posttoday
คดีเส้นผมในเนื้อย่าง กับการสืบสวนจากแรงจูงใจ

คดีเส้นผมในเนื้อย่าง กับการสืบสวนจากแรงจูงใจ

23 สิงหาคม 2558

ครั้งหนึ่ง จิ้นเหวินกง ผู้นำแคว้นจิ้น พบเส้นผมในเนื้อย่างที่กำลังจะทาน พระองค์สั่งเรียกตัวพ่อครัวมาด้วยความโกรธ

โดย...นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ครั้งหนึ่ง จิ้นเหวินกง ผู้นำแคว้นจิ้น พบเส้นผมในเนื้อย่างที่กำลังจะทาน พระองค์สั่งเรียกตัวพ่อครัวมาด้วยความโกรธ “เจ้าจะให้ข้าสำลักเส้นผมนี้หรือไร ความประมาทในหน้าที่ของเจ้า โทษสมควรตาย” พ่อครัวมองไปที่เส้นผมที่อยู่บนชิ้นเนื้อย่าง นิ่งไปสักพัก แล้วหันมาบอกกับจิ้นเหวินกงว่า “ขอพระองค์ทรงลงโทษข้าด้วย แต่ก่อนหน้านั้นขอให้ข้าได้สาธยายความผิดของข้าทั้งสามประการ” จิ้นเหวินกงแปลกใจ โทษถึงตายอยู่ตรงหน้า พ่อครัวยังไม่มีท่าทีจะขอชีวิต สีหน้านิ่งเฉย แถมจะสาธยายความผิดของตัวเอง แล้วเป็นความผิดสามข้อไหนกัน ไหนๆ ก็ไหนๆ ลองฟังดูหน่อย “นั้นเจ้าก็ว่ามา”

“ความผิดข้อแรก คือ ข้าลับมีดของข้าเองจนคมขนาดเฉือนเนื้อย่างได้อย่างเรียบกริบ แต่กลับคมไม่พอที่จะตัดเส้นผมนี้ขาด” พ่อครัว กล่าว

“ข้อสอง ข้านำไม้เสียบเนื้อย่างอย่างเรียบร้อย แต่กลับสายตาเลอะเลือนอย่างมหันต์ มองไม่เห็นเส้นผมนี้สักนิดเดียว” ฮ่องเต้เริ่มเอะใจ

“ข้อสาม แม้ฟืนไฟที่ข้าเผาจะแดงโล่ จนเนื้อย่างสุกอย่างทั่วถึง กลับไม่สามารถเผาเส้นผมนี้ให้มอดไหม้ ปล่อยให้เส้นผมเส้นนี้มาปะปนอยู่ในเนื้อย่างมื้อนี้ของพระองค์ ท่าทางผู้คนที่อยู่ข้างกายข้าจะมีคนคอยอิจฉาข้าอยู่หรือก็ไม่รู้ได้ ประหารข้าไปจะไม่ด่วนสรุปไปหน่อยหรือ”

จิ้นเหวินกงได้ฟังแล้วฉุกคิด สติมาปัญญาเกิด จึงสั่งสอบสวนทั้งโรงครัว ผลปรากฏว่า รองพ่อครัวรับสารภาพผิด ว่าเป็นคนใส่เส้นผมลงไปในเนื้อย่าง ก็เพราะต้องการใส่ร้ายพ่อครัวใหญ่ เพื่อครอบครองตำแหน่งแทน พ่อครัวใหญ่จึงรักษาหัวให้คงอยู่บนบ่าตนได้

นี่เป็นนิทานที่เล่าโดย หานเฟยจื่อ นักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ของจีน ซึ่งชื่อเสียงไม่แพ้ ขงจื่อ เหลาจื่อ (ชาวไทยออกรู้จักกันในสำเนียง ขงจื๊อ เล่าจื๊อ)

ด้านการเมือง แนวคิดขงจื่อเน้นให้ผู้นำขัดเกลาผู้คนด้วยการศึกษาและจริยธรรม เหลาจื่อเน้นให้ผู้นำปกครองประชาชนแบบปล่อยให้สรรพสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติ แต่แนวคิดการปกครองหานเฟยจื่อออกจะไปทางฝั่งด้านมืด เพราะคิดว่าผู้คนล้วนขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ และผลได้ผลเสีย เพราะฉะนั้น ผู้ปกครองควรคำนึงถึงจุดนี้ให้มั่น จะทำให้ผู้ใต้ปกครองหันเดินไปในทางที่เราต้องการ

