
เทศกาลรับน้องใหม่ กับท่วงท่าขัดใจผู้ใหญ่แห่งชาติ
แหม!! กลายเป็นประเด็นได้ทุกปีสินะ ในห้วงเวลาที่มีประเพณีรับน้องใหม่ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศไทย
โดย...ธวัชชัย ดีพัฒนา บรรณาธิการ Attitude ภาพ : เอพี
แหม!! กลายเป็นประเด็นได้ทุกปีสินะ ในห้วงเวลาที่มีประเพณีรับน้องใหม่ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศไทย ท่านผู้อ่านสังเกตหรือไม่ว่า ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ทุกๆ ปีจะต้องมีประเด็นอะไรสักอย่างเกิดขึ้น และเป็นประเด็นที่ล่อแหลม หมิ่นเหม่ต่อเรื่องจริยธรรมและศีลธรรมอันดีงามของสังคม (หรือกรอบที่สังคมกำหนดขึ้นนั่นแหละ)
ผมพยายามมองเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยไม่นำกรอบของจริยธรรมและศีลธรรมมาใช้ ก็พบว่ามีประเด็นอยู่หลายเรื่องที่น่าขบคิดนะ หากมองในสายตาผู้ใหญ่ อาจจะตกตะลึงว่าทำไมเด็กสมัยนี้เป็นแบบนี้ (ส่วนคุณจะเพิ่มคำว่า ต่ำทราม ไร้สำนึก แม้กระทั่ง ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน ก็ตามสะดวก) แต่ในอีกด้านหนึ่งอยากให้ลองมาช่วยกันคิดว่าปรากฏการณ์ทางสังคม หรือพฤติกรรมวัยรุ่นในแต่ละยุคสมัยมันแย่ขนาดนั้นเลยหรือไม่?
เพราะเอาเข้าจริง กิจกรรมพวกนี้ก็เป็นกิจกรรมปกติที่เด็กในมหาวิทยาลัยนิยมทำกันมาตั้งเนิ่นนานแล้ว (หรือว่าท่านผู้อ่านที่เคยผ่านประสบการณ์ในรั้วมหาวิทยาลัยมาก่อนจะไม่เคยเต้น แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม ซึ่งลีลาการเต้นในยุคผม ถ้าผู้ใหญ่รุ่นพ่อแม่ได้มาเห็นก็อาจจะอกแตกตายได้เช่นกัน) เพียงแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคที่โซเชียลมีเดียเฟื่องฟูนั้น เหตุการณ์หลายเหตุการณ์ถูกบันทึกผ่านเป็นภาพเคลื่อนไหว และสามารถเผยแพร่ลงในโซเชียลมีเดียได้อย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง และเป็นที่มาของสิ่งที่กำลังพูดกัน
เราต้องมองโลกบนพื้นฐานความจริงว่า เหตุการณ์ที่วัยรุ่นแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ขัดใจผู้ปกครอง/ผู้ใหญ่นั้นไม่ได้มาเกิดขึ้นเฉพาะในยุคนี้ ในยุคซิกซ์ตี้ที่กางเกงขาบานด้านบนฟิตเปรี๊ยะจนไข่ตุงห้อยเป็นพวง และเสื้อรัดรูปนมทะลักมาเป็นก้อน ก็เคยเป็นสิ่งที่ขัดใจอากงอาม่าของเราเช่นกัน เพียงแต่สถานการณ์บ้านเมืองในยุคนั้นได้นำประเด็นนี้มากล่าวขานตามหน้าสื่อมวลชนหรือไม่ มีเพียง “ผู้ใหญ่” ที่เกิดทันยุคนั้นเท่านั้นที่จะตอบได้ นี่ยังไม่กล่าวถึงยุคบุปผาชนที่นิยมไว้ผมยาวและหนวดเครารุงรัง (ตลอดจนการนิยมพี้กัญชาเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายสับสนของเหตุการณ์บ้านเมืองและสงครามที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ) หรือยุคหลังปี 2000 ที่นิสิต/นักศึกษาหญิงนิยมนุ่งกระโปรงสั้นเสมอหูก็ล้วนขัดใจอากงอาม่า หม่าม้า ป่าป๊าทั้งสิ้น ผู้ใหญ่หลายท่านเห็นการแต่งกายของสาวๆ รุ่นนี้ถึงกับออกอาการวิตกจริตว่าเป็นพฤติกรรมที่ยั่วเย... และแสดงความกังวลไปไกลว่า เกรงว่าจะเป็นเหตุให้เกิดคดีข่มขืนขึ้น เหตุผลนี้ผมไม่เถียงเพราะมันเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเราเทียบเสื้อรัดรูปนมกระเด้งของผู้หญิงยุคซิกซ์ตี้กับกระโปรงนักศึกษาสั้นเสมอหูยุคหลังปี 2000 ก็คงไม่ต่างกันหรอก
กลับมาที่การรับน้องที่หมิ่นเหม่ ไม่มีอะไรการันตีได้เลยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคนี้เลวร้ายกว่าอดีตหรือไม่ เพราะผู้ใหญ่ที่ผ่านเหตุการณ์ในแต่ละช่วงมาก็คงไม่กล้าแฉยุคสมัยของตัวเอง ตอนผมเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ การเข้าห้องเชียร์เป็นสิ่งที่อึดอัดขนาดเกลียดขี้หน้าพี่ว้ากเอามากๆ มองในแง่ของวิวัฒนาการทางสังคมมนุษย์ วิธีการรับน้องเองก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เหมือนแฟชั่น ทรงผม และสิ่งฮิตๆ อื่นๆ เพียงแต่สิ่งที่มันดูแรงก็ตรงการที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเสริมและเป็นตัวกระตุ้นนี่แหละ ยิ่งมาเจอการใช้ภาษาของคนแชร์ที่เน้นการเร้าอารมณ์ ตะลึงท่ารับน้อง... ยิ่งทำให้เกิดการเสพสื่อและแชร์กันอย่างไม่คิด
ที่ผมหยิบประเด็นนี้มาเขียน ไม่ได้บอกว่าการกระทำที่เกิดขึ้นมันดีงามจนต้องส่งเสริมแต่อย่างใด สิ่งเดียวที่อยากให้ฉุกคิดก็คือกระบวนการที่มันเปลี่ยนแปลงในสิ่งนี้ ผู้ใหญ่อาจจะมองว่าท่าเต้นมัน
ล่อแหลมเกินงาม แต่มันก็เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความบันเทิงมิใช่หรือ ลองคิดดูว่าถ้าปัจจุบันไม่มีการอัดคลิปและแชร์ เรื่องมันจะบานปลายแบบนี้หรือไม่ มันคงจบในห้องกิจกรรมก็เท่านั้น เหมือนท่าเต้นบ้าๆ บอๆ สมัยที่ทำเรียนมหาวิทยาลัยนั่นแหละ (ให้มาเต้นอีกทีตอนอายุแตะหลักสี่ก็คงไม่ไหวแล้วเช่นกัน)แต่ทั้งหลายทั้งปวงในสิ่งที่เกิดขึ้นมากับข่าวรับน้องทั้งหมดนั้น ยังมีตัวละครหนึ่งที่กลายเป็นจำเลยอีกแล้วครับท่าน นั่นก็คือ สาวประเภทสอง
เท่าที่ได้ดูคลิป ท่าเต้นมันก็เอิมมมมม จริงๆ นะ แต่หลายคนก็ดูแทบไม่ออกว่าเป็นสาวประเภทสองหรือเป็นสาวแท้ที่จริตไม่แพ้กันก็ไม่ทราบได้ (อีกทั้งสัดส่วนของร่างกายก็ไม่ได้ต่างกันมาก จนยากจะแยกประเภทได้) แต่ก็ใช่คำว่า สาวประเภทสอง จนทำให้พวกเธอกลายเป็นจำเลยไปในเหตุการณ์นี้ แต่ผู้ชายเองที่ก็เต้นกระเด้าไม่แพ้กันกลับมองเป็นเรื่องปกติ และไม่มีประเด็นต้องพูดถึง นี่เราคงอยู่ในสังคมที่ชายเป็นใหญ่ (patriarchy) อย่างสมบูรณ์แบบแล้วสิ ทั้งๆ ที่มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามร้องแรกแหกกระเชอว่า ต้องการความเท่าเทียมกันทางสังคม แต่พอมีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นเรากลับเต้นไปตามกระแสจนลืมที่จะแยกแยะสิ่งต่างๆ ว่ามีอะไรทับซ้อนอยู่บ้าง เดี๋ยวก็คอยดูกันต่อไปก็แล้วกันว่า เมื่อเด็กกลุ่มนี้โตขึ้น ในอนาคต รุ่นลูกๆ ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร แล้วพวกเขาจะมองว่าเด็กพวกนี้มันแย่ มันใช้ไม่ได้อีกหรือไม่ วัฏจักรแบบนี้ก็คงเป็นกงเกวียนกำเกวียนต่อไปไม่รู้จักจบสิ้นจากรุ่นสู่รุ่น ทางเดียวที่เราจะแก้ปัญหาสังคมได้ คือทำความเข้าใจพวกเขาและสอน อย่างน้อยถ้าสอนแล้วไม่จำคนอื่นเขาจะได้ไม่มีสิทธิมาด่าว่าลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน







