองของคนอื่น”

การเดินทางได้พิสูจน์แล้วว่าทั้งสองคนเป็น“คู่หู” ที่สามารถเดินบนเส้นทางเดียวกัน ฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน และพร้อมที่จะค้นหาโลกไปพร้อมๆ กันด้วยใจที่รักการเดินทาง

อ่านบันทึกการเดินทางของทั้งคู่ ผ่านหนังสือเรื่อง Nepal หิมาลัย...ไม่ใช่ตอนจบ (สำนักพิมพ์บอลลูน) ตามร้านหนังสือ ทั่วประเทศ และติดตามภาคสองของพวกเขา ได้อีกครั้งไม่นานเกินรอ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท