
สุนีย์ รุ่งเรืองไพฑูรย์ เลี้ยงลูกแบบนักกิจกรรม
โดย...อณุสรา ทองอุไร
โดย...อณุสรา ทองอุไร
เหม่เม้ย์-สุนีย์ รุ่งเรืองไพฑูรย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูโรเซีย ฟู้ดส์ อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ผันตัวเองมาเปิดบริษัทนำเข้าชีส เนย จากต่างประเทศ และในฐานะคุณแม่ลูก 2 น้องมิวมิ้ว-วรรณสิรี ยังวณิชย์ วัย 12 ปี เรียนอยู่เกรด 5 และน้องมินมิ้น-กานต์สินี วัย 11 ขวบ เรียนอยู่เกรด 4 ที่โรงเรียนสิงคโปร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เธอเล่าว่าลูกสาวกำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นตอนต้นก็สนิทกับคุณแม่เป็นอย่างดี เพราะเลี้ยงลูกใกล้ชิดตั้งแต่เด็กๆ
ปีหน้านี้เธอจะส่งลูกไปต่อไฮสคูลที่ประเทศสิงคโปร์ เพราะอยากให้ลูกได้ภาษาและระเบียบวินัย ช่วยเหลือตนเองได้ ที่สำคัญคุณแม่รุ่นใหม่อดีตนักกิจกรรมเลี้ยงลูกแบบจัดเต็ม ดนตรี กีฬา ท่องเที่ยว จิตอาสา ต้องมาครบ
“แม่เป็นเด็กกิจกรรมมาตั้งแต่เล็ก เรียนก็ดี กิจกรรมก็ชอบ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็เป็นนักกิจกรรมตัวยง ทุกวันนี้ก็ยังเป็นหญิงบ้าพลัง ชอบออกกำลังกายทั้งวิ่ง ขี่จักรยาน เข้าฟิตเนส เล่นดนตรี ร้องเพลง เดินทางท่องเที่ยว พอแต่งงานมีลูกสาว 2 คน เราก็เลี้ยงลูกแบบที่เราเคยเป็น เราชอบกิจกรรมก็ส่งเสริมให้ลูกๆ มีกิจกรรมเหล่านี้ไปพร้อมๆ กับเรา ลูกเล่นดนตรีได้หลายอย่าง กีฬาก็เล่นได้หลายชนิด ไม่อยากให้ลูกเป็นเด็กเรียนอย่างเดียว โลกของลูกก็จะแคบ การได้มีกิจกรรมอื่นๆ นอกห้องเรียนทำให้เขามีมุมมองในชีวิตที่หลากหลายและมีเพื่อนเยอะขึ้น”
แน่นอนว่าการสอนเรื่องระเบียบวินัย การมีสัมมาคารวะ กตัญญูรู้คุณ นั่นเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกครอบครัวเน้นย้ำกันอยู่แล้ว แต่การให้ลูกๆ ได้รู้จักเปิดโลก มีมุมมองความคิดที่กว้างไกลหลากหลาย ใจกว้าง มองเห็นยอมรับความแตกต่าง การให้ลูกได้เดินทางตั้งแต่เด็กจะช่วยเสริมสร้างจินตนาการทำให้เด็กเกิดแรงบันดาลใจ
“แม่ทำงานเยอะ เดินทางบ่อยมาก เวลาที่จะอยู่กับลูกน้อยกว่าแม่ๆ ทั่วไป แต่แม้จะเป็นเวลาที่น้อยก็จะเป็นเวลาคุณภาพ เป็นเวลาที่เราตั้งตารอที่จะอยู่ด้วยกัน แล้วจะเป็นช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันจริงๆ อย่างมีความสุข เช่น การเดินทางด้วยกันครั้งละ 3-4 วัน หรือการไปซ้อมร้องเพลงด้วยกัน ไปเล่นกีฬาด้วยกัน เป็นช่วงเวลาคุณภาพที่มีความสุขมากๆ เป็นความประทับใจของแม่กับลูกจริงๆ เป็นช่วงเวลาที่เราอยู่กันด้วยรอยยิ้ม นึกถึงเมื่อไหร่ก็จะยิ้มขึ้นมาทันที เป็นความทรงจำที่ดีของกันและกัน”
คุณแม่นักกิจกรรมบอกว่า แม่ไม่เคยซีเรียสว่าลูกจะต้องเรียนเก่งหรือไม่ แต่ขอให้ลูกเป็นเด็กมีความสุขตามวัยที่ควรจะเป็น สิ่งที่เน้นคือให้ลูกเข้ากับสังคมกับเพื่อนได้เป็นที่ยอมรับ เรียนรู้ที่จะผิดหวังบ้างในบางครั้ง และเป็นเด็กที่แบ่งปัน รู้จักให้ รู้จักอภัย
ทุกปีแม่จะให้ลูกเก็บหนังสือนิทาน หนังสือการ์ตูน ของเล่นไปบริจาค และให้เขาเก็บเงินส่วนหนึ่งเอาไว้ทำบุญ แล้วให้ลูกเป็นคนเลือกว่าปีนี้อยากไปทำบุญที่ไหน ไปวัด ไปมูลนิธิ ไปบ้านเด็กกำพร้า ไปบริจาคที่โรงพยาบาล ให้ลูกๆ รู้จักให้ รู้จักเลือกได้ มีสิทธิออกความเห็น
“แม่จะไม่ผูกขาดการตัดสินใจเอาไว้คนเดียว ทุกอย่างเราจะใช้คำว่าหารือกัน อยากไปไหน ไปเที่ยวที่ไหน ไปทำบุญที่ไหน อยากทำกิจกรรมอะไร เพื่อให้เขาได้แสดงความคิดเห็นให้เหตุผล รู้จักคิดวิเคราะห์ เพราะช่วงเวลานี้ลูกยังเด็ก ยังพร้อมที่จะฟังยังสั่งสอนได้ พอลูก 16-17 ลูกก็จะมีโลกของตัวเอง มีความคิดเห็นของตัวเอง เขาอาจจะไม่อยากฟังอะไรเยอะแล้ว แม่เองต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนไปเป็นผู้ฟังแทน” คุณแม่กล่าวอย่างเข้าใจ
สุนีย์สรุปปิดท้ายว่า แม่เองต้องปรับตัวไปตามลูก ตอนเด็กก็เลี้ยงลูกแบบหนึ่ง ตอนประถมก็สอนแบบหนึ่ง ตอนมัธยมก็สอนอีกแบบหนึ่ง พอเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องสอน เพราะพร่ำสอนกันมาเยอะแล้ว ตอนนั้นก็เปลี่ยนไปฟังลูกให้มากขึ้น เข้าใจให้มากขึ้น รักอย่างเดียวไม่พอ ต้องเข้าใจให้มากขึ้นด้วย







