posttoday
ปฏิรูปอุทยานทางทะเลควรเริ่มต้นตรงไหน?

ปฏิรูปอุทยานทางทะเลควรเริ่มต้นตรงไหน?

20 กันยายน 2558

เฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat

เฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat

#‎ปฏิรูปอุทยานทางทะเล‬

ท่านนายกกล่าวในการประชุมแผนพัฒนาเศรษฐกิจ/สังคมฉบับที่ 12 ประเทศไทยต้องใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เรามีปัญหาเรื่องการนำยุทธศาสตร์ไปใช้ในภาคปฏิบัติ ผมเลยลองนำเกาะพีพีมาเป็นต้นแบบ ก่อนพบว่าหากเราเดินหน้าแบบเดิม เราแทบไม่มีทางออกในเรื่องนี้

ปัญหาสำคัญมี 3 ประการ แนวปะการังเสียหายอย่างมาก จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นไม่หยุดยั้ง หน่วยงานรับผิดชอบไม่มีศักยภาพเพียงพอ

ขอยกตัวอย่างให้เห็น เกาะพีพีมีนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่าปีละล้าน (ตัวเลขที่แท้จริงยังตอบไม่ได้) มีจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดตามปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่อุทยานมีข้าราชการ 4 คน มีเรือเร็ว 1 ลำ เรือยาง 1 ลำ ในการดูแลทุกอย่างอุทยานเกาะพีพีไม่ได้มีแค่เกาะพีพี ยังมีเกาะไม้ไผ่ มีสุสานหอย มีทะเลแหวก มีเกาะปอดะ ฯลฯ แค่คิดถึงพื้นที่และจำนวนนักท่องเที่ยว ผมก็ไม่รู้ว่าจะดูแลกันได้อย่างไร

เพราะฉะนั้น เวลาเราตั้งคำถาม อุทยานเก็บเงินได้ครบหรือยัง ? ทำไมยังมีคนให้อาหารปลา ? ทำไมยังมีการทิ้งสมอเรือตรงนั้นตรงนี้ ?

ทุกคำตอบก็กลับมาที่ข้าราชการ 4 คน เรือ 2 ลำ อุทยานมีทุ่นจอดเรืออยู่เพียงไม่กี่ลูก หน่วยงานท้องถิ่นช่วยมาสร้างให้อีก 8 ลูกก็นับว่าเป็นบุญ แต่ทั้งพื้นที่มีเรือวันละหลายร้อยลำ ด้วยปริมาณทุ่นแค่นี้ ยังไงก็ไม่พ้นการทิ้งสมอ

การปฏิรูปอุทยานทางทะเล จึงไม่ใช่แค่โยนคำถามลงไปแล้วดูสิว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง แต่ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ โดยแบ่งระดับความเร่งด่วนให้ชัดเจน

ระดับวิกฤต – หมู่เกาะพีพี
ระดับเร่งด่วน – หมู่เกาะอาดัง-ราวี (ตะรุเตา) หมู่เกาะสิมิลัน อ่าวพังงา
ระดับปานกลาง – อุทยานอื่น เช่น หมู่เกาะสุรินทร์

ในส่วนของพีพี ผมมั่นใจว่าการแก้ปัญหาโดยใช้ระบบของอุทยานคงแทบเป็นไปไม่ได้ เราอาจชะลอปัญหาชั่วคราว ก่อนหาแนวทางปฏิรูปแบบ “เขตพิเศษด้านการท่องเที่ยว” ที่สปช.เคยนำเสนอไว้

ในส่วนของอุทยานในระดับเร่งด่วน จำเป็นต้องรีบจัดทำแผนบริหารใหม่ให้ทันต่อปริมาณการท่องเที่ยวที่สูงขึ้นทุกวัน ขณะที่พื้นที่อื่นอาจค่อยปฏิรูปกันไปทีละขั้นตอน ประเด็นจัดการสำคัญมีอยู่ 4 ข้อ

1.ข้อมูลพื้นฐานทรัพยากร/ดัชนีชี้วัด

2.จำนวนนักท่องเที่ยว/ค่าธรรมเนียม และการควบคุมติดตามเรือ

3.กิจกรรมท่องเที่ยว/การลดผลกระทบต่อทรัพยากร

4.สิ่งอำนวยความสะดวก ความรู้ และความปลอดภัย

ข่าวดีคือเราเริ่มบ้างแล้ว โดยเฉพาะส่วนอุทยานทางทะเล (ตั้งมา 3 เดือนแล้วครับ) และเริ่มขยับขับเคลื่อนไปข้างหน้า

ข่าวร้ายคือบางปัญหามันใหญ่กว่าที่เราคิด และด้วยศักยภาพที่เรามีตลอดจนการดำเนินงานด้วยวิธีแบบเดิมๆ ผมไม่คิดว่าเราจะทำได้

ทั้งหมดนั้น คือเรื่องที่สะสมกันมาแสนนาน โดยที่ไม่เคยมีใครคิดไปแตะต้อง จนแนวปะการังไทยเสียหายมากกว่า 78% (ตัวเลขล่าสุด)

ถึงวันนี้ เราต้องการความเปลี่ยนแปลง หากถามว่าปฏิรูปทะเลควรเริ่มต้นตรงไหนก่อน ? ผมยืนยันมั่นใจว่าที่พีพีกับที่พังงา

เราแทบไม่ต้องใช้เงินภาษี เฉพาะค่าธรรมเนียมอุทยานปีหน้าคงไม่น้อยกว่า 250 ล้านบาท เท่ากับ 1 ใน 4 ของค่าธรรมเนียมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติทั้งประเทศไทย (ด้วยระบบเก็บเงินแบบนี้ ยังไม่พูดถึงแบบใหม่ที่ควรจะได้มากกว่านี้)

หากเราทำให้ดี รักษาทรัพยากรให้ได้ ผมมั่นใจว่านี่จะเป็น “ต้นแบบ” ของการปฏิรูปเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อย่างแท้จริงครับ.

ที่มา https://www.facebook.com/thon.thamrongnawasawat

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท