
เรายังปกติดีอยู่หรือไม่ ?
โลกและสังคมไทยก็กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมากและรุนแรง และต้องเผชิญกับความผันผวน
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
โลกและสังคมไทยก็กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมากและรุนแรง และต้องเผชิญกับความผันผวนที่ยากจะรับมือเกิดขึ้นเรื่อยๆ
ภาวะแบบนี้ ทำให้นึกถึงพระราชนิพนธ์แปลเล่มล่าสุดของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี“ร้านน้ำชา”
“ร้านน้ำชา” เป็นบทละครพูด 3 องก์ ผู้ประพันธ์คือ เหลาเส่อ นักเขียนผู้เรืองนามในวงวรรณกรรมจีน เนื้อเรื่องเล่าถึงสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านของเมืองจีนในช่วง 3 เหตุการณ์สำคัญที่เกิดต่อเนื่องกันในช่วง 50 ปี ของประวัติศาสตร์จีน
องก์แรก เป็นเหตุการณ์ในช่วง ค.ศ. 1898-1908 ช่วงนี้ เป็นรัชสมัยจักรพรรดิกวางซู่
จักรพรรดิกวางซู่ เป็นหลานของพระนางซูสีไทเฮา พระราชมารดาของพระองค์คือ น้องของพระนางซูสีไทเฮาโชคชะตาเล่นตลกกับพระองค์ เพราะพระนางซูสีไทเฮาเชิดพระองค์ขึ้นเป็นจักรพรรดิตั้งแต่ 3 ขวบ เพื่อที่พระนางจะได้ยึดกุมอำนาจไว้ทั้งหมด กระทั่งเมื่อทรงพระเจริญวัยจนเป็นหนุ่มแล้วจึงทรงเริ่มการปฏิรูปประเทศ โดยทรงริเริ่มการปฏิรูป 100 วัน
ด้วยความเชื่อว่า ระบอบจักรพรรดิควรจะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแบบญี่ปุ่น และหากปฏิรูปการเมือง สังคมและกฎหมายจีนจะมีความเจริญและสามารถรับมือกับการเผชิญภัยคุกคามจากตะวันตกได้ โดยความตั้งพระทัยเช่นนี้ของพระจักรพรรดิหนุ่ม โดยการช่วยเหลือของขุนนางหัวคิดก้าวหน้าจำนวนหนึ่งได้ช่วยกันทำงานด้วยความมุ่งมั่น
น่าเสียดายว่าการปฏิรูปเริ่มไปได้เพียง 3 เดือน กับ 11 วัน โดยมีพระบรมราชโองการหลายฉบับเพื่อการปฏิรูปครั้งใหญ่
พระนางซูสีไทเฮาก็ทรงทำรัฐประหารยึดอำนาจ กระชับพระราชอำนาจกลับคืน
จักรพรรดิกวางซู่ถูกคุมขัง ขุนนางหัวก้าวหน้าบางคนที่ยืนหยัดถูกประหาร บางคนหลบหนีไปได้ก็ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ
จักรพรรดิกวางซู่ ครองราชย์เมื่ออายุ 3 พรรษา ทรงเริ่มปฏิรูปบ้านเมืองขณะพระชนมายุ 27 พรรษา หลังจากนั้นถูกคุมขังอยู่ในตำหนักกลางทะเลสาบเป็นเวลา 10 ปี สิ้นพระชนม์เมื่อ 37 พรรษา และเป็นการสิ้นพระชนม์ก่อนพระนางซูสีไทเฮาเพียง 1 วัน ในยุคต่อมา มีการนำหลักฐานจากพระบรมศพมาตรวจพิสูจน์ จึงพบว่า ทรงถูกวางยาพิษประเภทสารหนู
เหตุการณ์ในองก์ที่สอง เป็นช่วงการทำสงครามของขุนศึกต่างๆ
หลังเกิดสงครามฝิ่น อังกฤษ ฝรั่งเศสพากันปล้นเมืองจีน พระนางซูสีไทเฮาสวรรคตแล้ว ประเทศจีนเข้าสู่ยุคการปกครองแบบสาธารณรัฐโดยมี ดร.ซุน ยัด เซ็น เป็นประธานาธิบดีคนแรก แต่เหล่าขุนศึกก็ไม่ลงรอยกัน จนบ้านเมืองแตกเป็นเสี่ยงๆ ขุนศึกผู้ทรยศจักรพรรดิกวางซู่คือ หยวนซื่อไข ตั้งตนเป็นจักรพรรดิใหม่ได้เพียง 83 วัน ก็ต้องปิดฉากตัวเอง อำนาจตกไปอยู่ในมือของรัฐบาลก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งสามัคคีเป็นรวมการเฉพาะกิจร่วมกันปราบปรามขุนศึกก๊กต่างๆ
องก์ที่สาม เป็นช่วงทำสงครามขับไล่ญี่ปุ่น รัฐบาลก๊กมินตั๋งโดยการหนุนหลังของสหรัฐหันกลับเปิดศึกกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน
เล่าเพียงแค่นี้ก็คงพอนึกได้ว่า ช่วง 50 ปีแห่งความวุ่นวายของแผ่นดินจีนยุคนั้นจะโกลาหลสักเพียงไร ประเทศอ่อนแอ บ้านเมืองวุ่นวายทุกหย่อมหญ้า ข้าวยากหมากแพง เจ้าหน้าที่กดขี่ข่มเหงประชาชน ไม่มีใครได้อยู่เย็นเป็นสุขแม้แต่คนเดียว
เหลาเส่อนำโชคชะตาของคนจีนในห้วงเวลานั้นมาเล่าโดยใช้ร้านน้ำชาแห่งหนึ่งเป็นฉากตัวละครมีทั้งขุนนางเก่าพ่อค้า คนจน นักเลงหัวไม้ พ่อค้าสงคราม นักค้ามนุษย์ ทหารหนีทัพ หมอดูโหงวเฮ้ง พ่อสื่อ ขันที ฯลฯ
เขาทำให้เห็นว่า มนุษย์และอมนุษย์ สารพัดรูปแบบนั้นทำต่อกันอย่างไรและต่างต้องเผชิญกับสิ่งไรในแต่ละช่วง
บทละครเรื่องร้านน้ำชานี้ทำให้เหลาเส่อได้รับการยกย่องในระดับสากลต่อเนื่อง หลังจากโลกเคยได้รู้จักเขาจากผลงานเรื่องคนลากรถ มาก่อนแล้ว แต่น่าเสียใจและน่าเสียดายว่า แม้เหลาเส่อจะได้ชื่อว่า เป็นศิลปินของประชาชนในเมืองจีน และมีชื่อเสียงขจรขจายในวงวรรณกรรมสากล แต่ตัวเขาเองก็ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้าเฉกเช่นตัวละครบางตัวในร้านน้ำชาที่เขารังสรรค์ขึ้นมากับมือนั่นเอง
ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน เมื่อ ค.ศ. 1960 เหลาเส่อกระโดดน้ำฆ่าตัวตายที่ไท่ผิงหู เมืองปักกิ่ง เพราะ“มิอาจทนรับกับสภาพการณ์อันป่าเถื่อน ไร้เหตุผล ไร้ศีลธรรม และมโนธรรม รวมทั้งการบีบคั้นทำร้ายย่ำยีทั้งทางร่างกายและจิตใจได้”
ทำไมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ถึงสนพระทัยและทรงเลือกแปลเรื่องนี้ มิปรากฏในหนังสือแต่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในคำนำส่วน “ก่อนเปิดม่าน” มีความที่น่าสนใจยิ่งตอนหนึ่งซึ่งขออัญเชิญมาแสดงไว้ณ ที่นี้ โดยมีความตอนหนึ่งว่า
“บทละครพูดนี้เป็น บันทึกประวัติศาสตร์ ที่มีสาระสำคัญสะเทือนใจผู้อ่าน เพราะผู้อ่านได้เข้าใจรับรู้ความทุกข์ ความสุข ความรันทดใจของผู้คนหลากหลายระดับในสังคม ที่จะไม่ปรากฏในหลักฐานหรือบันทึกประวัติศาสตร์ทั่วไป
“คำพูดของตัวละครอันหลากหลาย ล้วนแสดงให้เห็นสัจธรรมว่า ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงเพื่ออุดมการณ์ ความดีงามเจริญรุ่งเรืองเพียงใด ถ้าจิตมนุษย์ไม่พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปด้วย ย่อมก่อให้เกิดความสูญเสีย ความทุกข์อันประมาณมิได้ จากการกระทำของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง
“ความสุขและคุณค่าของมนุษย์ ไม่ว่าในสังคมใด อาจไม่แตกต่างกันมากนักและท้ายที่สุดแล้ว ความดีงามเจริญไพบูลย์ อันเป็นอุดมคติแห่งสังคมทั้งหลาย ย่อมอาศัยมนุษย์ ผู้สามารถรักษา ‘ความเป็นมนุษย์’ ผู้มีจิตใจรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างดีงามไว้อย่างมั่นคงได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงหลากหลายสุดคาดคะเนทั้งมวล”
ครับ เรียบง่าย ตรงไปตรงมา กระจ่างแจ้ง และเป็นความจริงอย่างที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ไม่มีผิด นั่นคือ ไม่ว่าจะเปลี่ยนแรงหรือเผชิญกับความผันผวนรุนแรงอย่างไร ผู้อื่นและเหตุปัจจัยอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เราต่างหากที่ต้องถามตัวเองว่า เรายังเป็น “ผู้สามารถรักษาความเป็นมนุษย์ของเรา” ไว้ได้หรือไม่
ในวันที่บ้านเมืองเราสั่นไหวเพราะแรงระเบิด ผมนึกถึง “ร้านน้ำชา” และพระราชนิพนธ์ชิ้นนี้ขึ้นมาจับใจ







