posttoday
วิชาการ ‘กัญชา’ เพื่อการแพทย์

วิชาการ ‘กัญชา’ เพื่อการแพทย์

20 กันยายน 2558

จะเรียกว่าเป็น “ความก้าวหน้า” ก็ยังพูดได้ไม่เต็มปากแต่ก็นับเป็น “จุดเริ่มต้น” ที่ดีสำหรับสังคมไทยที่ยอมรับ

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

จะเรียกว่าเป็น “ความก้าวหน้า” ก็ยังพูดได้ไม่เต็มปากแต่ก็นับเป็น “จุดเริ่มต้น” ที่ดีสำหรับสังคมไทยที่ยอมรับและกล้าพูดถึงเหรียญอีกด้านของ “กัญชา” ในที่สาธารณะ ซึ่งแน่นอนว่าขัดต่อจารีตอันดีงามตามความรู้สึกของใครอีกหลายคน

เห็นได้จากการจัดเสวนาเชิงวิชาการ การเผยแพร่ข่าวสารวิวัฒนาการทางการแพทย์จากอีกซีกโลกหนึ่ง โดยสื่อมวลชนทั้งทางโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์กระแสหลัก รวมถึงเว็บไซต์

ท่ามกลางกระแสธารเชี่ยวกรากแห่งโลกาภิวัตน์องค์ความรู้หลากหลายไหลทะลักจนไม่อาจแข็งขืน ทว่าในวันที่โลกหมุนเร็วขึ้น ข้อเท็จจริงซึ่งผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์กลับยังไม่สามารถทำลายกำแพงแห่งความเชื่อ-ความรู้สึกร่วมของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยได้

ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 กำหนดให้ “กัญชา” เป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ผู้เสพมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ขณะที่ผู้ครอบครอง (ไม่เกิน 10 กิโลกรัม) มีโทษจำคุกไม่เกิน5 ปี และปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท

นั่นคือปัจจุบันของประเทศไทย

ในส่วนของชาติตะวันตก มีการกำหนดให้ทุกวันที่ 20 เม.ย.ของทุกปี เป็น “วันกัญชาโลก“ มากไปกว่านั้นก็คือถึงขั้นมีการจัดกิจกรรมประกวดกัญชาชิงแชมป์โลกด้วยซ้ำ

ที่สหรัฐอเมริกาได้อนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ใน 14 มลรัฐ ประกอบด้วย อลาสกาแคลิฟอร์เนีย โคโลราโด ฮาวาย รัฐเมน มิชิแกนเนวาดา นิวเจอร์ซีย์ นิวเม็กซิโก โอเรกอน โรดไอแลนด์ เวอร์มอนต์และวอชิงตัน

ที่เนเธอร์แลนด์ กัญชาเป็นสิ่งที่สูบได้อย่างถูกกฎหมาย มีการเปิดร้านบริการและประชาชนสามารถหาซื้อได้ทั่วไป ส่วนอุรุกวัยไปไกลถึงขั้นสร้างเศรษฐกิจจากการปลูกกัญชา

ข้อมูลจาก American Society for Bone and Mineral Research เผยแพร่ผ่านวารสาร Journal of Bone and Mineral Research ฉบับเดือน พ.ค. 2558 ระบุว่า พืชสกุลกัญชา (Cannabis) ออกฤทธิ์ช่วยสมานรอยแตกในกระดูก และทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น

ขณะที่ผลการศึกษาของสำนักปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติอเมริกัน ยืนยันว่าสารสกัดของกัญชาสามารถช่วยให้คนไข้ตอบสนองกับการบำบัดด้วยการฉายรังสีดีขึ้น มีหลักฐานว่าสามารถทำให้เนื้อร้ายในสมองชนิดที่ร้ายแรงที่สุดมีขนาดลดลง

สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Guillermo Velasco นักวิจัยจากรั้ว Complutense University กรุงมาดริด ประเทศสเปน ที่ค้นพบว่าสารสำคัญในกัญชามีฤทธิ์ยังยั้งเซลล์มะเร็งสมองได้ โดยสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าผลการวิจัยดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Investigation ของสหรัฐอเมริกา ฉบับเดือนเม.ย. 2552

หากย้อนกลับไปพิจารณาประวัติศาสตร์กัญชาทางการแพทย์ พบว่ามีการอ้างถึงสรรพคุณตั้งแต่ปี ค.ศ. 1839 โดยแพทย์ชาวอังกฤษ ว่ากัญชามีฤทธิ์แก้ปวดกันชัก และคลายกล้ามเนื้อ โดยระหว่างปี ค.ศ. 1840 กระทั่งเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 มีรายงานทางการแพทย์สนับสนุนประโยชน์ด้านต่างๆ อีกร่วม 100 ฉบับ

แม้แต่ข้อมูลจากเว็บไซต์ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี ยังยอมรับว่ากัญชาสามารถช่วยบรรเทาโรคระบบประสาท ผู้ป่วยลมชัก บรรเทาหอบหืด เนื่องจากช่วยขยายหลอดลม และลดการหดตัวของหลอดลม รวมถึงยังช่วยรักษาตาต้อหิน

จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศไทยเริ่มเปิดกว้างเรื่อง“กัญชา” และจะน่ายินดียิ่งขึ้น หากสังคมยอมรับและมีการศึกษาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

มากกว่าจะหลับหูหลับตาปฏิเสธ

เพียงอย่างเดียว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท