
แอนโทนี ฟาน ไดก์ ไอคอนแห่งพอร์เทรต
หนึ่งในศิลปินที่โดดเด่นทางด้านการวาดภาพพอร์เทรต และเป็นแรงบันดาลใจให้จิตรกรรุ่นหลังตลอดกาล แอนโทนี ฟาน ไดก์
โดย...อฐิณป ลภณวุษ artofmylifeasafrog.blogspot.com
หนึ่งในศิลปินที่โดดเด่นทางด้านการวาดภาพพอร์เทรต และเป็นแรงบันดาลใจให้จิตรกรรุ่นหลังตลอดกาล แอนโทนี ฟาน ไดก์ (มีชีวิตระหว่างปี 1599-1641) ในยุคสมัยของเขามีความสุขกับการทำงานตั้งแต่ในบ้านเกิดที่ฟลันเดอร์ส (ปัจจุบันคือเนเธอร์แลนด์) ไปจนถึงฝรั่งเศส และอิตาลี รวมทั้งราชสำนักของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ
แอนโทนี ได้ถ่ายทอดลักษณะที่สง่างาม ดึงเอาบุคลิกที่ซุกซ่อนในแบบของเขาออกมา ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกที่แท้จริงหรือบุคลิกตามจินตนาการของเขาก็ตาม นั่นทำให้เขากลายเป็นจิตรกรนักวาดภาพเหมือนบุคคลยอดนิยมแห่งยุคสมัย และได้วาดภาพพอร์เทรตของบุคคลที่น่าสนใจในศตวรรษที่ 17 เอาไว้มากมาย
ในเดือน มี.ค. 2016 ที่จะถึงนี้ จะมีนิทรรศการใหญ่ Van Dyck : The Anatomy of Portraiture (2 มี.ค.-5 มิ.ย. 2016) ที่แสดงผลงานของ แอนโทนี ฟาน ไดก์ กว่าจะมาเป็นพอร์เทรต ซึ่งนับเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปินที่จะจัดยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 20 ปี ที่สหรัฐเลยทีเดียว โดยจะจัดขึ้น ณ เดอะ ฟริค คอลเลกชั่น กรุงนิวยอร์ก (The Frick Collection)
ในนิทรรศการจะประกอบด้วยผลงานกว่า 100 ภาพของ แอนโทนี ฟาน ไดก์ ที่จะทำให้ทุกๆ คนทึ่งว่าภาพพอร์เทรตเพียงอย่างเดียวนั้นบอกเล่าเรื่องราวอะไรได้มากมาย ยังไม่รวมถึงการจะได้เห็นการสร้างสรรค์ภาพแต่ละภาพของผู้เชี่ยวชาญด้านพอร์เทรต อัจฉริยภาพของเขาในการพัฒนาตัวเองจากช่างฝีมือสู่ความเป็นจิตรกร
งานนี้ได้รวบรวมภาพมาจากหอศิลป์สำคัญๆ ของโลก ตั้งแต่ปาลาซโซ พิตติ ในฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี พิพิธภัณฑ์หอศิลป์คุนสต์ฮิสทอริคส์ ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย บริติชมิวเซียม และเนชั่นแนลแกลเลอรี่ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ปราโด กรุงมาดริด ประเทศสเปน รวมถึงคอลเลกชั่นส่วนตัวอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น The Duke of Devonshire หรือ The Duke of Buccleuch
Van Dyck : The Anatomy of Portraiture จัดโดยสไตยิน อัลสทีนส์ ภัณฑารักษ์คนดังจากแผนกศิลปะยุโรปเหนือของเดอะ เม็ตส์ หรือ เดอะ เมโทรโพลิแทน มิวเซียม ออฟ อาร์ต (The Metropolitan Museum of Art) ร่วมกับ อดัม เอเคอร์ และแอน แอล. พูเลต ภัณฑารักษ์ประจำของเดอะ ฟริค คอลเลกชั่น ด้วยความร่วมมือของทีมงานจากมหาวิทยาลัยเยล ในการจัดรวบรวมข้อมูลสำหรับการเผยแพร่
คนที่เข้าชมนิทรรศการ จะเริ่มจากห้องที่แสดงภาพดรออิ้ง ภาพเขียนที่ยังไม่เสร็จ และสเกตช์ต่างๆ ก่อนจะเป็นสีน้ำมัน รวมถึงเลย์เอาต์ ไอเดีย และองค์ประกอบภาพ ก่อนขั้นตอนที่ภาพจะเสร็จสมบูรณ์ ในส่วนแรกนี้จะเห็นถึงการเตรียมตัววาดภาพ และเทคนิคที่เขาใช้ทั้งหลาย กว่าจะเสร็จสำเร็จเป็นภาพเขียนชิ้นสำคัญในประวัติศาสตร์ รวมทั้งจะได้เห็นพัฒนาการในผลงานของเขาในช่วงวัยต่างๆ อีกด้วย
ในนิทรรศการนี้ยังได้นำภาพหาชมยาก อย่างเช่นบรรดาภาพพิมพ์ต่างๆ ที่แอนโทนี ฟาน ไดก์ เคยทดลองทำ และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แม้ว่าผลงานส่วนใหญ่ที่คนจดจำได้จะเป็นภาพพอร์เทรตสีน้ำมัน ที่เรียกได้ว่าเขาเป็นราชาแห่งภาพเขียนประเภทนี้เลยทีเดียว โดยภาพพิมพ์จำนวนมากอย่างที่ไม่เคยแสดงที่ไหนมาก่อน จัดแสดงอยู่ในส่วนที่ต่อจากนิทรรศการส่วนแรก
ไฮไลต์ของงานซึ่งจัดแสดงในส่วนนิทรรศการหลักบนชั้น 2 โดยสไตยินนำภาพพิมพ์ที่แอนโทนีเรียกว่า Iconography มาจัดแสดงในรูปแบบของศิลปะจัดวาง โดยเลือกภาพของคนที่มีชื่อเสียงแห่งยุคนู้น รวมถึงภาพพอร์เทรตของเพื่อนจิตรกรอย่าง อินิโก โจนส์ และออราโซ เจนติเลสคี โดยมีผลงานที่เล่าเรื่องการทดลองทำภาพพิมพ์ รวมทั้งในส่วนภาพสเกตช์ที่เล่าเรื่องการเตรียมผลงานชิ้นโบแดงนี้ ล้อกันไปด้วยในนิทรรศการก่อนหน้า
นิทรรศการส่วนที่ปูพื้นเรื่องราวของแอนโทนี ฟาน ไดก์ บริเวณชั้นล่าง ยังได้รวบรวมผลงานภาพสเกตช์จากเพื่อนศิลปินร่วมสมัยเดียวกับเขา รวมทั้งชิ้นงานโดยอาจารย์ของเขาอย่าง เพเทอร์ พอล รูเบนส์
ผู้มีส่วนเป็นอย่างมากในการจุดประกายให้เขาสร้างสรรค์ผลงานที่เลื่องลือได้ในอนาคต
แน่นอนว่าบรรดามาสเตอร์พีซภาพพอร์เทรตต่างๆ ย่อมไม่อาจขาดหายไปได้จากนิทรรศการครั้งใหญ่ของแอนโทนี ฟาน ไดก์ โดยมาสเตอร์พีซมากกว่า 20 ภาพของเขาที่ขอยืมมาจากหอศิลป์ทั่วโลกจะจัดแสดงไว้ในห้องรูปไข่ ทางแกลเลอรี่ด้านตะวันออก รวมถึงมาสเตอร์พีซซึ่งเป็นสมบัติของเดอะ ฟริค คอลเลกชั่นเอง
เซอร์แอนโทนี ฟาน ไดก์ ศิลปินเฟลมิชจากยุคบาโรก ที่กลายมาเป็นจิตรกรเอกประจำราชสำนักของอังกฤษ และกลายเป็นต้นแบบของการวาดภาพพอร์เทรตของอังกฤษอีก 150 ปีต่อมา รวมทั้งประสบความสำเร็จในบ้านเกิดและในอิตาลีด้วย นอกจากภาพพอร์เทรตแล้ว เขายังวาดภาพเกี่ยวกับศาสนาและภาพเกี่ยวกับตำนานต่างๆ ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานของเทคนิคการใช้สีน้ำและภาพพิมพ์หินอีกด้วย







