posttoday
เมล็ดพันธุ์ใหม่ไอซีที ต้องกล้าก่อนก้าว

เมล็ดพันธุ์ใหม่ไอซีที ต้องกล้าก่อนก้าว

31 สิงหาคม 2558

แม้จะถูกมองเป็นประเทศเล็กๆ ในภูมิภาคอาเซียน แต่ไทยไม่เป็นรองชาติใดในเรื่องของการก้าวตามเทคโนโลยี

โดย...นกขุนทอง

แม้จะถูกมองเป็นประเทศเล็กๆ ในภูมิภาคอาเซียน แต่ไทยไม่เป็นรองชาติใดในเรื่องของการก้าวตามเทคโนโลยี ไม่ว่าจะการสื่อสารแนวใหม่ไหนมา ไทยได้ติดอันดับใช้เป็นอันดับต้นๆ จนเป็นที่ถูกจับตามองไปทั่วโลก กลายเป็นกลุ่มตลาดที่องค์กรไอซีทีต่างๆ หันมามอง แต่การ “ก้าวตาม” ไม่ได้มีความหมายเช่นเดียวกับ “ก้าวทัน” ยิ่งเทคโนโลยีไปไวมากเท่าไหร่ การวิ่งไล่ตามแต่ไม่มีองค์ความรู้ ก็เท่ากับหลงเข้าไปในวังวนกับดัก ไม่นานก็ล้มหายไม่ต่างจากกระแสแฟชั่น แต่ถ้าก้าวตามอย่างเท่าทัน แล้วพัฒนาจนสามารถก้าวมาเป็นผู้นำได้ด้วยก็เป็นแสงสว่างส่องอนาคตของประเทศได้

เยาวชนคืออนาคต

“เยาวชน” คือ “อนาคต” ของชาติ วลีนี้เป็นที่กล่าวถึงอยู่ในหลายๆ วาระโอกาส ถ้าเป็นคำพูดลอยๆ สวยๆ ก็คงปล่อยไปตามมีตามเกิด แต่ถ้าเราเพิ่มศักยภาพของเยาวชน อนาคตของชาติที่เสมือนอยู่ในอุ้งมือเยาวชนก็คงจะผลิบาน

ด้วยเล็งเห็นว่าเยาวชนคืออนาคตของชาติ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จึงได้ทำกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคม (CSR-Corporate Social Responsibility) กับเยาวชน โดย วัง อี้ฝาน (Wang Yifan) กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี เปิดเผยว่า ไม่ได้หวังมุ่งผลกำไร หรือผลทางการตลาดโฆษณาอันใดจากโครงการนี้ หากจะมีก็เป็นผลพลอยได้ตามมาที่คนรู้จักชื่อบริษัท หัวเว่ย แต่เหนืออื่นใด คือต้องการส่งมอบโอกาสแห่งการเรียนรู้ที่บริษัทมีให้นักศึกษาไทย

“หัวเว่ยต้องการที่จะสนับสนุนและพัฒนาความรู้ความสามารถด้านไอซีทีให้กับเยาวชนไทย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยบรรลุนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล และยังเป็นการแสดงจุดยืนของหัวเว่ยในฐานะที่เป็นองค์กรด้านไอซีทีชั้นนำและเป็นมิตรเคียงคู่กับประเทศไทยมาโดยตลอด”

เมล็ดพันธุ์ใหม่ไอซีที ต้องกล้าก่อนก้าว

 

โครงการที่หัวเว่ยจัดทำขึ้น คือ “Seeds For The Future” ถือเป็นโครงการแฟล็กชิปด้านซีเอสอาร์ ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 ใน 50 ประเทศทั่วโลก โดยมีนักศึกษา คณาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ กว่า 1 หมื่นคนจากทั่วทุกมุมโลกได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ และ 10 เปอร์เซ็นต์ มาจากประเทศไทย

วัตถุประสงค์ขั้นต้นของโครงการนี้คือ การมุ่งพัฒนาบุคลากรด้านไอซีทีในประเทศต่างๆ ผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ทางไอซีที ส่งเสริมความสนใจและเข้าใจในภาคอุตสาหกรรมไอซีที ตลอดจนช่วยกระตุ้นให้เกิดความก้าวหน้าและพัฒนาของเศรษฐกิจดิจิทัลตามภูมิภาคต่างๆ

ด้าน ฮอลลี่ รานายโวซานานี หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี สำนักงานใหญ่ของหัวเว่ย เมืองเสิ่นเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า “ในฐานะที่หัวเว่ยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอซีที ที่มีศูนย์วิจัยและพัฒนาที่เข้มแข็ง จึงอยากใช้ศักยภาพที่มีสร้างประโยชน์ให้สังคมที่มุ่งเน้นด้านการศึกษา เพราะเยาวชนในวันนี้จะเติบโตและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสิ่งต่างๆ ในอนาคต จึงนับเป็นการให้ที่ก่อประโยชน์อย่างยั่งยืน”

โครงการ Seeds For The Future ให้นักศึกษาในนานาชาติได้มาศึกษาด้านไอซีทีและวัฒนธรรมจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นระยะเวลา 14 วัน มีมหาวิทยาลัยทั่วโลกกว่า 120 แห่งที่ได้ประโยชน์จากโครงการเหล่านี้ จนเมื่อปี 2557 ได้ขยายมาถึงประเทศไทย ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้ว

เมล็ดพันธุ์ใหม่ไอซีที ต้องกล้าก่อนก้าว

 

“สิ่งที่เป็นช่องว่างในธุรกิจไอซีทีคือ ไอซีทีเติบโตอย่างรวดเร็ว มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ แต่การศึกษาในสถาบันการศึกษายังเร็วไม่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของไอซีที ดังนั้นโครงการ Seeds For The Future จึงเป็นตัวช่วยในการปิดช่องว่างดังกล่าวให้กับนักศึกษา” รานายโวซานานี กล่าว

โอกาสมีไว้พุ่งชน

นิสิตนักศึกษาไทยรู้จักโครงการ Seeds For The Future นี้ดี และหลายคนมีความหวังว่าจะได้ไปเรียนรู้ สัมผัสเทคโนโลยีอันล้ำสมัย แต่โอกาสมีเพียงปีละครั้ง และเพียง 10 คนเท่านั้น 

สำหรับ 10 นักเรียนไทยที่มีโอกาสได้ไปในปีนี้ ประกอบด้วย “ธีรภัทร วิริยะประสนชีวะ” ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “มณีรัตน์ ว่องเจริญพร” ภาควิชาวิศวกรรมสารสนเทศและการสื่อสาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “บุณณ์ณฤตกรณ์ ภู่วิจิตรสุทิน” “ธีระเดช กุศลธรรมรัตน์” “ลลิตา ไวว่องวิทยาคุณ” “อรวรรยา ศรีตระกูล” ภาควิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง “ณัฐพนธ์ มโหฬารกิจ” ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ “คณกร คูชัยยานนท์” ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล “นพเก้า แก้วเกษ” และ “พิมประไพ วิสุทธิ์เสรีวงศ์” ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการสื่อสาร สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ระยะเวลา 14 วัน ที่นิสิตนักศึกษาไทยได้ไปเรียนรู้ที่จีน หากคิดว่าระยะเวลาแค่นี้จะสามารถเรียนรู้อะไรแล้วเอากลับมาพัฒนาได้ ก็มีคำตอบจากเยาวชนเป็นเสียงเดียวว่า ต่อให้มีเวลาแค่ 1-2 วัน การได้เข้าไปเยี่ยมชมเทคโนโลยีของหัวเว่ย ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมข้ามชาติ หัวเว่ยถือเป็นบริษัทที่มีการรุกตลาดอย่างรุนแรงในช่วงปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน เริ่มจากการเป็นผู้สรรหาโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มุ่งตอบสนองลูกค้าในกลุ่มเอนเตอร์ไพรส์และคอนซูเมอร์ ทำตลาดกว่า 170 ประเทศทั่วโลก รองรับผู้ใช้บริการราว 1 ใน 3 ของประชากรโลก พร้อมขยายตัวเข้าสู่การทำตลาดอุปกรณ์โทรคมนาคมสำหรับผู้บริโภคอย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต การได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ในบริษัทใหญ่สำหรับเยาวชนไทยตัวเล็กๆ ก็คุ้มค่าที่สุดแล้ว

เมล็ดพันธุ์ใหม่ไอซีที ต้องกล้าก่อนก้าว

 

เยาวชนไทยทั้ง 10 คนได้ผ่านการคัดเลือกจากบริษัท หัวเว่ย ผ่านหลายด่านกว่าจะเป็น 10 คนนี้ แต่ก็ยังน่าเสียดายอยู่บ้างตรงที่โอกาสนี้ยังกระจายไปไม่ทั่วทุกมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

สำหรับคุณสมบัติของนิสิตนักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมโครงการ Seeds For The Future ต้องมีอายุระหว่าง 20-25 ปี กำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยปี 3-4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง มีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.75 มีทักษะด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการ เขียน Essay ในเรื่องที่สนใจเกี่ยวกับด้านไอซีที เป็นต้น จากนั้นทางบริษัท หัวเว่ย จะทำการคัดเลือก มีการสัมภาษณ์จนได้ตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ

สำหรับโครงการ Seeds For The Future 2015 ได้จัดโปรแกรมเป็น 2 ส่วน คือ การเรียนรู้วิถีชีวิตวัฒนธรรมประเพณีจีน เตรียมพื้นฐานความรู้ด้านภาษาที่เมืองปักกิ่งเป็นเวลา 1 สัปดาห์ จากนั้นเดินทางไปยังสำนักงานใหญ่ของหัวเว่ย ที่เมืองเสิ่นเจิ้น เพื่อศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีและรูปแบบการพัฒนาไอซีที รวมทั้งปฏิบัติงานจริงอีก 1 สัปดาห์ โดยได้เรียนรู้และศึกษาเกี่ยวกับเทรนด์ด้านไอซีที เทคโนโลยีคลาวด์ มาตรฐานระบบเครือข่ายมือถือ 2จี 3จี 4จี และ 5จี อุปกรณ์ที่ใช้งานในระบบเครือข่ายโทรศัพท์และหน้าที่ของอุปกรณ์นั้นๆ FTTx ซึ่งคือโครงสร้างของระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงที่ทำให้สามารถดูทีวีและใช้งานโทรศัพท์ รวมทั้งการเล่นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงพร้อมกันได้ นอกจากนิสิตนักศึกษาไทยแล้ว ยังมีนักศึกษาจากประเทศฝรั่งเศส คูเวต ร่วมด้วยเป็น 34 คน

เมล็ดพันธุ์ใหม่ไอซีที ต้องกล้าก่อนก้าว

 

ลลิตา ไวว่องวิทยาคุณ บอกว่า โครงการนี้ดังมาก ในภาควิชารู้จักกันดี ทั้งรุ่นพี่ที่เคยมาและอาจารย์ก็แนะนำตลอด “หนูเรียนปี 3 ยังเรียนไม่ถึงสิ่งที่เขาสอนและไม่เคยเห็นเครื่องไม้เครื่องมือแบบนี้ มันทำให้ได้มีประสบการณ์ตรง แน่นอนว่าเราได้รู้ได้สัมผัสก่อนเพื่อนที่อยู่ในไทย ซึ่งหนูก็จะนำไปบอกเพื่อนๆ ต่อ สิ่งหนึ่งที่ได้รับรู้ก็คือ เขาได้พูดถึงว่าในอนาคตสายไอซีทีเราไปได้ไกลแค่ไหน ซึ่งทำให้เราได้เตรียมความพร้อม”

ด้าน พิมประไพ วิสุทธิ์เสรีวงศ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ตอบคำถามสัมภาษณ์ของหัวเว่ยว่า “ความรู้ที่จะได้จากการเรียนมันนำไปใช้ประโยชน์ได้แน่นอน ทั้งนำมาใช้ต่อยอดการเรียนและการทำงาน แต่สิ่งที่หนูคิดว่าหนูจะได้จากการเข้าร่วมโครงการ คือ โอกาสที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของไอซีที อินดัสทรี ได้เรียนรู้จากคนที่เป็นเอ็กซ์เปิร์ตจริงๆ ในด้านไอซีทีหัวเว่ยคืออันดับต้นๆ เอาไปใช้ประยุกต์ในไทยคงดีมากๆ เพราะหัวเว่ยมีความหลากหลาย เขาตีตลาดต่างชาติในปีที่ผ่านมาได้เร็ว และเขามองการณ์ไกล มีวิชั่นที่ดี นอกจากโปรดักต์ที่คนทั่วไปรู้จัก หัวเว่ยยังเป็นเอนเตอร์ไพรส์ให้รัฐบาลและเอกชน”

เมื่อเธอมีความมุ่งมั่นที่จะมาเปิดโลกให้ตัวเอง สิ่งที่พิมประไพได้เรียนรู้จากหัวเว่ย 14 วัน จึงเป็นห้องเรียนที่หาราคามาจ่ายไม่ได้ “ได้เรียนรู้เกี่ยวกับโปรดักต์ของเขาว่ามีการใช้งานยังไง ซึ่งสิ่งที่เรียนบางอย่างเป็นความลับของหัวเว่ย ถ้าไม่มีโครงการนี้ คงไม่มีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์แบบนี้”

เมล็ดพันธุ์ใหม่ไอซีที ต้องกล้าก่อนก้าว

มณีรัตน์ ว่องเจริญพร เปิดเผยความรู้สึกว่า “อย่างแรกเลยโครงการนี้ให้เพื่อน ตอนแรกหนูมาแบบไม่รู้จักใครเลย แต่ตอนนี้นักเรียนไทยทั้ง 10 คนสนิทกันมาก และได้รู้จักเพื่อนต่างชาติ ได้เห็นไลฟ์สไตล์เขาซึ่งแตกต่างจากเรามาก นักเรียนไทยยังดูแบบเด็กๆ แต่เขาดูมีความเป็นผู้ใหญ่มาก บางคนดูไม่รู้เลยว่าเป็นนักเรียน ส่วนเรื่องความรู้ได้แน่นอนค่ะ อย่างเครื่องมือไม่เคยเห็นมาก่อน ในห้องแล็บที่มหาวิทยาลัยมี แต่เป็นเล็กๆ ไม่มีแบบนี้เลย โชคดีมากที่มีโอกาสได้มา อาจารย์ก็สอนเรื่องเทคโนโลยี 3จี 4จี และ 5จี ในอนาคต ซึ่งเขากำลังพัฒนาอยู่ หนูเรียนอยู่ปี 3 บางเรื่องก็ไม่รู้มาก่อน อาจารย์ก็ใจดีมากๆ ค่ะ ช่วยอธิบายให้ฟังหลายรอบมาก”

มาถึงคนสุดท้าย บุณณ์ณฤตกรณ์ ภู่วิจิตรสุทิน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่วาดหวังไว้ว่า เมื่อเรียนจบในระดับปริญญาตรีอยากสมัครงานที่บริษัท หัวเว่ย และคิดว่าการได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการน่าจะเป็นใบเบิกทางได้ “ผมอยากทำงานด้านเอนจิเนียร์ ดูเรื่องไฟเบอร์ออปติก ซึ่งที่นี่ก็สอนเรื่องนี้พอดี และเมืองไทยเราก็กำลังติดตั้งไฟเบอร์ออปติกยังไม่ครอบคลุม แต่ในอนาคตจะต้องเปลี่ยนจากสายทองแดงมาเป็นไฟเบอร์ออปติกหมด เพราะมีข้อดีกว่ากันหลายอย่าง ทั้งเรื่องการรับสัญญาณได้ดีกว่า ไม่เปลืองทรัพยากร เมื่อปีที่แล้วผมก็ได้ฝึกงานที่ไทยเกี่ยวกับไฟเบอร์ออปติกก็สนใจ จบมาก็อยากทำงานเกี่ยวกับตรงนี้ครับ”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะยังไม่มีตัวเลขแจ้งว่ามีผู้ที่ผ่านการเข้าโครงการได้เข้าทำงานที่บริษัท หัวเว่ย แต่ทางโครงการได้มีโซเชียลกรุ๊ปของผู้ที่ผ่านการอบรม มีการพูดคุยทั่วไป รวมถึงการแจ้งข่าวสารต่างๆ ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ว่าผู้ที่ผ่านการเข้าอบรมได้มีช่องทางพิเศษในการรับรู้ข่าวเกี่ยวกับการสมัครงานของบริษัท หัวเว่ย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท