ชี้จุดอ่อน ‘กฎหมายอุ้มบุญ’ หลัง 1 เดือนบังคับใช้
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558
โดย...พริบพันดาว ภาพ : kwangwellness.com, thepregnancyzone.com, berkeley-acupuncture.com, thaihealth.or.th
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 ซึ่งพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2558 เป็นต้นมา ซึ่งถูกเรียกสั้นๆ เข้าใจกันทั่วไปว่า “กฎหมายอุ้มบุญ”
สาระส่วนสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ พอสรุปสาระสำคัญได้คือ ผู้หญิงที่สามารถอุ้มบุญได้ ต้องปฏิบัติภายใต้เงื่อนไขกฎหมายที่กำหนดในมาตรา 21 แยกกลุ่มบุคคลที่จะทำการอุ้มบุญแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1.สามีภรรยา ซึ่งเป็นคนไทยทั้งคู่ หรือฝ่ายหนึ่งคนไทยอีกฝ่ายเป็นคนต่างชาติ ซึ่งทั้งสองกลุ่มอนุญาตให้หญิงไทยมาอุ้มบุญได้ แต่ต้องอายุ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งเคยมีบุตรมาก่อนและต้องจดทะเบียนสมรสไม่น้อยกว่า 3 ปี
2.ไม่อนุญาตให้ต่างชาติทั้งคู่ติดต่อจ้างหญิงไทยอุ้มบุญได้
3.ห้ามใช้เพื่อธุรกิจหรือผลประโยชน์ทางการค้า โดยมีบทลงโทษผู้กระทำผิด
จากกรณีการเกิดคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวกับการลักลอบอุ้มบุญก่อนที่จะมีกฎหมายอุ้มบุญบังคับใช้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีล่าสุด น้องคาร์เมนที่มีบิดาเป็นเพศเดียวกัน จนเป็นกรณีพิพาทระหว่างแม่อุ้มบุญที่ไม่ยอมส่งมอบเด็กให้กับเจ้าของน้ำเชื้อหรือพ่อของเด็ก หรือกรณีชายชาวญี่ปุ่นที่ว่าจ้างหญิงไทยให้อุ้มบุญลูกของตัวเองถึงเกือบ 20 คน รวมทั้งกรณีน้องแกรมมี่ที่ป่วยเป็นดาวน์ซินโดรม ถูกพ่อแม่ที่แท้จริงชาวออสเตรเลียทิ้งไว้ให้กับแม่อุ้มบุญเลี้ยงดู นำเฉพาะแฝดอีกคนซึ่งปกติกลับไป
กว่า 1 เดือนผ่านไปหลังจากบังคับใช้ กฎหมายอุ้มบุญฉบับนี้จะแก้ปัญหาได้หรือไม่? มีประสิทธิผลในการบังคับใช้และส่งผลกระทบใดต่อคนไทย
กฎหมายไม่รองรับเพศวิถียุคใหม่
นัยนา สุภาพึ่ง ผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร เอ็นจีโอด้านส่งเสริมคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนด้านความเป็นธรรมทางเพศ (Gender Justice) และอดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ระหว่างปี พ.ศ. 2545-2552 บอกว่า จากข้อสังเกตส่วนตัวของเธอ กฎหมายอุ้มบุญฉบับนี้ออกมา อาจจะตอบโจทย์และอำนวยความสะดวกให้กับคนที่ทำงานด้านการแพทย์และเทคนิคการแพทย์ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง
“เมื่อมีการอุ้มบุญตามกฎหมายนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องจะได้มีความชัดเจนว่าจะต้องทำหรือปฏิบัติอย่างไร เมื่อก่อนจะใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาจัดการกรณีอุ้มบุญ ซึ่งก็ไม่เท่าทันการเปลี่ยนไปของเทคโนโลยีและสังคม มันก็เลยเป็นโจทย์ที่ถกเถียงกันวุ่นวาย ซึ่งกฎหมายนี้จะมาช่วยเกี่ยวกับเอกสารทางทะเบียนและเอื้ออำนวยความสะดวกให้แพทย์ และเจ้าหน้าที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทำงานง่ายขึ้น โดยเฉพาะเอกสารทางราชการที่จะออกมา”
นัยนาชี้ถึงจุดอ่อนของกฎหมายอุ้มบุญฉบับนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีความแตกต่างหลากหลายทางเพศถูกเลือกปฏิบัติ ไม่สามารถใช้กฎหมายนี้ในการที่จะมีลูกได้
“คนที่จะเกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้น่าจะเป็นคนที่อยากมีลูกทุกคน ไม่ควรแยกเพศเพราะมนุษย์มีความแตกต่างหลากหลายทางเพศ กฎหมายต้องตอบสนองให้กับพลเมืองหรือประชาชนทุกหมู่เหล่า แต่กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ เพราะไม่ได้ทำให้พ่อแม่ที่อยากมีลูกสามารถใช้เทคโนโลยี เพื่อช่วยการเจริญพันธุ์ได้ทุกคน กำหนดไว้ชัดเจนเลยว่า ต้องเป็นพ่อแม่ที่จดทะเบียนสมรสที่เป็นรักต่างเพศเท่านั้น ถ้าเป็นสามีภรรยารักต่างเพศที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ไม่สามารถใช้สิทธิตามกฎหมายตัวนี้ได้ หากเป็นสามีภรรยาที่รักเพศเดียวกันก็ยิ่งไปกันใหญ่เลย จะไม่ได้รับสิทธิหรือผลประโยชน์จากกฎหมายอุ้มบุญนี้เลย ซึ่งยังถูกมองว่าคนที่รักเพศเดียวกันไม่สามารถทำหน้าที่พ่อแม่ได้ เป็นกฎหมายที่ไม่เสมอภาค เพราะไม่สามารถทำให้พลเมืองทุกคนใช้อย่างเท่าเทียมกันได้”
สิทธิของคนที่อยู่ในกลุ่มหลากหลายทางเพศต้องเป็นสิทธิที่ถูกคำนึงถึงและห้ามเลือกปฏิบัติ นัยนาย้ำอย่างจริงจังว่า การมีอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างจะถูกเลือกปฏิบัตินั้นไม่ได้ ต้องการเคารพเพศสภาพที่แตกต่างหลากหลาย รวมถึงคู่สามีภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่มีลูกยาก และอยากมีลูกจากการอุ้มบุญก็ไม่สามารถใช้สิทธิเพราะขัดต่อกฎหมายฉบับนี้
“อย่างพลเมืองที่สมรสหรืออยู่ด้วยกัน โดยไม่จดทะเบียนก็มีมากมายเลย เด็กที่เกิดมาจากพ่อแม่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสนี่มีเยอะมาก การออกแบบระเบียบหรือกฎหมายที่จะมาคุ้มครองคนเฉพาะหมู่เฉพาะพวก มันก็เลยทำให้คนจำนวนมากสามารถใช้สิทธิอุ้มบุญได้อย่างเสมอกัน”
การที่กฎหมายเขียนกำหนดว่า คนที่มาอุ้มบุญจะต้องไม่มีผลประโยชน์ในทางพาณิชย์ นัยนาบอกว่าตรงนี้ทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัว
“คนที่มาอุ้มบุญตั้งท้องต้องดูแลตัวเองและเด็กในครรภ์ รวมถึงการให้นมลูกหลังเด็กคลอดออกมา ซึ่งเป็นเรื่องความรับผิดชอบทางธรรมชาติที่จะต้องผูกพันกันไป แล้วการมาห้ามไม่ให้รับเงินทอง ในความเป็นจริงคนที่มาตั้งท้องก็ต้องทำงานน้อยลงหรือหยุดงานไปเลย เขาก็ควรมีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ต่างตอบแทนที่เหมาะสม สำหรับตัวเขาหรือตามที่เขาคิดว่าเป็นไปได้ คนที่เขียนกฎหมายติดกรอบที่ตายตัวเรื่องพ่อแม่ลูกเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ในอุดมคติมากเกินไป ซึ่งทำให้คนที่อยากมีลูกจริงๆ หรือคนที่อยากช่วยเหลือเอื้อเฟื้อให้คนที่มีลูกยากจริงๆ แล้วอยากจะมีลูกไม่สามารถมีโอกาสมาใช้กฎหมายฉบับนี้ได้
“แล้วในที่สุดเขาก็ต้องหลบไปใช้บริการอุ้มบุญแบบใต้ดิน หรือแทนที่จะได้รับบริการสาธารณสุขทางการแพทย์ที่ดี รวมถึงคนทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้สามารถแสดงตัวและมีส่วนร่วมในการดูแลเด็กได้อย่างเปิดเผย เพราะฉะนั้นทุกอย่างจึงสะท้อนถึงกรณีศึกษาเรื่องอุ้มบุญที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้”
นัยนาจึงฟันธงว่ากฎหมายอุ้มบุญฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะไม่สามารถทำให้คนเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานโดยเท่าเทียมกัน ด้วยเหตุผลคือ หนึ่ง-บอกว่าต้องเป็นพ่อแม่ที่จดทะเบียนสมรสด้วยกันเท่านั้น สอง-กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศก็ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันมากมายในสังคมปัจจุบันก็ไม่สามารถใช้ได้ สรุปคนเหล่านี้ก็ไม่สามารถก่อตั้งครอบครัวที่สมบูรณ์ได้
“ทั้งที่จริงกฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อให้คนที่ก่อตั้งครอบครัวแล้วอยากมีลูกแต่ไม่สามารถมีลูกได้ ต้องเปิดโอกาสให้พลเมืองทุกคนเข้าถึงสิทธิเหล่านี้โดยเท่าเทียมกัน ถ้ามีรัฐธรรมนูญที่รับรองเรื่องเพศสภาพที่หลากหลายเท่าเทียมกันออกมา กฎหมายฉบับนี้จะขัดรัฐธรรมนูญทันที หวังว่าในอนาคตคนที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้จะลุกออกมาพูดมากขึ้น”
ขาดหัวใจความเป็นมนุษย์
ผศ.ดร.สุชาดา ทวีสิทธิ์ จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และนายกสมาคมเพศวิถีศึกษา มองว่ากฎหมายอุ้มบุญฉบับนี้มีมาตราต่างๆ ที่เขียนไว้ชัดว่า ห้ามมีการอุ้มบุญเชิงพาณิชย์ ห้ามคนที่รับอุ้มบุญรับค่าตอบแทนหรือค่าจ้าง และก็ห้ามคนที่เป็นญาติมาอุ้มบุญให้ ห้ามมีนายหน้าหรือเอเยนซีต่างมารับหรือรับบริการติดต่อเป็นคนกลางระหว่างแม่อุ้มบุญกับคนว่าจ้าง เมื่อกระทำแล้วก็มีความผิด ซึ่งก็ตีวงว่าการอุ้มบุญจะทำได้ก็ต่อเมื่อผู้หญิงและผู้ชายที่จดทะเบียนสมรสกันถูกต้องแล้วก็ต้องเป็นคนไทยเท่านั้น จึงจะใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอุ้มบุญได้
“คือใครที่ทำการอุ้มบุญถ้าไม่เป็นคู่สมรสที่เป็นคนไทยสักคน ก็ผิดกฎหมายหมดเลย มีประเด็นที่ข้อกฎหมายของ พ.ร.บ.อุ้มบุญนี้ต้องการตอบโจทย์มากที่สุด เรื่องแรกคือการให้สิทธิของการเป็นผู้ปกครองของเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ ถ้าเอาตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมคนที่เป็นแม่ก็คือคนที่อุ้มท้องที่ให้กำเนิดบุตรออกมา ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาการเคลมสิทธิในลูกได้ เพราะฉะนั้นกฎหมายตัวนี้จึงออกมาแก้ว่าเมื่อมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแบบนี้ ก็ให้สิทธิคนที่เป็นเจ้าของไข่หรือเจ้าของน้ำเชื้อ ซึ่งตั้งใจที่จะมีลูกแต่มีปัญหาตามธรรมชาติที่มีลูกไม่ได้ สามารถเคลมสิทธิในลูกที่ไปฝากให้ผู้หญิงคนอื่นตั้งท้องนี้ได้ พ่อแม่ที่มีลูกยากและต้องการมีลูกได้ประโยชน์จากกฎหมายตัวนี้อย่างชัดเจน”
แต่สิ่งที่ ผศ.ดร.สุชาดา เป็นห่วงมากก็คือ ประเด็นการตัดความเป็นแม่จากผู้หญิงที่อุ้มท้อง
“จริงๆ แล้วผู้หญิงที่อุ้มท้องมาถึงแม้ว่าเขาไม่ได้คิดว่าเด็กที่เขาอุ้มท้องมาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา แต่การอุ้มท้องผูกพันกันถึง 9 เดือน หลายๆ คนเขาก็มีความผูกพัน เพราะฉะนั้นกฎหมายไม่ควรตัดแม่อุ้มบุญออกไปโดยปริยาย ต้องทำให้ฝ่ายที่ขอหรือว่าจ้างให้เขาอุ้มบุญได้พูดคุยและมีสิทธิที่จะให้เด็กได้รับรู้ว่าใครทำให้เขาคลอดออกมาหรือลืมตาดูโลกจากครรภ์ของใคร กฎหมายฉบับนี้แย่ตรงไม่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ตรงนี้แหละ ซึ่งก็ไม่ได้เสียหายอะไร กฎหมายไม่ควรเขียนให้ประโยชน์กับฝ่ายเดียว และละเลยอีกฝ่ายหนึ่ง”
นอกจากไม่แก้ปัญหาเรื่องแม่อุ้มบุญแล้ว การห้ามอุ้มบุญเชิงพาณิชย์ก็จะทำให้ธุรกิจอุ้มบุญลงสู่พื้นที่ใต้ดิน
“เขามีตลาดมืดของเขาอยู่ ไม่สามารถควบคุมอะไรได้อยู่แล้ว เพราะมันมีความต้องการและความต้องการที่จะมีลูกของคนนั้น บางกรณีก็ไม่สามารถหาญาติได้ บางกรณีก็เป็นคู่ที่รักเพศเดียวกัน ตอนนี้ก็พยายามผลักดัน พ.ร.บ.คู่ชีวิต (การแต่งงานจดทะเบียนสมรสเพศเดียวกัน) กันอยู่ แต่ในต่างประเทศมีกฎหมายนี้ทั้งในอเมริกาและยุโรป เพราะฉะนั้นกฎหมายอุ้มบุญของไทยที่ออกมาบังคับใช้ก็ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โลก เมื่อออกกฎหมายมาอย่างนี้ก็เป็นกฎหมายที่ค่อนข้างล้าหลัง ทั้งในเรื่องการเปลี่ยนแปลงและความยอมรับความหลากหลายทางเพศในยุคปัจจุบัน”
ผศ.ดร.สุชาดา มองว่าในความเป็นจริงแล้ว กฎหมายอุ้มบุญมีอะไรที่ต้องพิจารณากันอีกเยอะ แต่มีความเร่งรีบเกินไปที่ประกาศบังคับใช้เป็นตัวกฎหมาย โดยที่ประเทศไทยออกกฎหมายอุ้มบุญมาช้ากว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งน่าจะมีหัวใจของความเป็นมนุษย์มากกว่าประเทศอื่นที่มีกฎหมายตรงนี้
“บางส่วนที่โอเคได้ก็โอเค แต่หลายเรื่องมีลักษณะของความเป็นอนุรักษนิยมสูง เพราะมีกระแสที่เรียกว่าภาวะของความตื่นตระหนกทางด้านศีลธรรม จากกรณีของน้องแกรมมี่และชายชาวญี่ปุ่นที่มาจ้างอุ้มบุญบุตร 20 คน และมีการตีข่าวกันทำให้สังคมไทยเกิดความรู้สึกว่าการอุ้มบุญเชิงพาณิชย์เป็นเรื่องของการ
กระทำที่เป็นอาชญากรรม ทำให้หญิงที่รับจ้างอุ้มบุญกลายเป็นอาชญากร ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้สังคมทำห้ยิ่งมีการฉวยโอกาสออกกฎหมายฉบับนี้ด้วยความรวบรัดรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพราะคนในสังคมเริ่มเกิดความหวาดระแวงว่าการอุ้มบุญเป็นผลลบมากกว่าเป็นผลบวก
“จริงๆ แล้วการอุ้มบุญนั้นไม่ใช่ขาวไม่ใช่ดำ เป็นกลางๆ สีเทาอยู่ แต่ถ้าหากเราทำให้มันชัดเจน มีการควบคุมดูแลและมีกระบวนการที่มีนายหน้าติดต่อประสานกับแม่อุ้มบุญก็ไม่เห็นว่าจะเสียหายอะไร เพราะกว่าแต่ละฝ่ายจะมาเจอกันก็เป็นเรื่องที่ยาก อยากให้เป็นการบริการทางการแพทย์ให้กับประชาชนในการเป็นตัวประสานอย่างหนึ่ง ซึ่งจะได้มีการควบคุมการให้บริการให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ไม่ไปขูดรีดผู้หญิงอุ้มบุญ ไม่ไปขูดรีดพ่อแม่ที่มาว่าจ้างให้อุ้มบุญ พอรัฐปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ออกกฎหมายว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายทั้งหมด แทนที่จะไปทำตรงนั้นให้มันดีเป็นบริการที่ถูกต้องตามกฎหมายและศีลธรรมก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะคุณปฏิเสธตั้งแต่แรกแล้ว”
ผู้หญิงอุ้มบุญจำนวนมากเท่าที่สัมภาษณ์ในงานวิจัย ผศ.ดร.สุชาดา ให้ข้อมูลเชิงประจักษ์ว่า เขาไม่ได้คิดว่าการอุ้มบุญของเขาเป็นการค้า
“ที่เขารับอุ้มบุญ เขาคิดว่าเขาได้เงินด้วย ซึ่งการตั้งครรภ์ก็มีความเสี่ยงทั้งแม่และลูก ในขณะเดียวกันเขาคิดว่าเขาได้เงินด้วยและได้ทำบุญให้กับคนที่อยากมีลูกด้วย เขามองในมุมบวกมาก ซึ่งรัฐต้องช่วยคุ้มครองเขาเพื่อไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิแทนที่จะมองว่าเป็นอาชญากรหรือจำเลยของสังคม
“กฎหมายฉบับนี้ต้องมีการแก้ไข เพราะมีความตื่นตระหนกทางศีลธรรมจนเกินไป โดยไม่ได้มองสภาพข้อเท็จจริงและความเป็นจริงของสังคมสักเท่าไหร่ ทั้งที่จริงควรออกมาได้ดีกว่านี้ไม่ใช่ออกมาแบบนี้ ซึ่งต้องมานั่งแก้กฎหมายกันอีก ถ้าหากมีการผลักดัน พ.ร.บ.คู่ชีวิตเสร็จและออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ก็จะมีปัญหาเกิดขึ้นอีก ผู้ชายกับผู้ชายที่แต่งงานกัน ผู้หญิงกับผู้หญิงที่อยู่ด้วย เขาอยากมีลูกเขาจะทำอย่างไร ต้องมาแก้กันอีก รีบผลีผลามออกมาแล้วก็ต้องมาแก้ไขกันมากมาย ขอสนับสนุนให้มีการแก้กฎหมายอุ้มบุญนี้ในอนาคตอย่างแน่นอน”


