
Why we want to be rich?
สืบเนื่องจากใน Elle Men ของเราเพิ่งจะทำเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มอภิมหารวยในโลก
โดย...เอกศาสตร์ สรรพช่าง [email protected] ภาพ รอยเตอร์ส
สืบเนื่องจากใน Elle Men ของเราเพิ่งจะทำเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มอภิมหารวยในโลก ว่า พวกเขาเหล่านี้ กำลังซื้อไม่เคยตก และปลุกตลาดสินค้าที่เกี่ยวกับความหรูหรา เช่น งานศิลปะ รถเก่า หรือธุรกิจเช่าเหมาลำเครื่องบินเจ็ทให้คึกคัก ก็เลยอดคิดไม่ได้ว่า ไอ้ความคิดอยากรวยของคนเรามาจากไหน ทำไมเป้าหมายชีวิตของคนยุคนี้คือความรวย (ใครอยากรู้เรื่องนี้ต้องตามอ่านเอาเองใน Elle Men ฉบับเดือน ส.ค.นะครับ)
หลายปีก่อนผมเคยอ่านเรื่องของครอบครัวชาวจีนครอบครัวหนึ่ง ซึ่งรวยขึ้นมาจากการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เขาเล่าถึงความมั่งมีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาเกือบทั้งหมด เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาเจอในวัยเด็กแล้ว มันเหมือนหนังคนละม้วน นั่นทำให้มันเปลี่ยนวิถีการเลี้ยงลูกของพวกเขาไปเลย ผู้เขียนในตอนนั้นใช้คำว่า “จักรพรรดิ์ตัวน้อยๆ ภายในบ้าน” นั่นคือลูกเศรษฐีคนหนึ่ง
เขาบอกว่า ความร่ำรวยทำให้เขาไม่ต้องลำบาก และคิดว่าในอนาคตลูกของเขาก็จะไม่ลำบากเช่นกัน
เศรษฐีเหล่านี้เป็นคนที่อยู่บนยอดสุดของห่วงโซ่เศรษฐกิจ เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของคนที่เหลือทั้งโลกก็ไม่น่าจะผิดนัก เป็นกลุ่มคนที่เข้าถึงทรัพยากรที่ดีที่สุด เช่น หมอที่ดีที่สุด อาหารที่ดีที่สุด บ้านที่ดีที่สุด เสื้อผ้าที่ดีที่สุด เพราะพวกเขามีเงินมากพอที่จะจ่าย และมีเครือข่ายของคนที่รวยเหมือนกันอยู่ล้อมรอบ
ด้วยเหตุผลที่ว่ามานี้ อาจเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมเราต้องอยากรวย?
ตามแบบรัฐศาสตร์ ความร่ำรวยเป็นเรื่องของการเลียนแบบชนชั้นปกครองแบบหนึ่ง ใครๆ ก็อยากมีบริวารและทรัพย์สินเหมือนกษัตริย์ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยมนุษย์สร้างชาติ จากเมโสโปเตเมีย จนถึงอาณาจักรเขมร ก็มีการเขียนบันทึกเรื่องการล้มล้างชนชั้นปกครอง และกบฏชาวนาเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินและศักดินา ความอยากมีสั่งสมขึ้นมาเรื่อยๆ ตามเวลาและการคลี่คลายของสังคม ใครที่สามารถสร้างนวัตกรรม หรือหาช่องทางค้าขายได้ ก็จะมีโอกาสสะสมเงินได้มาก แต่ก็มีคนเจ็บช้ำจากการล้มละลายก็ไม่น้อยเช่นกัน ในช่วงศตวรรษที่ 16 ในยุโรป ณ ตอนนั้นคนที่เป็นลูกหนี้จะถูกลงโทษอย่างหนัก อย่างในหนังสือเวนิสวานิช ของเชกสเปียร์ เขียนถึงคนที่โดนเฉือนเนื้อหนังออกไปเพราะไม่มีเงินจ่ายหนี้ ในสหรัฐช่วงที่ยังเป็นอาณานิคม บรรดาลูกหนี้ที่ไม่มีปัญญาจ่ายเงิน ก็จะถูกตราประทับด้วยเหล็กร้อนบนฝ่ามือด้วยตัว T ซึ่งหมายถึง Thief เพื่อบอกให้ทุกคนรู้ว่า ไม่ควรค้าขายกับคนคนนี้
แต่กระนั้น คนเราก็ไม่เคยเข็ดหลาบกับความอยากจะรวย แม้ว่าจะเผชิญกับความเสี่ยงหลายต่อหลายอย่าง โดยเฉพาะในศตวรรษนี้ด้วยแล้ว การเป็นคนรวยดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายหลักของชีวิตในฝันของทุกคน และยิ่งถูกทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายด้วยการสร้างความเชื่อที่ว่า เราสามารถรวยได้เร็วขึ้นด้วยเทคโนโลยี
พูดแบบนี้ไม่ได้หมายถึงว่าผมโทษว่าความร่ำรวยเป็นเรื่องผิดบาป หรือการเป็นคนรวยเป็นสิ่งที่ไม่ดี นักเขียนอย่างผมก็อยากรวยเหมือนกัน ในด้านหนึ่งการมีเงินมากๆ หมายถึงทุนที่เราสามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อีกมากมาย
Manfreed Steger ศาสตราจารย์ด้านโลกศึกษา (Global Studies) แห่งมหาวิทยาลัย RMIT และมหาวิทยาลัยฮาวาย อธิบายเรื่องปรากฏการณ์ของโลกาภิวัตน์ไว้ว่า โลกของเราทุกวันนี้ถูกครอบด้วยความเชื่อเรื่องตลาดโลกนิยม (Market Globalism) อย่างเต็มตัว
ตลาดโลกนิยมเป็นคำที่ Manfreed Steger ใช้เรียกลักษณะของโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ว่าเป็นเหมือนความเชื่ออันแข็งแกร่งที่ยากจะต้านทานได้ พูดเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ทุกอย่างเป็นเรื่องการทำการตลาด แม้กระทั่งขายไม้จิ้มฟัน ก็ยังต้องทำการตลาด นั่นหมายถึงเรากำลังสร้าง “ความจริง” อีกชุด เพื่อให้เชื่อว่าของของเราดีกว่า และนำไปสู่การไม่รู้จักอิ่มในการบริโภค และสร้างภาพของการสะสมทรัพย์สินว่าเป็นตัวอย่างของการสร้างความสำเร็จ เช่น การเกิดขึ้นของ บิล เกตส์ ครอบครัวของ แซม วอลตัน (เจ้าของวอลมาร์ต) หรือเศรษฐีอย่าง เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ (เจ้าของกลุ่มธุรกิจแฟชั่น LVMH) ภาพความร่ำรวยของนักแสดงนักร้องก็ยิ่งทำให้ความเชื่อเรื่องตลาดโลกนิยมนั้นถูกมองเป็นเรื่องที่เราทุกคนคิดว่าต้องทำและต้องไปให้ถึง
การสร้างสังคมแบบ Justice Globalism หรือความยุติธรรมโลกนิยมนั้น (เชื่อว่าโลกสามารถร่วมมือกันอย่างเสมอภาคและกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม) ที่แมนฟรีดได้พูดถึงเช่นกัน กลับเกิดขึ้นยากมาก ทว่ามันกลับทำให้อีกด้านหนึ่ง คือ ลัทธิแบบญิฮาดโลกนิยม (Jihadist Globalism) แข็งแกร่งขึ้น (ลัทธิที่อ้างหลักการของศาสนาอิสลามและต่อต้านการแยกอุดมการณ์ทางศาสนาออกจากอุดมการณ์ทางการเมือง) เพราะในบางสังคมความแตกต่างทางชนชั้นของคนที่มากขึ้น บวกกับ Culture Shock ของคนที่รับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ทัน จึงเกิดกระแสการต่อต้านขึ้น
แต่ถึงอย่างไร ดูเหมือนโลกทั้งโลกก็มุ่งไปในทิศทางเดียวกันอยู่ดี
ในประเทศที่สิทธิในการเป็นคนรวยดูเหมือนจะได้สิทธิพิเศษในสังคมหลายอย่าง ทั้งที่จอดรถพิเศษในห้าง ไปจนถึงส่วนลดต่างๆ นานา เรื่องพวกนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ทุกคนยอมรับได้ และไม่มองว่านี่คือการจำกัดสิทธิของคนที่มีรายได้น้อยกว่า เราพร้อมจะคิดว่าเมื่อเรามีเงิน เราก็คงได้สิทธิอย่างนั้นเหมือนกัน
ผมเลยไม่แปลกใจว่า ทำไมกองสลากกินแบ่งฯ ถึงไม่เคยขาดทุน







