
โอ๊กแลนด์ ดินแดนแห่งเบ้าหลอม
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายคนคงได้ยินคำว่า เราอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์กันอยู่บ่อยๆ นะคะ คำว่า ยุคโลกาภิวัตน์
โดย...ทีมงานโลก 360 องศา
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายคนคงได้ยินคำว่า เราอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์กันอยู่บ่อยๆ นะคะ คำว่า ยุคโลกาภิวัตน์ ความหมายกว้างๆ ก็หมายถึง ยุคที่สังคมโลกก้าวเข้าสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกัน มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคมและวัฒนธรรม โดยมีเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าหากัน นั่นก็คือ เทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้น ยุคนี้จึงเป็นยุคของข้อมูลข่าวสารที่ไร้พรมแดน ทำให้ประเทศต่างๆ ใกล้ชิดกันมากขึ้น ติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น มีการคมนาคมขนส่งที่หลากหลายและรวดเร็วมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน รถไฟ และเรือโดยสาร ซึ่งการเดินทางที่สะดวกสบายในยุคนี้นี่เอง ทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก
ดังเช่นที่ผ่านมาในอดีต เราจะเห็นได้ชัดเจนในดินแดนอย่างสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป ที่มีการอพยพเคลื่อนย้ายของคนต่างถิ่นเข้าไปตั้งรกรากกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา เมื่อปีที่แล้วยอดตัวเลขผู้อพยพเข้าไปอาศัยในอเมริกา รวมแล้วมีมากถึง 40 ล้านคน หรือคิดเป็น 13 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่า การเดินทางในยุคโลกาภิวัตน์นั้น ผู้คนจากต่างถิ่นก็ได้นำเอาวัฒนธรรมต่างๆ ของตนเองเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา อาหารการกิน วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ทำให้หลายๆ พื้นที่เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกันมากขึ้น
ประเทศนิวซีแลนด์ ก็กลายเป็นอีกหนึ่งปลายทางสำคัญที่เหล่านักแสวงโชคต่างอยากมาตั้งรกรากที่นี่ นั่นเป็นเพราะประเทศนี้มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และมีพื้นที่สามารถเพาะปลูกได้เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนเป็นจำนวนมากต่างอยากมาแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต ซึ่งชาวอังกฤษเป็นชาติแรกที่อพยพและเข้ามาบุกเบิกในนิวซีแลนด์ เพราะด้วยสภาพธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้อาชีพหลักของชาวอังกฤษที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานนั้น คือ การเกษตรกรรม และการเลี้ยงสัตว์ หลังจากนั้น นับตั้งแต่ช่วงปี 1990 เป็นต้นมา ชาวจีนก็ได้เริ่มเข้ามาตั้งรกรากในนิวซีแลนด์ ตามมาด้วยชาวสแกนดิเนเวียน ชาวเยอรมัน ชาวกรีก และชาวอิตาเลียน ต่างหลั่งไหลเข้ามากันอย่างต่อเนื่อง จากปรากฏการณ์การไหลบ่าของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติที่มากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปี 1992 นั้น ทำให้รัฐบาลนิวซีแลนด์ในขณะนั้นจัดตั้งหน่วยงานให้บริการกิจการด้านเชื้อชาติเพื่อการติดต่อ ให้ข้อมูลข่าวสาร และให้คําแนะนําทางกฎหมายกับกลุ่มหลายเชื้อชาติต่างๆ ที่เข้ามาอยู่ที่นี่
สาเหตุที่นิวซีแลนด์มีผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติมาอยู่รวมกัน ก็เพราะในยุคหนึ่ง รัฐบาลได้สนับสนุนให้คนทั่วโลกที่มีความรู้ความสามารถ ก็สามารถอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นิวซีแลนด์ได้เลย ทำให้ช่วงนั้น ชาวเอเชียและชาวโพลีนีเซียนอพยพเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เมืองโอ๊กแลนด์กลายเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของชาวโพลินีเซียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถึงจะเป็นสังคมที่ประกอบไปด้วยผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติและภาษา แต่ผู้คนในนิวซีแลนด์กลับอยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตร ไม่มีปัญหาการเหยียดผิวหรือดูถูกคนต่างชาติเหมือนที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่
โอ๊กแลนด์มีพื้นที่ราว 1,086 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างอ่าวไวเตมาตาและอ่าวมานูเกา ใครมาถึงก็คงแปลกตากับทัศนียภาพอันสวยงามของเมืองนี้ เพราะโอ๊กแลนด์ตั้งอยู่บนภูเขาไฟที่ดับแล้ว จึงเห็นภูมิประเทศเป็นเนินเขาและหลุมปล่องภูเขาไฟอยู่ทั่วไป รวมไปถึงการที่ตัวเมืองมีแม่น้ำไวกาโต ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในนิวซีแลนด์ไหลผ่าน จึงช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้เมืองนี้เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก อีกทั้งโอ๊กแลนด์ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งการเล่นเรือใบ เพราะมีอ่าวจอดเรือที่สมบูรณ์แบบอยู่หลายแห่ง ซึ่งมีงานเทศกาลแข่งเรือใบที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของที่นี่ ก็คือ การแข่งขันเรือใบนานาชาติ The America’s Cup ซึ่งจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและชาวเมืองที่ออกมาชมการแข่งขันกันอย่างสนุกสนานเลยทีเดียว มากไปกว่านั้น สถานะที่สำคัญของโอ๊กแลนด์ทุกวันนี้ คือการเป็นเมืองท่าที่สำคัญของประเทศ เป็นเมืองศูนย์กลางธุรกิจและอุตสาหกรรมของนิวซีแลนด์ที่กำลังเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง
การเปลี่ยนแปลงประชากรในโอ๊กแลนด์เริ่มต้นขึ้นในปี 1986 เมื่อรัฐบาลมีนโยบายให้ชาวเอเชียอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานได้ จากข้อมูลการสำรวจในปี 1961 จำนวนชาวเมารีและชาวหมู่เกาะแปซิฟิก มีจำนวนราว 5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนชาวเอเชียมีน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี จำนวนประชากรชาวเอเชียเพิ่มขึ้นถึง 18 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมดในโอ๊กแลนด์ โดยผู้อพยพส่วนใหญ่มาจากจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลี ตามลำดับ การเติบโตของเมืองโอ๊กแลนด์นั้น มีอัตราการขยายตัวของเมืองที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งมาจากผู้อพยพเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องยอมรับว่า โอ๊กแลนด์เปรียบเสมือนเป็นนครหลวงแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้
ด้วยวัฒนธรรมที่หลากหลายจากการผสมผสานของผู้คนหลายเชื้อชาตินี้เอง ทำให้โอ๊กแลนด์เต็มเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา ร่ำรวยด้วยวัฒนธรรมจากหลายที่ทั่วโลก เราจะเห็นได้จากงานเทศกาลและกิจกรรมเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมอันหลากหลายตลอดทั้งปี
เริ่มกันที่เทศกาลขึ้นปีใหม่ของชาวเมารี เรียกว่า Matariki ซึ่งรัฐบาลนิวซีแลนด์มีการจัดเทศกาลนี้เพื่อเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของชาวเมารีในช่วงระหว่างกลางเดือน มิ.ย.ของทุกปี โดยเทศกาลนี้ไม่เป็นเพียงแค่การเฉลิมฉลองวัฒนธรรมของชาวเมารีเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาวนิวซีแลนด์ในประเทศอีกด้วย และหนึ่งในงานเทศกาลที่มีชื่อเสียงของที่นี่ คือ เทศกาล Pasifika Festival เป็นเทศกาลที่รวบรวมศิลปะ วัฒนธรรม อาหารและความบันเทิงต่างๆ ของชาวหมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองโอ๊กแลนด์ที่เดียวในโลก
โอ๊กแลนด์เป็นเมืองที่มีความทันสมัย แต่ก็ซ่อนเสน่ห์อันน่าหลงใหลไว้ในหลายซอกมุมของเมือง และเป็นเมืองที่มีความหลากหลายของผู้คน ทั้งต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา และต่างวัฒนธรรม แต่ทุกคนก็สามารถหล่อหลอมความหลากหลายนั้นให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ นั่นเป็นเพราะทุกคนในสังคมนั้นเคารพสิทธิผู้อื่น เน้นความเสมอภาค ความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่าง ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งต้นแบบที่หลายๆ สังคมควรศึกษาและเรียนรู้







