posttoday
รุ่นใหญ่เนเวอร์ดาย

รุ่นใหญ่เนเวอร์ดาย

12 กันยายน 2558

“เนเวอร์ดาย” ยังใช้ได้ดีสำหรับ “นักดนตรีรุ่นเก่า” นั่นเพราะพวกเขาไม่เคยตาย

โดย... แจนยูอารี

“เนเวอร์ดาย” ยังใช้ได้ดีสำหรับ “นักดนตรีรุ่นเก่า” นั่นเพราะพวกเขาไม่เคยตาย แม้จะร้างราจากการมีผลงานไปนาน ทว่าเมื่อไหร่ที่สบโอกาสพวกเขาก็พร้อมกลับมาฟื้นคืนชีพ ตัวอย่างเห็นชัด ณ ตอนนี้ คือ 2 คนดนตรีตัวจริง “จิรพรรณ อังศวานนท์” กับ “ธเนศ วรากุลนุเคราะห์” ซึ่งกำลังประกาศศักดาฝีมือทางดนตรีแก่สายตาสาวก ด้วยการนำเสนอสิ่งที่ทั้งคู่รักให้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้ง

ตำนานดนตรี (ยัง) มีชีวิต

เลขหลัก 37 ไม่ใช่แค่อายุในวงการ (อายุตามบัตรประชาชน 66 ปี) แต่มันยังบ่งชี้ถึงประสบการณ์ที่ “จิรพรรณ อังศวานนท์” สั่งสมมายาวนานคงใช้ไม่ได้กับเขา ต้องบอกว่าระยะยืนของเขาเข้าขั้น “ตำนาน” จึงน่าจะเหมาะกว่า

ผ่านร้อนหนาวในฐานะผู้คร่ำหวอดวงการเพลงและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จวงดนตรี “บัตเตอร์ฟลาย”ร่วมสร้างสรรค์ผลงานให้ศิลปินดัง “สุรสีห์ อิทธิกุล”“อัญชลี จงคดีกิจ” “ป้อม ออโต้บาห์น-โชติชู พึ่งอุดม”และอื่นๆ ตลอดทั้งบทเพลงไพเราะคุ้นหู “ความรัก” “เวลาในขวดแก้ว” “ดีใจที่มีเธอ” “ขลุ่ยผิว” “พายุ” “เพราะมันเป็นอย่างนั้น” “บ้านเรา” “เพราะเราคู่กัน” ฯลฯ ก็มาจากปลายปากกาของเขา

จิรพรรณเล่าถึงการทำงานโดยเฉพาะการแต่งเพลงที่ทุกคนซูฮกให้เขาเป็น “เทพ” คนหนึ่ง เขาว่าทุกอย่างที่กลั่นออกมาเป็นคำ ล้วนมาจากประสบการณ์ชีวิต และค่อยๆ ถ่ายทอดออกมาในสไตล์ตัวเอง จนกลายเป็นบทเพลงไพเราะ

“คนที่จะมาเป็นนักแต่งเพลงต้องรู้จักสังเกต ต้องรู้จักเก็บและจดจำ แต่มันก็จะมีช่วงเอ๋อ (หัวเราะ) ผมว่ามันก็เป็นช่วงที่ดีนะ พวกนักแต่งเพลงมักจะเป็นอย่างนี้ จะหลุดไปอยู่ในภวังค์ คนที่เป็นอย่างนี้จะแต่งเพลงได้ดี เห็นอะไรปุ๊บก็ไปละไปอยู่ในโลกของตัวเอง ซึ่งผมเองก็เป็น (หัวเราะ) เพลงมันก็เลยมาจากประสบการณ์ทั้งสิ้น เป็นวัตถุดิบที่ผมหาได้ง่าย

การอ่านเยอะๆ ก็ทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ในการแต่งเพลงเรื่องหนักเรื่องเบา อ่านได้หมด มันเหมือนการอ่านเป็นการสั่งสมประเด็นต่างๆ ไว้ในหัว พอนึกจะใช้ก็หยิบมันออกมา จำเป็นครับที่จะต้องเอาประสบการณ์จริงของตัวเองเข้าไปอยู่ในเพลง เราต้องเอาตัวเราแทรกเข้าไปในเพลง เพราะงั้นมันก็จะไม่มีสไตล์ของคนแต่งเพลง”

ยุค 80 คือยุคทองของจิรพรรณและผองเพื่อนบัตเตอร์ฟลาย หล่อเลี้ยงหัวใจด้วยการเป็นนักแต่งเพลงสุดคลาสสิกกระทั่งขยับขยายมาทำเพลงที่ผสานความเป็นไทยและความเป็นสากล วงดนตรี “ฟองน้ำ” ต่อด้วย “เอกรงค์” อันมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ใส่ความเป็นไทยอย่างละเมียดละไมเข้าไปร่วมกับจังหวะดนตรีแบบสากล แถมยังรับงานแต่งเพลงประกอบโฆษณาและละครให้ศิลปินชั้นนำขับขาน เพลงดังเปรี้ยงจวบจนวันนี้

“คนที่รู้จักผมส่วนใหญ่จะเป็นสายป๊อปมากกว่า สายอื่นๆ ก็เป็นการทำงานตามโจทย์ ซึ่งการทำงานตามโจทย์ก็ต้องเจอกับข้อจำกัด จะทำงานแบบมีอัตตาไม่ได้ อัตตาต้องทิ้งไว้ก่อน ค่อยเอาไปสร้างงานต่อในสายตามใจ เช่น งานผสมดนตรีไทยกับสากล มันก็ท้าทายดีครับแต่งานแนวนี้ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี คนก็จะไม่ค่อยเสพ มันเหมือนศิลปะ ไม่ทำให้อิ่มท้อง คนก็จะเสพอะไรที่ทำให้ท้องอิ่มก่อน”

ชีวิตเพื่อดนตรี

คอนเสิร์ตเพื่อจิรพรรณ

ชื่อเต็มๆ คอนเสิร์ตคือ “ชีวิตเพื่อดนตรี 50 ปี จิรพรรณ อังศวานนท์ดนตรีเพื่อสิ่งดีดีในชีวิต” แน่นอน พระเอกก็คือเขา ส่วนแขกรับเชิญนั้นก็มากหน้าหลายคน ที่สำคัญขนมาตั้งแต่รุ่นแรกที่เคยทำงานร่วมกับจิรพรรณ ไล่เรียงจนถึงรุ่นหลังที่ยังทันกับคนยุคนี้

ความใหญ่โตโอ่อ่าของสถานที่ไม่ใช่สิ่งที่จิรพรรณถนัดนัก เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี ดูยิ่งใหญ่สำหรับเขามาก แต่เมื่อทุกอย่างถูกวางไว้ เขาจึงต้องหาความบันเทิงมามอบให้แก่แฟนๆ ได้เต็มอิ่มสุขสำราญตลอดการร่วมรับชมคอนเสิร์ต

“ครั้งนี้เป็นการออกหน้าเต็มตัวครับ เพราะส่วนใหญ่ผมจะทำงานเบื้องหลัง ถือเป็นพระเอกของงาน (หัวเราะ) และก็เป็นโอกาสรวบรวมผลงานของตัวเองซะเลย ผมเคยจัดคอนเสิร์ตใหญ่ น่าจะปี 2004 รวมกับบัตเตอร์ฟลาย นอกนั้นก็เป็นงานเล็กๆ ซึ่งสำหรับผมจัดเล็กๆ ผมชอบนะ ผมชอบอะไรที่เล็กๆ มันจะเล่นได้สนุกกว่า เป็นกันเองกว่า

แต่คราวนี้พื้นที่มันค่อนข้างใหญ่ มีรูปแบบที่หลากหลาย นั่นหมายความว่าผมทำเพลงหลากหลายแนวตามความสนใจของผม มันก็เลยต้องโชว์ถึงความหลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจะทำได้ ก็คือ ผมจะพาทุกคนไปฟังเพลงเก่า(หัวเราะ) ส่วนความใหม่ที่คุณจะได้เห็นบนเวทีนี้คือการเอาเพลงเก่ามาทำใหม่นั่นละครับ (หัวเราะร่วน) มีคัฟเวอร์ใหม่ด้วย แบ่งเป็นช่วงๆ เริ่มต้นด้วยร็อกแอนด์โรลล์ แล้วก็ผันไปเป็นโฟล์ก ค่อยมาเป็นฟังกี้กับป๊อป นำเสนอคล้ายๆ เป็นไทม์ไลน์ของผม”

เจ้าของคอนเสิร์ตย้ำว่าเซอร์ไพรส์บนเวทีมีแน่ รวมทั้งตัวเขาเองก็จะขอสวมมาดนักร้อง กับบทเพลงพิเศษอันมีความหมายต่อการแสวงหาสาระแห่งชีวิต New York’s Not My Home (จิม โครเช) และเพลงล่าสุด “ด้วยลมหายใจที่ไร้มลทิน” (คอนเสิร์ตจัดแสดงเพียงรอบเดียว วันเสาร์ที่ 24 ต.ค.นี้ ซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา)

จาก ‘แดนศิวิไลซ์’ สู่ ‘ว่าง’

นับนิ้วมือจากซ้ายไปขวา รอบเดียวก็ยังไม่พอ ต้องนับซ้ำ 3 รอบ ถึงจะครบระยะห่างระหว่างปีของการออกอัลบั้มแรกกับซิงเกิ้ลล่าสุด

“แดนศิวิไลซ์” เปิดตัวให้คนได้ทำความรู้จัก “ธเนศวรากุลนุเคราะห์” เมื่อ 30 ปีที่แล้ว (ปัจจุบันอายุ 56 ปี) แจ้งเกิดเต็มตัวในฐานะนักร้องนักดนตรีผู้มีเอกลักษณ์ ทั้งน้ำเสียง ลีลา ขาดไม่ได้คือเนื้อหาเพลงที่หนักแน่นและสะท้อนสังคม ส่งผลให้เขากลายเป็นสตาร์ ตามติดอีก 3 อัลบั้ม “คนเขียนเพลง บรรเลงชีวิต” “กดปุ่ม” “ร็อกกระทบไม้” ทุกอัลบั้มมีเพลงฮิตติดลมบน เปิดฟังกี่ครั้งก็ยังร้องตามได้

แต่ความสำเร็จและความดังกลับนำทางให้ธเนศต้องเบนเข็มไปทำหน้าที่คนเบื้องหลัง ปั้นศิลปินในสังกัดค่าย “มิวสิค บั๊กส์” ปี 2539 ดังเปรี้ยงทุกวง (ละอ่อน, บิ๊กแอส, ลาบานูน) ขณะที่ตัวเขาก็ค่อยๆ เฟดตัวเองไปจนเหลือไว้เพียงความทรงจำ พร้อมกับคำถามธเนศหายไปไหน ลาวงการไปแล้วใช่ไหม

วันนี้เขากลับมายืนที่เดิม ตำแหน่งเดิม นักร้อง นักแต่งเพลงนักดนตรี ในสังกัด “ร็อค โอเปร่าเฮ้าส์ เรคคอร์ดส์” ที่เขานั่งแท่นบริหาร พร้อมส่งซิงเกิ้ลแรกออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังแทนความคิดถึงที่หายไปร่วม 23 ปี

“เมื่อถึงเวลาต้องทำ ก็ต้องทำ เมื่อมันเห็นสมควรว่าถึงเวลาแล้วและถึงเวลาทำ ก็ต้องทำครับ ช่วงที่หายไปก็ไม่มีความคิดว่าอยากจะกลับมานะครับ ไม่เลย แต่ก็มีแวบๆ นิดหน่อย ซึ่งก็พูดได้เต็มปากว่าไม่เลยก็ได้ ไม่ได้รังเกียจรังงอนหรือว่าเบื่อ จะอำลาวงการ ไม่มีความรู้สึกนั้นเลย แต่พอผมทำอะไรเป็นหลัก ผมก็จะทุ่มให้มันเต็มที่ อย่างตอนที่ทำมิวสิค บั๊กส์ก็ทุ่มเวลาเต็มที่ ตอนหายไปก็ไปเลี้ยงลูกก็ทุ่มหน้าที่ความเป็นพ่อให้ลูก 24 ชั่วโมง อย่างอื่นกลายเป็นเรื่องรองหมด”

เพลงใหม่ของรุ่นเก่า

ซิงเกิ้ล “ว่าง” ปล่อยออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังกันแล้ว หลายคนชอบเพราะความเป็นธเนศ ดนตรีที่มีกลิ่นอายร็อกและป๊อปผสานกันอย่างลงตัว ส่วนคำร้องก็ง่าย แต่กินใจ ความหมายไม่ใช่ไม่มีใคร ไม่ใช่ความสูญเสีย แต่คำว่าว่างคือการยอมรับ ความเข้าใจ คือความสุข คืออิสรภาพ ที่คนนั้นๆ สามารถหลุดออกจากการคุมขังของภาพจำในอดีต

“จริงๆ โปรเจกต์ทำเพลงนี่จะเริ่มปีหน้านู่นเลย แต่ด้วยเหตุปัจจัยว่ามันลงตัว มันก็เลยต้องทำ แต่ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เรียบง่ายและเป็นไปตามธรรมชาติ การทำงานส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่ แต่บางอย่างก็ยังต้องพึ่งคนรุ่นเก่าทำแบบสบายๆ ในแบบของผม ใครเป็นยังไงก็เป็นยังงั้น ไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไร เป็นการทำงานแบบหล่อหลอมซึมซับกันเองมากกว่า ก็มีบางอย่างที่ต้องปรับนิดหนึ่งสำหรับคนรุ่นเรากับคนรุ่นใหม่ คือไม่ใช่ปรับเราเพื่อเป็นแบบเขานะ แต่มันคือการทำความเข้าใจและเลือกให้คนรุ่นใหม่ทำงานที่เหมาะกับตัวเขา เพราะคนรุ่นใหม่จะเร็วมาก ทุกอย่างจะไปหมด ก็ต้องเรียนรู้ไป”

ก่อนที่ธเนศจะตัดสินใจหวนสู่วงการเพลง เขาเล่าว่า ราว 4-5 เดือนที่แล้ว มีคนเริ่มพูดคุยและสร้างแรงกระตุ้นเพื่อให้เขาหันมาทำงานเพลง เพียงไม่ถึงปีโปรเจกต์นี้ก็บังเกิด และอนาคตอันใกล้ก็กำลังเตรียมส่งอัลบั้มเต็ม “เผลอ the album”รวมถึงคอนเสิร์ตใหญ่ “ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ : เผลอ the concert” (แต่ทุกอย่างยังปิดเป็นความลับ)

“ซิงเกิ้ลนี้ไม่ว่าจะล้มเหลว หรือประสบความสำเร็จ ผมก็ยังจะทำต่อไป เพราะผมไม่ได้ต่อยอดจากของเดิม และตอนนี้ก็มีคนมาต่อยอดให้ละ อาจเป็นค่ายปั้นศิลปินใหม่ ซึ่งกำลังทำอยู่ ส่วนเพลงของผมก็ยังจะต้องทำต่อไปเพราะอยากจะทำให้ดีทุกๆ ขั้นตอน ไม่มีความกังวลหรือกลัวเลย ถ้ามีก็จะแค่แล้วคนจะฟังเพลงเรามั้ย เรียกว่ากังวล หรือกลัวมั้ย (หัวเราะ) แต่ก็ยังทำต่อนะ ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนอะไร

กลับมาครั้งนี้จะเกิด หรือไม่เกิด ผมไม่ได้คิดเลย เพราะนักดนตรีมีหน้าที่ทำดนตรี ทำไปอย่างเต็มที่ ผมขอย้ำนะครับ(หัวเราะ) ว่าผมไม่ได้เอาของเก่ามาขาย มันคือเพลงใหม่และอัลบั้มที่ 5 ถ้าจะมีเพลงเก่าก็เป็นการขอหยิบยืมมา เนื่องด้วยเนื้อหาเกี่ยวโยงกัน เพราะเพลงทุกเพลงจะพูดถึงผม แต่ทั้งหมดมันคือเพลงใหม่ ดนตรีใหม่เนื้อหาใหม่ตีความใหม่ จะไม่ใช่การเชิญชวนมาย้อนอดีตฟังเพลงเก่าเลยครับอาจเป็นงานที่ไม่คุ้นเคยเท่าไหร่นัก แต่ผมทำเต็มที่และอยากให้เปิดใจลองฟังดู”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท