
กรณ์ณรัฐ บุญธนันท์ไชย มีความสุขดีกับสิ่งที่เป็น
หนุ่มคมเข้ม ลูกชายคนโตของครอบครัวนครสวรรค์โดยกำเนิด หนุ่ย-กรณ์ณรัฐ บุญธนันท์ไชย
โดย...อณุสรา ทองอุไร-วิภาคย์ พูนพันธ์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
หนุ่มคมเข้ม ลูกชายคนโตของครอบครัวนครสวรรค์โดยกำเนิด หนุ่ย-กรณ์ณรัฐ บุญธนันท์ไชย ตัวแทนจำหน่ายขายเครื่องสำอาง Premier ที่เน้นครีมบำรุงผิวพรรณ จากประเทศอิสราเอล
เขาเล่าว่า ตั้งแต่จำความได้ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเขาเองไม่ใช่ผู้ชายแมนๆ เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ด้วยเป็นเด็กต่างจังหวัด สังคมยังไม่เปิดกว้างเรื่องแบบนี้จึงต้องเก็บงำเอาไว้ไม่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งจนเกินไป เพราะเกรงว่าสังคมต่างจังหวัดจะรับไม่ได้ เขาถือว่าในตอนนั้นเป็นมารยาททางสังคมที่ตนเองจะต้องสำรวมกิริยา อีกทั้งเกรงว่าแม้กระทั่งพ่อและแม่ก็ไม่แน่ใจว่าท่านจะรับได้หรือไม่ เลยทำให้การเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงเป็นเรื่องยากมาก ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นเด็กชอบทำกิจกรรมในโรงเรียน และเป็นเด็กชอบสร้างความบันเทิง ซึ่งก็เป็นคนที่ชอบกิจกรรมทางความบันเทิงมาตั้งแต่เด็ก แต่เรื่องแบบนี้ก็ยังคงต้องพยายามเก็บเอาไว้ ไม่แสดงออกมา
เขาเล่าย้อนอดีตวัยเด็กให้ฟังว่า จบจากอาชีวศึกษานครสวรรค์ สาขาการบัญชี “เรียนจบแล้วหนุ่ยก็มาทำงานที่กรุงเทพฯ เลย ตอนนั้นก็อยู่กับบริษัท ลอรีอัล ประเทศไทย ครับ ประจำสาขาพารากอนมาได้ 5 ปีแล้ว ทำงานในสายเครื่องสำอางมาตลอด 5-6 ปี มันเป็นงานที่เราชอบ เราถนัด จะว่าไปแล้ว ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่น่าจะรู้ว่าเราไม่แมนเต็มร้อย เราก็ชอบทำกิจกรรมที่โรงเรียนตลอด เชียร์ลีดเดอร์ ดรัมเมเยอร์ หรือว่าเวลามีงานอะไรเราก็จะชอบเต้น แต่ก็ไม่เคยโดนกดดันหรือห้ามทำนะครับ ก็จะสนับสนุนให้ทำกิจกรรมมากกว่า แม่ไม่ได้ว่าอะไร แต่พ่อคงไม่ชอบใจเท่าไหร่ ท่านไม่เคยเรียกไปว่า แต่ท่านดูจะห่างเหินเย็นชาตอนเราเป็นวัยรุ่นแทบจะไม่คุยกันเลย จนกระทั่งเราทำงานแล้วเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วทุกอย่างถึงเริ่มดีขึ้น”
เขาเล่าต่อไปว่า แต่ถ้าพิจารณาโดยรวมแล้ว ตั้งแต่ชีวิตวัยเด็กของเขาจนกระทั่งทุกวันนี้ ในเรื่องที่เขาเป็นเพศที่สามนั้น ก็ถือว่าไม่ได้เจอปัญหาขวากหนามอะไรเท่าไหร่ ถึงจะเปิดเผยไม่ได้แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะเรียกว่าโดนกดดันมากมายอะไร ถือว่าก็ค่อนข้างโชคดีพอสมควรที่ไม่มีใครแอนตี้รุนแรง แม้จะเป็นสังคมที่ต่างจังหวัด ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะพบเห็นบ่อยๆ ก็ตามที
เขาบอกว่า โดยลักษณะนิสัยนั้นเขาเป็นคนใจเย็น อารมณ์ดีและมองโลกในแง่ดี มีความเป็นมิตรยิ้มแย้มแจ่มใส เลยทำให้มีเพื่อนเยอะ ไม่ค่อยมีเรื่องราวให้คนหมั่นไส้อะไรเท่าไหร่ ไม่เคยเจอเรื่องแย่ๆ แบบโดนรังแกตอนเป็นเด็ก
เขาเล่าถึงสังคมของคนต่างจังหวัดที่มีต่อเพศที่สามว่า จะเป็นสังคมค่อนข้างปิดในเรื่องพวกนี้สักนิด แต่ตัวของเขาเองซึ่งเติบโตมากับคุณย่าที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเด็ก ก็มีความสุขดี ตอนอายุย่างเข้า 11 ขวบ จึงจะย้ายมาอยู่กับคุณแม่ เขาพูดถึงคุณย่าด้วยแววตาสดใสว่า คุณย่าน่าจะรู้ว่าเขาเป็นอะไร เพราะเวลาอยู่บ้านกับคุณย่าก็จะเป็นคนที่เข้าครัวทำอาหารคาวหวานเอง และเริ่มที่จะมีความรู้สึกชื่นชอบเพื่อนผู้ชายแทนผู้หญิงก็ตอนประมาณช่วงอายุ 11-12 ขวบ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกอะไรมาก
“เรื่องแย่ที่สุดที่เคยเจอก็คงจะเป็นเรื่องแฟน เพราะที่บ้านของแฟนจะไม่ยอมรับเลย แฟนจะอยู่ที่นครสวรรค์ เดือนหนึ่งจะเจอกันแค่ครั้งสองครั้ง แล้วเขาเป็นลูกคนเล็กด้วย มาอยู่กับเราไม่ได้ ต้องดูแลครอบครัวของเขา แฟนของหนุ่ยเขาจะดูเป็นผู้ชายที่แมนมากๆ มองแป๊บเดียวก็ดูไม่รู้ครับว่าเขาเป็น เขาเคยเล่าให้ฟังว่าที่บ้านของเขาเคยเจอหนังสือเกย์ แม่เขาก็ว่าแบบผิดเพศ บ้านเขาถือเรื่องนี้มาก” หนุ่ยเล่าอย่างหนักใจ
ถามถึงชีวิตส่วนตัว หนุ่ยเล่าว่าเคยคบกับผู้หญิงถึง 2 ปี “แต่ลึกๆ เราก็รู้ว่ามันไม่ใช่ เราลองพยายามที่จะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นผู้ชายปกติ ไปเตะฟุตบอล ไปเล่นกีฬา มีแฟนผู้หญิงแต่ก็ไม่สำเร็จ เราต้องยอมรับตัวเอง” ในที่สุดแล้วเขาก็คบกับแฟนผู้ชายคนแรกมานานถึง 10 ปี ก่อนจะเลิกกันไป และมาคบกับแฟนคนปัจจุบันได้ 2 ปี
ตอนเรียนหนุ่ยเล่าว่าไม่มีแฟนเลย คือตั้งใจเรียนอย่างเดียว ถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้ใครหลายๆ คน ความรักของหนุ่ยเริ่มต้นตอนเกือบจะเรียนจบแล้ว แต่เป็นความรักที่ฉาบฉวย รักๆ เลิกๆ ไม่ยั่งยืนสักที “เคยคิดนะครับว่าจะไม่ยั่งยืนกับความรักของเพศอย่างเรา เมื่อก่อนกังวลนะ แต่ตอนนี้คิดใหม่แล้วว่า ถ้าจะเลิกยังไงก็ต้องเลิก เราไม่คิดว่าอะไรที่ทำร่วมกันมาจะเป็นของเราหมด ถ้าซื้อของร่วมกันไว้ ถ้าวันหนึ่งเลิกกัน ไม่ว่าใครจะผิดก็ตาม ทุกอย่างจะหารสอง เพราะจะตกลงกันตั้งแต่ตอนคบแบบนี้ทุกคน และจะบอกคนที่เป็นแฟนด้วยเสมอว่า ถ้าเจอคนที่ดีกว่าก็ไปได้เลย แค่บอกลากันดีๆ หนุ่ยจะเป็นแบบนี้ครับ”
หนุ่ยเผยถึงวิธีการดูแลความรักว่า ถ้าคนสองคนมีความเข้าใจกัน เชื่อใจกัน ความรักมันก็จะไปรอด แต่ถ้าความรักนั้นมีแต่ความระแวงกัน ความสัมพันธ์มันก็จะน้อยลงเรื่อยๆ เพราะต่างคนก็ต้องมีหน้าที่เป็นของตนเอง ก็ต้องเข้าใจกัน
ด้วยความขยันและพยายาม ทำให้วันนี้เขาสามารถซื้อบ้านเป็นของขวัญให้ตัวเองได้แล้ว และยังมีเงินเหลือพอที่จะส่งให้คุณพ่อคุณแม่ของเขาได้อยู่อย่างสุขสบาย เพราะเขาตั้งจุดหมายว่าจะต้องดูแลให้ท่านสบายให้ได้ เพราะสมัยเด็กๆ ที่บ้านของเขาลำบากมากเลยไม่ได้เรียนต่อ ทั้งหนุ่ยเอง รวมถึงน้องสาวด้วย หนึ่งประโยคที่หนุ่ยกล่าวมาคือ ทำงานก็เหนื่อยมากแล้ว เลยไม่มีแรงที่จะเรียนต่อ “เคยคิดที่จะเรียนต่อเหมือนกัน แต่ก็ยังคงไม่ไหว”
เขาให้คำแนะนำว่า การเป็นเพศทางเลือกแบบนี้ สำหรับตัวเองไม่อยากทำตัวโดดเด่น จะใช้ชีวิตสบายกว่าคนที่ทำตัวเด่นในสังคมมากเกินไป แต่ถ้าไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ทำตัวดีๆ รักครอบครัวให้มากๆ ตัวหนุ่ยเองเมื่อก่อนก็ไม่ค่อยได้พูดกับคุณพ่อเท่าไร เพราะมีอะไรจะปรึกษาคุณแม่มากกว่า ตอนนี้ถ้ามีโอกาสก็จะกลับไปหาคุณพ่อคุณแม่เรื่อยๆ กลับไปกราบไปหาท่านบ่อยๆ
“เชื่อไหมครับ พรของคุณพ่อคุณแม่ดีที่สุดแล้ว การที่เรามีเงินทอง การที่มีลูกค้าเยอะๆ ทำยอดขายให้บริษัทได้ เชื่อว่ามาจากพรที่ท่านอวยพรเรา ให้สิ่งดีๆ กับเรา ถ้าพ่อแม่ของใครรับไม่ได้ที่เป็นเพศทางเลือกแบบนี้ ก็อยากจะบอกว่าให้ดูแลท่านต่อไป ดูแลความสัมพันธ์กัน สักวันพ่อแม่ก็จะยอมรับเอง”







