
ฮาวทู ค้นหัวใจ…ให้เจอชีวิตในฝัน
อะไรหนอ อยู่ใกล้ แต่เข้าใจยากที่สุด ตอบ ก็หัวใจของเราไงคะ
โดย...หนูดี-วนิษา เรซ ภาพ เอพี
อะไรหนอ อยู่ใกล้ แต่เข้าใจยากที่สุด
ตอบ ก็หัวใจของเราไงคะ
คนจำนวนมากตอบได้หมดว่าใครเป็นคนอย่างไร อาหารที่ไหนอร่อย โจทย์คณิตศาสตร์ข้อนี้ตอบอย่างไร แฟนเราชอบดอกไม้สีไหน ฯลฯแต่พอลองให้ถามใจตัวเองหน่อยว่า ต้องการอะไร ชอบอะไร อยากเรียนอะไร ทำงานไหนเหมาะกับตัวเองที่สุด กลับตอบกันแทบไม่ได้หรือกว่าจะตอบได้ก็คิดนานมาก
แถมไม่ชัวร์ด้วยว่า ที่คิดแบบนี้ ถูกหรือเปล่า
จริงๆ แล้ว ในสมองและในหัวใจของเรามีคำตอบสำหรับทุกการตัดสินใจใหญ่ๆ ในชีวิตของเรารอไว้แล้ว ปัญหาของเราก็คือ เราถามคำถามผิดหรือเปล่า หรือว่าเรามีสติและความใจเย็นพอจะรอฟังคำตอบที่สำคัญหรือเปล่า
น่าเสียดายที่คนจำนวนมากในสังคมปล่อยให้เสียงของสังคมดังลั่นเกินไปจนกลบเสียงในหัวใจของเขาเสียหมด จนพอถามถึงนิยามของชีวิตที่ประสบความสำเร็จแล้ว คำตอบที่เราได้รับจะเหมือนๆ กันไปจนน่าใจหายว่าคนเป็นล้านในหนึ่งสังคมทำไมจึงมีความคิดที่แทบไม่แตกต่างกันเลย มันจึงน่าประทับใจมากเมื่อเราได้เห็นคนสักคนหนึ่งที่กล้าลุกขึ้นมาประกาศว่า ฉันจะเป็นตัวของฉันเองฉันเข้าใจหัวใจของฉัน และฉันพร้อมที่จะทำตามมัน โดยที่นิยามความสำเร็จของฉันไม่ต้องเหมือนคนอีกเป็นล้านในสังคมเสมอไป
แต่การเหมือน ก็ไม่ใช่ความผิด
เพราะการทำงานเพื่อเงิน เพื่อบ้าน เพื่อรถ เพื่อการดูแลคนที่เรารักนั้นเป็นเบสิกของชีวิตผู้ใหญ่ ที่คนที่เรียนจบแล้วทุกคนควรทำได้อย่างภาคภูมิ ดังนั้นหากเราจะเหมือนๆ กันในกรณีนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องผิดหรือเรื่องแปลก
แต่หากเราไม่เคยลุกขึ้นมาถามตัวเองอย่างจริงจังว่า ฉันชอบเรียนอะไร และฉันจะชอบทำงานแบบไหน ในสภาพแวดล้อมแบบไหน และเราปล่อยชีวิตให้ไหลไปเรื่อยตามกระแสตอนนั้น เช่น มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คนฮิตเรียนนิเทศศาสตร์และเด็กรุ่นนั้นก็จะแห่กันไปเรียนนิเทศ จนพอจบออกมาพร้อมๆ กันก็มีบัณฑิตนิเทศเต็มประเทศ แย่งกันสมัครงานจนนายจ้างงง หรือรุ่นโตขึ้นไปหน่อยคนเก่งก็ต้องเรียนแพทย์ไม่เช่นนั้นก็วิศวะ หรือแนวๆ หน่อยก็สถาปัตย์ ดังนั้นหากเป็นรุ่นพ่อแม่เราหลายๆ คนที่ก็เรียนแพทย์จนจบมาทั้งที่ไม่ชอบ เพราะตอนมัธยมปลายดันเรียนเก่งและคะแนนถึงแพทย์ก็เลยต้องเรียนตามๆ กันในฐานะคนเก่ง แต่พอจบมาอาชีพนี้ช่างหนักหนาสาหัสยิ่งนัก ขนาดคนที่ชอบๆ ยังแทบไม่ไหว แล้วคนที่ฝืนใจเรียนมาตลอดหกปีจะทำงานอย่างมีความสุขแท้จริงได้อย่างไรกันเราจึงเห็นคนที่จบแพทย์ผันตัวเองไปทำงานอื่นกันอย่างเป็นล่ำป็นสัน
หรือแม้กระทั่งคนที่เรียนจบบริหารธุรกิจหรือปริญญาโท Business จากต่างประเทศที่เรียนเพราะ “ใครๆ ก็เรียน” แต่พอจบออกมา ก็ไม่รู้จะทำธุรกิจอะไรดี เพราะเรียนมาแค่บริหาร แต่คิดสร้างโปรดักต์ไม่เป็น
หากเราใช้ชีวิตตามกระแสสังคมโดยไม่ถามหัวใจตัวเองให้ชัวร์ๆ ว่า “แล้วจริงๆ เราชอบอะไร” เราก็จะกลายเป็นคล้ายฝรั่งกลมสาลี่ ที่ตอนแรกๆ เข้าเมืองไทยกิโลกรัมละแพงไม่ใช่น้อย แต่พอคนไทยเห็นขายดีเข้าหน่อย คราวนี้ปลูกกันแทบทุกสวน จนพอถึงฤดูกาล ปรากฏว่าฝรั่งกลมสาลี่ล้นตลาดราคาตกฮวบฮาบ จากของที่ควรจะมีค่ากลายเป็นของ “ไร้ราคา” ไปเสียนี่ จนชาวสวนฟันต้นฝรั่งทิ้งกันไปเป็นจำนวนมาก
เราคงไม่อยากเป็นฝรั่งกลมสาลี่ที่กิโลกรัมละแสนถูก แต่ให้เลือกได้เราทุกคนก็คงอยากเป็นอะไรสักสิ่งที่มีคุณค่าและไม่เหมือนใคร เป็นสิ่งที่ใครมองมาแล้วบอกว่า “นี่ล่ะ หนึ่งเดียว”ถ้าเราเรียนรู้ที่จะ “ปิดเสียงข้างนอก และฟังเสียงในใจ” ของเราดูบ้างในบางเวลา เราจะพบความสมดุลในชีวิตอย่างน่าประหลาดใจ
ล่าสุดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หนูดีได้โอกาสเดินทางข้ามโลก “คนเดียว” อีกครั้งหนึ่ง โดยเดินทางไปอเมริกาในเมืองที่ไม่เคยไปเลยคือ เมืองซีแอตเติล และเดินทางไปประเทศใกล้ๆ ที่ไม่เคยไปถึงเลยเสียทีคือ ประเทศแคนาดา โดยเลือกนั่งเรือสำราญขนาดเล็กชื่อ Clipper เพื่อข้ามจากฝั่งซีแอตเติลไปหยุดอยู่ที่เกาะวิกตอเรีย ของบริติชโคลัมเบียเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ การได้ไปอยู่คนเดียวเกือบหนึ่งเดือนเป็นเวลาที่น่ามหัศจรรย์เสมอค่ะหนูดีพบว่า เวลาวันละเป็นสิบชั่วโมงหนูดีอยู่กับความคิดตัวเองเยอะมาก แม้จะโทรกลับบ้านได้ แต่เวลาที่ตรงกันข้ามทำให้หนูดีได้นึกอะไรๆ มากมาย ทั้งนึกถึงสิ่งที่เราทำอยู่ สิ่งที่เราทำไปในอดีต และอนาคตเราจะก้าวต่อไปทางไหน มันเหมือนการปรับจูนเข็มทิศให้กับตัวเอง ปิดเสียงของทุกคนออกไปแล้วฟังเสียงในใจหนูดีคนเดียว
หนูดีพบว่า กลับมาเมืองไทยด้วยพลังใหม่ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ
จริงๆ แล้วความลับของชีวิตก็คือ สมองของเราทุกคนไม่มีสมองใครเหมือนกันเปี๊ยบเลยสักก้อนเดียว สมองของเราแตกต่างกันเสียยิ่งกว่าที่ลายนิ้วมือของมนุษย์แตกต่างกันเสียอีกค่ะ เพราะการวางแบบแผนเส้นใยของสมองที่มีมากกว่าหนึ่งแสนล้านเซลล์นั้นย่อมโยงใยเครือข่ายซับซ้อนกันยิ่งกว่านิ้วมือของคนไม่รู้เท่าไหร่ แม้กระทั่งฝาแฝดยังไม่มีทางที่จะมีสมองที่เหมือนกัน ดังนั้นคนอย่างพวกเราที่ก็ไม่ใช่แฝดเสียหน่อย ย่อมมีตัวเลือกและทางออกในชีวิตที่ไม่มีวันซ้ำกันเลย
ขอให้เราซื่อสัตย์กับความเป็นตัวเราอย่างแท้จริงเท่านั้นเอง
ทั้งหมดเริ่มต้นที่คำถามที่เราถามตัวเองค่ะ หากเราตั้งคำถามถูก ชีวิตก็ดำเนินไปถูกทาง หากเราเริ่มที่คำถามผิดชีวิตก็จะไร้สุขโดยที่เราเองก็ไม่รู้ว่าทำไม
ตัวอย่างคำถามผิดๆ ที่ไม่ควรถามตัวเอง เช่น
ทำไมเราไม่รวยแบบเขาบ้าง
ทำไมเราไม่เก่งเหมือนคนนั้้น
ทำไมเราไม่เด่น ไม่ดังเหมือนคนโน้น
ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างเบาะๆ ที่คนจำนวนมากตกลงไปในหล่มและวังวนของการตั้งคำถามที่ไม่สร้างสรรค์จนทำให้ชีวิตไม่ก้าวไปไหน
สู้เอาเวลาและพลังงานอันมีค่าของเรา มาตั้งคำถามที่สร้างสรรค์และหาคำตอบที่ซื่อสัตย์เพื่อให้เราก้าวไปสู่ความสำเร็จในนิยามของตัวเราเองกันดีกว่าค่ะ
คำถามที่น่าถามมีตัวอย่างเช่น
ฉันทำอะไรได้เก่งที่สุด และอะไรคือ 5ความสามารถเด่นที่ฉันมีติดตัวอยู่ในเวลานี้ที่มันเจ๋งมาก
ฉันจะนำความสามารถต่างๆ ที่ฉันมีอยู่ตอนนี้ ที่รวมๆ กันแล้วเป็นแพ็กเกจที่เจ๋งน่าดูมาสร้างสรรค์เป็นชีวิตในฝันของฉันได้อย่างไร
ตอนนี้ฉันอยู่ตรงจุดไหนของชีวิต และฉันจะก้าวต่อไปอย่างไร เริ่มต้นตรงไหนดี
เพราะไม่ว่าเราจะอยู่จุดไหนของชีวิต การหยุดสักนิดเพื่อตั้งสติแล้วฟังเสียงในใจของเราจะช่วยให้เราก้าวต่อไปได้แบบไม่หลงทางและไม่ต้องย้อนกลับมาเสียดายภายหลังค่ะ