นิทานข้างต้นเป็นหนึ่งในหลายสิบเรื่องที่หานเฟยจื่อเล่าออกมาเพื่อให้เห็นการขับเคลื่อนของจิตใจด้านมืดของมนุษย์ พ่อครัวรองใส่ร้ายพ่อครัวใหญ่เพราะผลประโยขน์จะตกอยู่กับตน คนเราจึงต้องดูให้ดี ว่าทุกความผิดความเสียหายที่เกิดขึ้นใครได้ประโยชน์ ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ที่อยากให้เกิดเหตุร้ายแรงนั้นมากที่สุด

ภาษาการสอบสวนสมัยใหม่อาจเรียกว่า ”แรงจูงใจ” ใครรับประโยชน์จากเหตุการณ์นั้นมากที่สุด ใครเป็นศัตรูกับผู้ที่ได้รับผลจากอาชญากรรมนั้น คนที่มีแรงจูงใจสูงสุดคือผู้ต้องสงสัยอันดับต้นๆ

ในขณะเดียวกัน ถ้าโทษของการประมาททำเส้นผมร่วงลงอาหารรุนแรง พ่อครัวใหญ่ก็ย่อมจะไม่อยากให้ตัวเองได้รับโทษจากความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ นี้ จนแรงจูงใจในความรอบคอบน่าจะมีเต็มเปี่ยม

สำหรับหานเฟยจื่อ ไม่ใช่จริยธรรมที่ขับเคลื่อนพ่อครัวใหญ่และพ่อครัวรอง แต่เป็นผลประโยชน์และโทษทัณฑ์ต่างหาก

ความเผ็ดร้อนและตรงไปตรงมาของแนวคิดสายหานเฟยจื่อ เข็นเอา ขงจื่อ เหลาจื่อ ขึ้นไปอยู่บนหอคอยงาช้างในบัดดล

และควรจะอ้างถึงในที่นี้ด้วยว่า แนวคิดสำนักหานเฟยจื่อได้รับการใช้งานโดยแคว้นฉิน และกลายเป็นที่มาของความเข้มแข็งจนรวบรวมจีนเป็นหนึ่งได้ของฉินสื่อหวงตี้ (จิ๋นซีฮ่องเต้)

ครั้งหนึ่งที่ฉินสื่อหวงตี้ได้อ่านตำราที่เขียนขึ้นโดยหานเฟยจื่อ ถึงกับปรารภว่า “ถ้าข้าได้เจออาจารย์ที่เขียนคัมภีร์เล่มนี้ ก็ถือว่าตายโดยไม่เสียชาติเกิด”

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ราชวงศ์ฉินถูกล้มล้าง ราชวงศ์ฮั่นที่มาแทนที่ ไม่นานนักก็ปวารณาประเทศจีนให้เดินตามแนวคิดขงจื่อในทางการเมือง และเจือแนวคิดของเหลาจื่อไว้ใช้เชิงศาสนา

ทั้งขงจื่อและเหลาจื่อจึงถูกเชิดชูในเวทีประชาชน แต่สำหรับชนชั้นฝ่ายปกครอง กลับซ่อนหาง ”หานเฟยจื่อ” ไว้ข้างหลัง

บางคนให้นิยามการปกครองจีนโบราณไว้ทำนองว่า “ข้างนอกขงจื่อ ข้างในหานเฟย” เปลือกนอกเน้นจารีตและพิธี แต่แท้จริงเชื่อว่าคนขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์และโทษทัณฑ์

ย้อนกลับไปในนิทานสั้นที่หานเฟยจื่อยกมา นอกจากการวิเคราะห์แรงจูงใจแล้ว ยังมีกระบวนการสำคัญที่ทิ้งไว้สั้นๆ ก่อนที่เราทุกคนควรจะสรุปว่า คนที่มีแรงจูงใจสูงสุดเท่านั้นคือผู้กระทำผิด

นั่นคือการสืบสวน จนไปถึงการยอมรับสารภาพ

จิ้นเหวินกงมิได้ถือแรงจูงใจเป็นมูลเหตุสรุปหาคนผิด แต่อาศัยการสืบสวนจนคนผิดสารภาพเป็นจุดสิ้นสุด นิทานสั้นๆ เรื่องนี้จึงไม่ได้เล่าอย่างงมงายใน “แรงจูงใจ” เสียทีเดียว

และโลกแห่งความเป็นจริงก็ซับซ้อนกว่าโลกแบนๆ ในนิทานมากมาย นิทานเรื่องพ่อครัวนี้เองถ้าเล่าสู่กันฟังในยุคนี้อาจมีคนสงสัย ว่าเส้นผมของพ่อครัวทำไมจะเผลอทำหล่นลงไปไม่ได้ ต้องมาค้นหาแรงจูงใจอะไรกันมากมาย แต่สำหรับยุคนั้นแล้ว ชายชาวจีนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะไม่ตัดผมตนเองอีกเลย เส้นผมเส้นนี้หากเล่าเมื่อสองพันปีที่แล้วในแผ่นดินจีน ย่อมหมายถึงเส้นผมยาวสลวย ที่ไม่น่าหลุดรอดคมมีด สายตา และเปลวไฟ มาอย่างไร้ที่ติ  ไม่ใช่เส้นผมท่านชายยุคปัจจุบันที่อาจหลุดรอดไปในมื้ออาหารได้ไม่ยาก

ปัจจัยเรื่องที่ผู้ฟังนิทานอยู่ในยุค อยู่นอกยุค จึงทำให้เข้าใจภาพเหตุการณ์ผิดฝาผิดตัวได้ ไม่ต่างกับการอยู่ในเหตุการณ์ กับการอยู่นอกเหตุการณ์ที่ฟังเขาเล่าต่อๆ กันมาแล้วมาสรุปกันเอง

ความซับซ้อนในชีวิตจริงอาจมากกว่านั้น ถ้าพ่อครัวเจ้าชู้หรือมีศัตรูเยอะ คนมีแรงจูงใจรองๆ ลงมาอาจเป็นคนจงใจโยนความผิดให้คนที่ดูเหมือนมีแรงจูงใจสูงสุดก็เป็นได้

คนที่เสี่ยงต่อการถูกทำลาย ทำร้ายจึงมักเป็นคนที่มีศัตรูเยอะเป็นเบื้องต้น เพราะถ้าหากมีศัตรูเพียงคนเดียว ก็เท่ากับว่าผู้มีแรงจูงใจจะทำร้ายหรือผู้ต้องสงสัยย่อมมีอยู่คนเดียว และถ้าคนคนนั้นไม่ได้ใหญ่โตจนรอดเงื้อมมือโทษทัณฑ์รุนแรงไปได้ง่ายๆ หานเฟยจื่อจะสรุปว่า คนคนนั้นควรจะไตร่ตรองและไม่เลือกทำอาชญากรรมนั้น เพราะได้ไม่คุ้มเสีย

โลกเรายิ่งคิดมันก็ซับซ้อนกว่านิทานแบบนี้นี่แหละครับ แรงจูงใจจึงอาจเป็นเข็มทิศเบื้องต้นได้ แต่คงไม่ใช่ข้อสรุป นิทานของหานเฟยจื่อที่เหมือนยิงตรงประเด็นทะลุด้านมืดจิตใจคนจึงอยู่โดดๆ ในชีวิตจริงไม่ได้

เหลาจื่อจึงบอกในทำนองที่ว่า “ผู้คนยิ่งมีเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายมากขึ้นเพียงไร ผู้คนก็ยิ่งคิดหาทางบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงด้วยวิธีเลวร้ายมากขึ้นเท่านั้น” คือ อย่าคิดว่าจะมีวิธีตายตัวอะไรมาจับคนทำผิด วิธีจับยิ่งฉลาดคนทำผิดมันก็จะพัฒนาตัวให้ซับซ้อนและฉลาดล้ำไปอีก

และขงจื่อจึงบอกว่า “รู้ว่ารู้ก็คือรู้ รู้ว่าไม่รู้ก็คือรู้ ทั้งคู่เรียกได้ว่ารู้” โปรดอย่าถือตัวว่าต้องรู้ไปทุกอย่าง โดยเฉพาะในสิ่งที่ไม่รู้

แล้วทุก “จื่อ” ก็ลงมาจากหอคอยงาช้างมาอยู่เคียงข้างชีวิตประจำวันของเราอีกครั้งหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท