posttoday
กว่าจะรู้ตัวก็มักสายเกินแก้

กว่าจะรู้ตัวก็มักสายเกินแก้

12 กันยายน 2558

เห็นสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดของหลายประเทศในโลกนี้ จนเป็นเหตุให้มีการลี้ภัยกันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา และเห็นการใช้คนของฝ่ายต่างๆ ในเวลานี้แล้ว ทำให้อดนึกถึงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้

เห็นสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดของหลายประเทศในโลกนี้ จนเป็นเหตุให้มีการลี้ภัยกันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา และเห็นการใช้คนของฝ่ายต่างๆ ในเวลานี้แล้ว ทำให้อดนึกถึงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้

ในเดือน พ.ย. ร.ศ. 121 สมเด็จพระปิยมหาราช ทรงมีพระราชนิพนธ์เป็นพระบรมราชาธิบายเรื่องตำราพระเมรุกรมหลวงโยธาเทพ ไว้ตอนหนึ่งว่า

“แผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม ฆ่าขุนนางเก่าครั้งพระเจ้าแผ่นดินศรีเสาวภาคย์

แผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง ฆ่าขุนนางพวกพระเชษฐา แต่เห็นจะน้อย

แผ่นดินพระนารายน์ ฆ่าขุนนางที่เปนพวกเจ้าฟ้าไชยแลพระศรีสุธรรมราชา เห็นเกือบจะหมด เปลี่ยนใหม่ทั้งสำรับ

แผ่นดินพระเพทราชา ฆ่าขุนนางแผ่นดินพระนารายน์หย่อยมาจนถึงไปตีนครราชสิมา เห็นจะเรียกว่าเกือบหมดได้

แผ่นดินขุนหลวงเสือ เห็นจะฆ่ามาก เพราะคนนิยมเจ้าพระขวัญ ฤาพวกเจ้าพิไชยสุรินทร จะเปนขุนนางอยู่ไม่ได้

แผ่นดินขุนหลวงท้ายสระเคราะห์ดีไม่ต้องฆ่าใคร แต่ขุนนางแผ่นดินขุนหลวงเสือเห็นจะมีน้อย เพราะอยู่ในราชสมบัติน้อยตั้งไม่ทันเต็มที่

แผ่นดินขุนหลวงบรมโกษฐ ชาววังหลวงเห็นจะตายเกือบหมด แต่สมุหนายกยังถอดลงเปนพระยาราชนายก ซึ่งนับว่าเป็นคนออกหน้าค่าซื่ออยู่คนเดียว เพราะฉนั้นขุนนางตามในจดหมายตำรานี้จึงได้ร่องแร่ง เพราะแรกเสวยราชย์หาคนตั้งไม่ทัน ฤาตั้งผู้ใดขึ้นก็ไม่รู้ตำราเก่าเลยทั้งสิ้น

คิดดูในระหว่าง ๙๐ ปี ฆ่าเททิ้งกันเสียถึง ๗ ครั้ง เกือบเปน ๑๓ ปี ฆ่ากันครั้งหนึ่ง ฤาถ้ารอดตายก็กลายเปนไพร่หลวงและตะพุ่นหญ้าช้าง ถ้าจะนับพวกที่ไม่ตาย ก็ต้องว่า ผู้ดีกลายเปนไพร่ๆ กลายเปนผู้ดีถึง  ๗ ครั้งใน ๙๐ ปีนั้น...”

ครับ ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ เราจะพบว่าการเสียกรุงครั้งที่ 2 นั้นมิได้เกิดแต่การบริหารไม่เป็นเรื่อง หรือผู้มีอำนาจมัวเมาอยู่กับเรื่องบันเทิงเริงอารมณ์เท่านั้น หากแต่ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญยิ่ง คือ การแย่งชิงอำนาจและประหัตประหารกันมาอย่างยาวนาน จนทำให้ขาดคนดีมีฝีมือที่จะรักษาชาติบ้านเมืองด้วย

คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ บิ๊กบอสแห่งเซเว่นอีเลฟเว่น วิจารณ์ซุนกวน ผู้นำแห่งง่อก๊กไว้อย่างน่าสนใจว่า เหมือนลูกอาเสี่ย คือ รับช่วงมรดกจากพี่ชายขณะอายุ 18 ปี ไม่มีความสามารถนำทัพออกศึกเหมือนพ่อและพี่ชายผู้ล่วงลับ  ดีแต่ว่าเมื่อรับมรดกใหม่ๆ ใช้วิธีปรึกษาหารือกับจิวยี่ เปล่งประกายความสามารถการบริหารด้วยการสร้างทีมให้เกิดความสามัคคี ด้วยใช้หลักสามประการ คือ หนึ่ง วัดคนที่ความสามารถ ไม่ถือรุ่นถืออายุ สอง รู้จุดเด่นจุดด้อยของลูกน้อง ส่งเสริมการพัฒนาตนเอง สาม ไว้ใจลูกน้องอย่างมั่นคง

ที่สำคัญ ซุนกวนรับฟังคำวิจารณ์จากลูกน้อง

ตอนพ่ายศึกเตียวเลี้ยวจนเสียไพร่พลไปมาก ตัวเองเอาชีวิตแทบมิรอด เขาถูกลูกน้องวิจารณ์ว่า นายท่านลำพองตัว ประมาทศัตรู ในกองทัพล้วนแต่รู้สึกหนักใจ...ซุนกวนก็ยอมรับผิด แอ่นอกรับว่า “เป็นความผิดของข้าเอง ข้าจะปรับปรุงตัวตั้งแต่วันนี้”

เขาจึงเป็นลูกอาเสี่ยที่มิอาจไม่ยกความดีความชอบให้เป็น พยัคฆ์แห่งกังตั๋ง

น่าเสียดายว่า เมื่อซุนกวนได้อำนาจ สถาปนาแว่นแคว้นตนเองอย่างแน่นหนา สถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นกษัตริย์แล้ว กลับเป็นพยัคฆ์ลืมตน ซุนกวนกลับไม่ฟังคำทัดทานของใคร แม้แต่ขุนนางรุ่นบุกเบิกร่วมทุกข์ร่วมสุขตั้งแต่สร้างกิจการมาด้วยกัน สั่งลงโทษโดยประหารขุนนางเก่าๆ โดยไร้เหตุผลหลายคน ออกบทลงโทษที่รุนแรง ขึ้นภาษีแม้มีเสียงคัดค้าน ทำให้ประชาชนลุกขึ้นจับอาวุธมาต่อต้านอำนาจรัฐ 30 ปีที่ผงาดขึ้นมาได้ก็กลายเป็นแต่ตัวแปรทางการเมือง อาศัยชั้นเชิงการเมืองเอาตัวรอดไปวันๆ

เมื่อพันกว่าปีที่แล้ว ถังไท่จงฮ่องเต้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมหาราชคนสำคัญ เป็นตัวอย่างของนักปกครองที่ดีในประวัติศาสตร์จีน ถามคำถามหนึ่งกับเหล่าขุนนาง ซึ่งเป็นคำถามที่บรรดาเจ้าของอาณาจักรธุรกิจทั้งหลาย หรือซีอีโอทั้งที่ก่อตั้งกิจการของตนเองมาจนมีความมั่นคง หรือผู้นำบ้านเมืองทั้งหลายที่ฝ่าความยากลำบากเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเอาชีวิตเข้าแลกจึงได้อำนาจมาบริหารบ้านเมือง คงต้องถามตัวเองหรือพรรคพวกที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาเช่นเดียวกัน

คำถามนั้นมีว่า “สร้างหรือรักษาอาณาจักรยากกว่ากัน?”

ขุนนางผู้หนึ่งตอบว่า การต้องพิชิตเหล่าวีรบุรุษ รวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น สร้างเป็นอาณาจักรนั้นน่าจะยากกว่า ขณะที่ เว่ยเจิง ผู้เป็นกระจกแห่งจักรพรรดิถังไท่จงกลับตอบว่า การสร้างอาณาจักรนั้นมักเกิดในช่วงแผ่นดินปั่นป่วนวุ่นวาย จริยธรรมเสื่อมโทรม ผู้ปกครองเดิมโฉดเขลา ราษฎรจึงสนับสนุนอุ้มชูผู้นำใหม่ คนดีมีฝีมือทั่วสารทิศก็ยอมเป็นพวก เป็นตามสำนวนที่ว่า “ฟ้าเป็นใจ ราษฎรเป็นพวก” แต่การรักษาอาณาจักรนั้น ผู้นำที่ได้อำนาจแล้วมักลืมความยากลำบากแต่หนหลัง หมกมุ่นสำราญแต่กับอำนาจยศถาบรรดาศักดิ์ ราษฎรถูกเกณฑ์แรงงาน รีดภาษี ยากจนข้นแค้น อาณาจักรจึงเสื่อมลงเพราะเหตุนี้ เว่ยเจิงจึงสรุปว่า การรักษาอาณาจักรนั้นยากกว่าการสร้างอาณาจักร

ถังไท่จง สรุปว่า ขุนนางผู้แรกเป็นผู้ติดตามพระองค์สร้างอาณาจักรมา ขณะที่เว่ยเจิงมาช่วยสร้างสันติสุขในแผ่นดินเกรงว่าผู้นำจะหลงระเริงตน บัดนี้ผ่านช่วงแรกมาแล้ว ส่วนความยากลำบากระยะสองนั้นเป็นสิ่งที่ “ข้าและท่านทั้งหลายพึงช่วยกันรับมือด้วยความระมัดระวังและมีสติ” (เจินกวนเจิ้งเย่า : ยอดกุศโลบายจีน อู๋จิง รจนา / อธิคม สวัสดิญาณ เรียบเรียง)

มิใช่เห็นชะตากรรมของคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ หรือการยุบสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วทำให้นึกถึงเรื่องเหล่านี้ดอก แต่ถ้าไม่หมกมุ่นอยู่กับแต่พรรคพวก หรือเชื่อในอำนาจของเงินหรืออำนาจอื่นๆ ที่แต่ตนมีแล้วละก็ จะเห็นชัดมากว่า ไม่แต่ รัฐบาล ราชการ หรือภาคธุรกิจเท่านั้นที่มีปัญหาเรื่องคน ทั้งการใช้คนการสร้างคน การถนอมน้ำใจคน

ใครที่มีอำนาจเช่นว่าอยู่ในมือ พึงระลึกถึงถ้อยคำของจักรพรรดิถังไท่จงที่ว่า แผ่นดินหลังสงบสุขแล้วก็จะปั่นป่วนวุ่นวาย หลังจากปั่นป่วนวุ่นวายแล้วก็จะสงบสุขดังเดิม วิธีเดียวที่จะช่วยให้แผ่นดิน (หรือกิจการ) สงบสุขสถาพร คือ ต้องช่วงใช้นักปราชญ์

สร้างอาณาจักรนั้นเหนื่อยยาก แต่ทำลายอาณาจักรด้วยมือของตนเองนั้นง่าย และกว่าจะรู้ตัวก็มักสายเกินแก้ไปแล้วเสมอ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท