
วิกฤตศรัทธากับความจริงที่ควรพิจารณา (ตอน ๑)
ปุจฉา : “...จากภาพหลากหลายของหมู่พระภิกษุสงฆ์ที่ปรากฏต่อสายตาของสังคมในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ย่อมให้ความรู้สึกต่อชาวบ้านชาวเมือง ที่นับถือพระพุทธศาสนาในทางที่มิได้เสริมสร้างศรัทธา และแผ่กว้างไปสู่หมู่คนรุ่นใหม่ให้มีมุมมองต่อพระพุทธศาสนาในทางลบ...จึงใคร่ขอความกรุณาพระอาจารย์อารยะวังโสช่วยให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าว เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาด้วยเทอญ...”
ปุจฉา : “...จากภาพหลากหลายของหมู่พระภิกษุสงฆ์ที่ปรากฏต่อสายตาของสังคมในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ย่อมให้ความรู้สึกต่อชาวบ้านชาวเมือง ที่นับถือพระพุทธศาสนาในทางที่มิได้เสริมสร้างศรัทธา และแผ่กว้างไปสู่หมู่คนรุ่นใหม่ให้มีมุมมองต่อพระพุทธศาสนาในทางลบ...จึงใคร่ขอความกรุณาพระอาจารย์อารยะวังโสช่วยให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าว เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาด้วยเทอญ...”
....พระอาจารย์อารยะวังโส
วิสัชนา : คำปุจฉาดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่อาตมาเข้าร่วมประชุมพระสังฆาธิการ (ธรรมยุติกนิกาย) หรือประชุมสัมมนาคณะสงฆ์ จ.เชียงใหม่ลำพูนแม่ฮ่องสอน ภาค ๗ ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จ.เชียงใหม่ เมื่อ ๑๔ ก.ค. ๒๕๕๓ โดยมีพระธรรมกิตติเมธี กรรมการมหาเถรสมาคม/เจ้าคณะภาค ๔๕๖๗ (ธ) เป็นประธานในพิธี
ก่อนจะเข้าสู่การ “วิสัชนา” ให้ตรงประเด็นตามที่ปุจฉามานั้น สาธุชนผู้มีศรัทธาควรรู้ว่าในพระพุทธศาสนาของเรานั้น ดำเนินกิจการไปโดยมี พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ทั้งฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๐๕ และฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๓๕ และยังมีกฎมหาเถรสมาคม กฎกระทรวง ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.สงฆ์ ตลอดจนมีระเบียบการต่างๆ ของมหาเถรสมาคม หรือของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เพื่อกำกับดูแลกิจการ การดำเนินการของพระพุทธศาสนาให้เป็นไปด้วยดี เพื่อประโยชน์แห่งการสืบอายุพระพุทธศาสนาให้สืบเนื่องต่อไป
จากสาระประโยชน์ใน พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มีประเด็นสำคัญของการจัดตั้ง “องค์การมหาเถรสมาคม” ขึ้นเพื่อบริหารจัดการในกิจการคณะสงฆ์ โดยมีสมเด็จพระสังฆราช ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ มีสมเด็จพระราชาคณะทุกรูปเป็น “องค์คณะ” และแต่งตั้งพระราชาคณะร่วมเป็นกรรมการไม่ต่ำกว่า ๔ รูป และไม่เกิน ๘ รูป เพื่อร่วมกันจัดระเบียบการปกครอง ให้สังฆมณฑลเป็นไปด้วยดี ตรงตามแบบแผนในพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า ในทุกๆ ส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นไปในส่วนของศาสนธรรม ศาสนสมบัติ ศาสนบุคคล และศาสนวัตถุ ซึ่งหากต้องการลงไปในรายละเอียด ก็สามารถศึกษาได้โดยตรงจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดการปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งจะแสดงชัดแจ้งอยู่ในรูปกฎมหาเถรสมาคม ลงลึกไปในรายละเอียดในแต่ละด้าน เพื่อความเท่าทันการหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์
ดังที่ พระเดชพระคุณพระธรรมกิตติเมธี กรรมการมหาเถรสมาคม ได้กล่าวหลักนโยบายกว้างๆ ของคณะสงฆ์ว่า “ต้องรู้ทันโลก ต้องรู้ในเรื่องของสังคมที่เกี่ยวเนื่อง ต้องรู้เรื่องกิจการของคณะสงฆ์ และต้องรู้วาระกาลของพระพุทธศาสนา” ซึ่งพุทธบริษัท ๔ โดยเฉพาะพระสงฆ์ จะวางเฉยไม่รับรู้นั้นคงจะไม่ได้แล้ว ในการพัฒนาองค์ความรู้ให้ตนเองมีศักยภาพสูงขึ้น ทั้งในทางธรรมและทางโลก เพื่อการนำความรู้ไปช่วยสร้างเสริมสัมพันธภาพต่อภาคสังคม ทั้งในระดับท้องถิ่น ในระดับชาติ และในระดับโลก ให้เป็นไปด้วย สู่ความสุขสงบด้วยธรรม ดังที่ ท่านเจ้าคุณธรรมกิตติเมธี ใช้คำกล่าวว่า “โลกก็ไม่ให้ช้ำ ธรรมก็ไม่ให้เสีย” และได้เปรียบเปรยให้ชวนคิดตามอย่างมีเหตุผลน่าสนใจว่า “ถ้าโลกมันหมุนเร็วเกินไป ก็อุปมาเหมือนรถยนต์ที่วิ่งเร็ว หากไม่มีหลักในการควบคุมขับขี่ให้มั่นคง ก็อาจนำไปสู่อันตรายได้เช่นเดียวกัน มนุษย์เราทั้งหลาย หากขาดหลักใจ ได้แก่ ขาดศีลธรรมเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งกำกับดูแล ก็ย่อมนำไปสู่อันตรายต่อการดำเนินชีวิตไปเบื้องหน้า เหมือนรถยนต์ที่วิ่งไปได้ แต่ไร้เบรก...”
กิจการในพระพุทธศาสนา จึงมุ่งส่งเสริมให้พระสงฆ์ หรือพุทธบริษัทได้รับการศึกษา เพื่อความรู้ทันโลก รู้ทันสังคม และประการสำคัญ คือการรู้ทันตนเอง ศรัทธาสาธุชนจึงได้เห็นระเบียบการต่างๆ นานาจากองค์กรปกครองคณะสงฆ์ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพระสงฆ์และพุทธบริษัท โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันดูแลและเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ซึ่งจะเห็นได้จากการจัดให้มีการศึกษาที่ดี มีการจัดอบรมพระสงฆ์ ให้เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปในทิศทางเดียวกัน อันจะต้องถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัย และมุ่งเน้นให้มีการฝึกฝนเพียรภาวนา อบรมจิต ตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ ความดับทุกข์ให้สิ้น
แต่หากจะแย้งถามว่า “...ถ้าคณะสงฆ์จัดระเบียบการปกครอง อันถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัยทุกประการ แล้วทำไมยังเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่เป็นเรื่องที่ดีเลย ในเขตพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพฤติกรรมของพระสงฆ์ที่ไม่น่าเลื่อมใสในข้อวัตร ข้อปฏิบัติ ความประพฤติที่ทุศีล อย่างหน้าด้าน ไม่มียางอาย... ทำไมยังปรากฏมีอยู่ให้กระทบความรู้สึก จนนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธา...” ก็คงจะต้องชวนท่านทั้งหลายช่วยกันพิจารณาให้กว้างๆ มองให้ลึกๆ กับทุกๆ ประเด็นปัญหาที่ก่อตัวเกิดขึ้นไม่รู้จบ นับตั้งแต่เริ่มประกาศสถาปนาพระพุทธศาสนา จนสืบเนื่องอายุมายาวนานสองพันห้าร้อยกว่าปี แม้ในสมัยที่พระผู้มีพระภาคยังดำรงพระองค์อยู่
ดังปรากฏหลักฐานที่แสดงให้เห็นในวินัยบัญญัติ ที่ทรงพระมหากรุณาธิคุณต่อคณะสงฆ์ ซึ่งได้ทรงประทานสิกขาบทน้อยใหญ่ไว้มากมาย และนับเพิ่มขึ้นมากขึ้นตามกำลังแรงของโลก เพื่อรักษาธรรมไว้ให้คงอยู่ สร้างความสมดุลให้กับโลกต่อไป จึงไม่แปลกหากเราจะเห็นรูปปัญหาที่ก่อตัวมากขึ้นจนน่าเกรงกลัวในพหุลกรรม ที่เป็นกำลังฝ่ายลบที่จะส่งผลกระทำโดยตรง ในด้านการทำลายพระพุทธศาสนา และจึงไม่แปลกที่หมู่นักบวชหรือบุคคลที่มีกำลังศรัทธายังไม่มั่นคง เดินทางเข้าสู่พระพุทธศาสนา ดุจเหมือนเพื่อทำลายมากกว่าสร้างสรรค์
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







