
เมื่อโลกเปลี่ยน หนังก็เปลี่ยน
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง
ช่วงสองสามสัปดาห์ก่อนหน้านี้มีเหตุที่จะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหนัง คนทำหนัง และอะไรๆ ที่เกี่ยวกับหนังอยู่บ่อยๆ ตั้งแต่การเตรียมงานเรื่องเทศกาลหนัง 18+ ครั้งแรกที่เรากำลังจะทำกันเป็นเรื่องเป็นราว เรื่อยมาจนถึงการไปเจอ พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล ตอนที่ไปพูดด้วยกันที่ ททท.การดูหนังเรื่องล่าสุดอย่าง Inside Out ซึ่งดูจบ มันก็ติดอยู่ในหัวผมหลายวัน เลยมานั่งคิดว่าหนังหรือภาพยนตร์เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนเราและขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์หลายๆ อย่างในโลกของเราอยู่ไม่น้อย
เดี๋ยวนี้หนังที่ผลิตออกมามีอยู่หลากหลาย และหลายระดับ ไม่แตกต่างจากสินค้าประเภทอื่นๆ ที่ผลิตขึ้นเพื่อให้เหมาะกับความต้องการของคนที่หลากหลายมากขึ้นตามสังคมที่ซับซ้อนขึ้น มีตั้งแต่หนังชั้นดีที่เข้าถึงยาก หนังดีที่เน้นความบันเทิงเริงรมย์ หนังสารคดี หรือหนังที่เปิดจินตนาการของเราไปอีกขั้นแบบที่เราไม่มีทางนึกถึงได้ อย่างหนังไซไฟ หรือหนังซอมบี้ทั้งหลายแหล่ หนังหมวดหลังนี่ถึงกับมีคนล้อว่าถ้าหากเกิดมีซอมบี้ถล่มโลกขึ้นมาจริงๆ สหรัฐคงเป็นประเทศแรกๆ ที่รอดพ้นจากหายนะนี้เป็นแน่ เพราะทำได้เหมือนจนคนเชื่อไปแล้วว่าเวลาเจอต้องทำอย่างไรบ้าง
หนังหรือการบันทึกภาพเคลื่อนไหวนี้เป็นกิจกรรมที่ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของคนเราขั้นสูงสุด มันเข้าใจง่ายกว่าการอ่านหนังสือและเห็นภาพได้ในทันที เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ อยู่ตรงหน้าเรา แม้เรื่องนั้นอาจไม่ใช่เรื่องจริง แต่มันมีอิทธิพลในการโน้มน้าวใจสูงกว่าสื่อประเภทอื่นๆ ไม่แปลกใจเลยที่ผู้นำที่ฉลาดและมีวิสัยทัศน์ต่างรู้ดีกว่า การทำหนังสำหรับการปลุกกระแสอะไรสักอย่างเป็นเรื่องที่คุ้มค่ากับการลงทุน
ฮิตเลอร์สร้างหนัง Triumph of The Will ในปี 1935 เพื่อโปรโมทลัทธินาซี (ว่ากันว่าเขาทำตามคำแนะนำของ Paul Joseph Goebbles นักจิตวิทยามวลชนคนสำคัญที่ทำงานคู่กับฮิตเลอร์ ซึ่งแนะนำให้ฮิตเลอร์สร้างหนังเพื่อปลุกปั่นให้คนเข้าลัทธิมากขึ้น) ส่วนหนึ่งของการสร้างชาติของสหรัฐ ก็มาจากการเติบโตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เรื่อยมาจนกระทั่งถึงเกาหลีใต้ ซึ่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พวกเขาสร้างชาติด้วยการใช้สื่อบันเทิงอย่างหนังและละครซีรี่ส์สร้างประเทศให้เป็นที่รู้จัก เกาหลีใต้ทำสำเร็จถึงขนาดที่ว่าพอใครก็ตามพูดคำว่า “ซีรี่ส์” ในหัวของผมจะมีคำว่า “เกาหลี” ต่อท้ายทันทีโดยอัตโนมัติ นั่นหมายถึงเราถูกฝังไว้ในหัวไปแล้วเรียบร้อย
นั่นจึงไม่น่าแปลกใจ หากเราจะเห็นนักการเมือง หรือใครก็ตามที่อยากสร้างอิทธิพล กลายเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังสตูดิโอผลิตภาพยนตร์ดังๆ หรือบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ คนเหล่านี้รู้ดีว่าสื่อภาพยนตร์สามารถสร้างอิทธิพลและการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง เช่น สถานีโทรทัศน์เอบีซีนิวส์ให้นักข่าวมือรางวัลชื่อไบรอัน รอส เข้าไปทำข่าวเชิงสืบสวนเรื่องความปลอดภัยในสวนสนุก และพบว่าสวนสนุกของดิสนีย์นั้นหละหลวมถึงขนาดจ้างแรงงานที่เคยกระทำความผิดทางเพศ โดยเฉพาะผู้มีรสนิยมทางเพศกับเด็กมาเป็นพนักงานในสวนสนุกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตอนหลังเมื่อผู้บริหารรู้เข้า สารคดีข่าวชิ้นนี้ถูกห้ามไม่ให้ออกฉายจนกระทั่งตอนหลังทีมที่ทำสารคดีข่าวเรื่องนี้ต้องเปลี่ยนการนำเสนอมาทำเป็นหนังสือแทน (ชื่อ Disney : The Mouse Betrayed : Greed,Corruption,and Children at Risk (1998))
เหตุการณ์พวกนี้สะท้อนให้เห็นว่าอิทธิพลของสื่อภาพยนตร์ (ผมหมายถึงการนำเสนอที่เป็นภาพเคลื่อนไหวพร้อมๆ กับเสียง) นั้นมีอิทธิพลกับผู้ชมมากกว่าสื่อประเภทอื่นๆ หลายเท่า ดูเหมือนผู้คนจะรู้พลานุภาพของสื่อประเภทนี้เป็นอย่างดี
แต่ทุกวันนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ เรามีพลังนั้นอยู่ในมือของเราพร้อมกล้องขนาด 8 ล้านพิกเซล โปรแกรมตัดต่ออย่างง่ายๆ และอินเทอร์เน็ต ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้สร้าง และแบ่งปันข้อมูลใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา
ครั้งหนึ่งผมเคยคุยกับคุณก้อง ฤทธิ์ดี นักวิจารณ์หนังจากบางกอกโพสต์ ถึงเรื่องเทรนด์ของหนังสมัยใหม่ ที่เราจะสามารถดูได้บนโทรศัพท์มือถือได้ง่ายขึ้น ข้อสังเกตหนึ่งที่สะดุดใจผมมากก็คือ ไม่ใช่แต่เราเท่านั้นที่ปรับตัวมาดูหนังบนแท็บเล็ต หรือโทรศัพท์มือถือเท่านั้น ผู้ผลิตก็เริ่มเล็งเห็นเรื่องเหล่านี้ การถ่ายทำในปัจจุบันโดยเฉพาะมิวสิควิดีโอกำลังเน้นภาพที่ซูมครึ่งตัว หรือภาพโคลสอัพมากขึ้น เพื่อให้เหมาะกับการดูในจอเล็กๆ การใส่รายละเอียดเสื้อผ้า การแสดงสีหน้าก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนไปบ้างเพื่อดึงดูดความสนใจของคนที่ดูจากจอเล็กๆ
โลกหน้า ไม่ว่าจะมีการผนึกกำลังรวมกันมากมายแค่ไหนของค่ายใหญ่ แต่เชื่อสิว่าเสียงของผู้บริโภคอย่างเราๆ ท้ายที่สุด จะเป็นเสียงที่ดังกว่าอยู่ดี







