posttoday
เมื่อรัก…กลายเป็นรั้วที่มองไม่เห็น

เมื่อรัก…กลายเป็นรั้วที่มองไม่เห็น

19 สิงหาคม 2558

โดย...ปูปรุง ภาพ  จินุชนันท์  สุขสวัสดิ์

โดย...ปูปรุง ภาพ  จินุชนันท์  สุขสวัสดิ์

เช้าวันแดดสวยที่ร้านกาแฟชื่อเรียกน่ารักแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ฉันได้ใช้เวลาเกือบชั่วโมงเศษในการนั่งรอเพื่อนเพื่อไปทำธุระต่อด้วยกันในตอนสาย เนื่องจากพื้นที่ร้านนี้มีขนาดกะทัดรัด โต๊ะที่ว่างสำหรับฉันจึงอยู่ใกล้กับอีกโต๊ะหนึ่ง โดยมีกลุ่มคุณแม่ 3-4 คน ซึ่งนั่งอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วอย่างช่วยไม่ได้ แม้จะหอบหิ้วงานไปนั่งทำเพื่อคั่นเวลา และมีสมาธิในระหว่างทำงานพอสมควรก็ตาม แต่ก็ยังมีบ้างบางขณะที่ได้ยินเรื่องราวที่เหล่าคุณแม่โต๊ะข้างๆ นั้นคุยกันผ่านหูจนได้ กระทั่งได้ยินเรื่องๆ หนึ่งที่บังเอิญสะดุด แล้วทำให้ฉันต้องเสียมารยาทเพื่อหยุดฟังอย่างตั้งใจและขบคิดตาม เรื่องที่ว่านั้นก็คือบรรดาคุณแม่ๆ เหล่านั้นต่างเล่าถึงกิจกรรมต่างๆ ที่ตนเองจัดวางให้ลูกทำ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพาไปเรียนพิเศษที่นั่น ต่อด้วยไปเข้าคอร์สเสริมที่นี่ ทุกคนในกลุ่มนี้ดูเหมือนจะมีกิจกรรมไปในแนวทางเดียวกันหมด คือ จัดแจง จัดหา สิ่งที่คิดว่าดีที่สุดเพื่อลูกของตัว เพื่อพวกเขาจะได้สอบเข้าที่นั่นที่นี่ได้ แต่ทั้งหมดกลับพบปัญหาตามมาคล้ายๆ กันก็คือ กลุ้มใจที่ต้องทะเลาะ ถูกปฏิเสธ หรือแสดงออกในทางก้าวร้าว ต่อต้านจากลูกๆ ของเธอ พร้อมทั้งต่างปรึกษาและช่วยกันหาทางออกกันยกใหญ่ เพื่อว่าสุดท้ายจะทำอย่างไรให้ลูกๆ ของเธอเหล่านั้นทำในแบบที่เธออยากให้ทำ

เรื่องนี้คงจะไม่สะกิดใจฉันมากนัก ถ้าหากว่ามันไม่เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับตัวฉันเองมาก่อนในบทบาทความเป็นแม่ ซึ่งบังเอิญเหลือเกินที่สถานการณ์นั้นช่างเหมือนกันอีกเสียด้วย ครั้งนั้น...ฉันเคยเป็นคุณแม่ที่อ้างคำว่า “รัก” และ “ความเป็นห่วง” กับลูก แล้วก็ใช้คำคำนี้ในการจัดแจงชีวิตลูกโดยที่เขาไม่มีโอกาสได้ร่วมวางแผนอนาคตของตัวเองเลย แล้วผลสุดท้ายก็คือพบความจริงว่าลูกไม่ปฏิเสธ แต่ลูกไม่ทำตาม!! กว่าจะรู้ว่าเขาไม่เคยเข้าเรียนคอร์สพิเศษที่ฉันจัดแจงให้เลยสักครั้ง เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบจะครบคอร์สแล้ว แม้จะอึ้งแต่ฉันก็อดดีใจลึกๆ ไม่ได้ที่เรื่องนี้ยังเป็นแค่เรื่องโดดเรียนพิเศษ ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายมากเกินไปนัก แต่อย่างไรก็ตาม--มันก็สอนบทเรียนครั้งสำคัญให้กับฉันในการมองความรักใหม่จนถึงทุกวันนี้

ลีโอนาร์โด ดาร์วินซี เคยกล่าวไว้ว่า “จงอย่ารัก หรือ เกลียดสิ่งใด...จนกว่าจะเข้าใจอย่างถ่องแท้” คำพูดนี้ลึกซึ้งมาก ใช่—ที่เราควรรู้จักใคร หรือสิ่งใดอย่างแท้จริงให้ได้ก่อนก่อนที่จะมอบความรู้สึกนั้นออกไป แต่ฉันกลับคิดเพิ่มอีกว่า ในเรื่องความรักนั้นมันยังมีอะไรที่ซับซ้อนและยากกว่าการเกลียดมากมายนัก เพราะความรักที่เกิดขึ้นในหลายๆ ครั้งของชีวิตคนเรา บางทีเรากลับใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางแทนที่จะมองถึงคนที่เรารักให้มาก แล้วใช้ “ความรักที่มาก” นั่นเอง ล้อมกรอบคนที่เรารักจนเขารู้สึกอึดอัดในภายหลัง จึงเป็นที่น่าเสียดายว่า ความรู้สึกเมื่อเรารักใคร แล้วอยากจะ “ให้” เขา และอยาก “ช่วยเหลือ” เขา ซึ่งควรเป็นความรู้สึกทางใจ “ฝ่ายเย็น” หล่อเลี้ยงใจให้ชุ่มฉ่ำและผ่องใส กลับกลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม เป็นความรู้สึกทางใจ “ฝ่ายร้อน” ที่เผาใจคนใกล้ตัวให้รุ่มร้อนตามไปด้วยอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้น

โลกแห่งความรักนั้นไม่ใช่โลกแห่งคณิตศาสตร์ที่มีสูตรสำเร็จ ไม่ใช่โลกของสีขาวกับสีดำ แต่มันเป็นสีเทาที่มีหลากหลายสีผสมปนเปกัน การจะอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าความรักและคนที่เรารักอย่างมีความสุข สอดคล้องสมดุล จึงจำเป็นที่คนคนนั้นจะต้องรู้จักปรับแต่งความรู้สึกรักนั้นให้งดงาม ด้วยศิลปะ ด้วยหัวใจ และด้วยสมอง

ความรักนั้นเป็นสิ่งสวยงามและการถูกรักนั้นก็เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งนัก แต่ความสัมพันธ์ที่งอกงามและพัฒนาได้ดีนั้นต้องเกิดขึ้นจากความลงตัว และเหลือพื้นที่ให้ได้รู้สึกปลอดโปร่งบ้าง เรื่องของระยะห่างที่พอเหมาะพอดี จึงเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ “รัก” จะไม่กลายเป็นรั้วที่สร้างความอึดอัด ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าสถานการณ์ไหนควรอยู่ใกล้ และเมื่อใดที่ควรถอยห่างออกมาบ้าง ไม่ต่างกันกับการที่เรารู้ว่าควรต้องนั่งห่างจากคอมพิวเตอร์เท่าใดเพื่อถนอมสายตา รู้ว่าต้องรักษาระยะของรถที่เราขับเพียงใดเพื่อให้เบรกแล้วจะไม่ชนคันหน้า รู้ว่าเราควรนั่งห่างกองไฟแค่ไหนจึงจะอุ่นพอดี หรือควรรู้ว่ากับคนแปลกหน้าหรือคนรู้ใจ ควรนั่งใกล้แค่ไหนถึงจะเป็นความพอดีที่เหมาะสม

ฉันลืมเล่าต่อไปว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นแทนที่ฉันจะเป็นฝ่ายโกรธ กลับกลายเป็นว่าฉันได้มีโอกาสขอโทษลูกและได้คุยเปิดใจกับเขา จากวันนั้นเป็นต้นมา ลูกจะปรึกษาฉันเสมอในเรื่องสำคัญที่เขาตัดสินใจเองไม่ได้ แล้วทบทวนกับตัวเองอีกครั้งก่อนที่จะทำตามในสิ่งที่เราตกลงร่วมกันด้วยความเต็มใจ ความรัก…ไม่ว่าจะเป็นรักระหว่างเรากับลูก หรือรักระหว่างเรากับคนรัก ต่างต้องอาศัยทัศนคติและมุมมองที่คล้ายคลึงกัน สิ่งที่ต้องใคร่ครวญเสมอก็คือ เมื่อระยะห่างระหว่างบุคคลเริ่มสั้นลง เราก็มีสิทธิที่จะกระทบกระทั่งกันได้ง่ายขึ้น และการเคารพสิทธิที่พึงมีในฐานะความเป็นมนุษย์คนหนึ่ง คือสิ่งที่ใครทุกคนต่างต้องการได้รับทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ตัวเราเอง

เกี่ยวกับผู้เขียน

ปรุง หรือ ปริยกร วิศาลโภคะ : นิเทศศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

มีงานเขียนแนวมองโลกสวยงามตามความเป็นจริง และแนวพัฒนาตนเอง + ธรรมประยุกต์ 

ปัจจุบันเปิดแฟนเพจชื่อ ปูปรุง และเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Email address :[email protected]/ www. facebook.com/pages/ปูปรุง

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล