
ความจริงในมุม(มอง) ฌอง ดูบุฟเฟต์
หากจะพูดถึงศิลปินประเภทแหกคอก ในกลุ่มนั้นจะต้องมีชื่อของ ฌอง ดูบุฟเฟต์ จิตรกรชาวฝรั่งเศสรวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน
โดย...อฐิณป ลภณวุษ artofmylifeasafrog.blogspot.com
หากจะพูดถึงศิลปินประเภทแหกคอก ในกลุ่มนั้นจะต้องมีชื่อของ ฌอง ดูบุฟเฟต์ จิตรกรชาวฝรั่งเศสรวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน
ผลงานศิลปะของจิตรกรบางคนอาจค่อยๆ โด่งดังขึ้นอย่างเงียบๆ ทว่าถ้าเป็นสไตล์ของ ฌอง มักจะออกมาอย่างตึงตังโฉ่งฉ่างแต่ละชิ้นเต็มไปด้วยรูปทรงและสีสันที่ขัดหูขัดตา เหมือนภาพล้อเลียน ซึ่งจริงๆ แล้วเขาได้แรงบันดาลใจมาจากภาพแนวไร้เดียงสาต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาพเขียนในยุคก่อนประวัติศาสตร์รวมทั้งภาพวาดของเด็กๆ ที่เขามักจะเรียกว่าArt Brut หรือศิลปะแบบดิบๆ นั่นเอง
ฌอง ดูบุฟเฟต์ ได้รับขนานนามว่าเป็นจิตรกรฝรั่งเศสคนสำคัญที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเมื่อปี 2001 ซึ่งเป็นการฉลองครบรอบวันเกิด 100 ปีของเขา ก็ได้มีการจัดงานรำลึกถึงเขาอย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์ศิลปะร่วมสมัยปอมปิดู กลางกรุงปารีส รวมทั้งหอศิลป์อื่นๆ ในฝรั่งเศสด้วย
ด้วยความที่สร้างสรรค์งานไม่เหมือนคนอื่น ไม่เกาะติดกับความเคลื่อนไหวใดๆ นอกจากความโดดเด่นในผลงานแล้ว อีกด้านก็เหมือนติดกับดักของตัวเอง ทำให้จิตรกรแหกคอกชาวฝรั่งเศสสร้างชื่อเสียงของเขาในสหรัฐก่อนที่จะเป็นที่รู้จักในฝรั่งเศส
ผลงานเด่น L’Hourloupe ที่สร้างสรรค์จากเส้นสายสีดำเป็นรูปทรงประหลาดมากมายแซมด้วยสีแดงและน้ำเงิน เรียกว่าเป็นผลงานแนวแอบสแทรกต์ก็ว่าได้ แต่ก็แอบมีการใช้ลูกเล่นแบบฟิกเกอเรทีฟเข้าใส่เอาไว้ด้วย CoucouBazar ผลงานต่อเนื่องจากภาพก่อนหน้านี้ ที่ออกมาในแนวประติมากรรม ผสมผสานกับศิลปะจัดวาง ลวดลายอันต่อเนื่องจากงานชิ้นเก่านำมาจัดเรียงเป็นตุ๊กตาหุ่นหลายสิบตัว จัดวางเรียงกันเป็นประติมากรรมน่ารักแบบแปลกๆโดยจัดแสดงครั้งแรกที่พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์กรุงนิวยอร์ก ไปเมื่อปี 1973
ฌอง ดูบุฟเฟต์ เกิดที่ เลอ อาฟร์ ประเทศฝรั่งเศส ปี 1901 ในครอบครัวพ่อค้าไวน์ผู้มั่งคั่งมาตั้งแต่รุ่นปู่ และหวังว่าเขาจะสืบทอดกิจการด้วย ฌองเข้าโรงเรียนศิลปะที่กรุงปารีสในวัย 17 ทว่า เรียนอยู่เพียง 6 เดือนเขาก็ลาออก เพราะเห็นว่าจะได้เรียนมากกว่าหากออกมาสอนตัวเอง โดยเขาได้ตีซี้กับศิลปินรุ่นพี่อย่าง ซูซาน วาลาดง มักซ์ ชาค็อบ และอีกหลายๆ คน
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็มีผลงานแสดงในนิทรรศการครั้งแรก ซึ่งแสดงออกถึงความพยายามสร้างสรรค์งานสไตล์เอ็กซ์เพรสชันนิสม์ ทว่าในปี 1925 เขากลับไปบ้านที่เลอ อาฟร์ เลิกทำงานศิลปะ แล้วพยายามสานต่อธุรกิจค้าไวน์ของครอบครัว
แต่แล้วในปี 1933 ฌองก็แอบหนีมาในแวดวงศิลปะที่กรุงปารีสอีก คราวนี้จัดไป 3 ปีโดย เอมิล การ์ลู เพื่อนศิลปินรุ่นน้องที่เขาสนิทสนม ชักนำให้เขารู้จักกับ ลีลี่ (แต่เขาเรียกเธอว่า เอมีลี) ภรรยาในอนาคต ที่มาเป็นแบบให้เขาวาดภาพในแนวตัวเอง นั่นคือการเริ่มวาดภาพแบบเด็กๆ หากในปี 1938 เขาก็ถูกเรียกตัวกลับบ้านให้ไปดูแลกิจการของครอบครัวและต้องหยุดวาดภาพไปอีก ก่อนจะกลับมาวาดภาพอีกครั้งในปี 1942 โดยกรุงปารีสตอนนั้นถูกเข้าควบคุมโดยเยอรมนีระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
ชีวิตและงานของ ฌอง ดูบุฟเฟต์ ดูซิกแซ็กไปมา ทว่าหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาได้ทุ่มเทให้กับงานศิลปะอย่างเต็มตัว โดยในปี 1944 เขาได้แสดงงานศิลปะครั้งแรกในกรุงปารีส และอีก 3 ปีต่อมา ปิแอร์มาติสส์ ลูกชายคนสุดท้องของจิตรกรดังอองรี มาติสส์ ซึ่งเป็นนายหน้าค้างานศิลปะก็พาเขาไปโด่งดังที่กรุงนิวยอร์ก
ผลงานศิลปะแบบเด็กๆ ดิบๆ ของเขาทำให้คนปารีเซียงช็อกมาก แต่ผลพวงต่างกันที่นิวยอร์ก ซึ่งเปิดรับศิลปะแนวนี้ได้มากกว่าฌองบอกว่า เขาได้แรงบันดาลใจในการวาดศิลปะแบบเด็กๆ มาจากพอล คลี จิตรกรชาวสวิส โดยเริ่มต้นด้วยการวาดภาพที่เหมือนหุ่นและหน้ากากกับสีสันง่ายๆ ในช่วงแรก อย่างศิลปะในชุด Metro ที่เริ่มวาดในปี 1943 ก็นำเอาชีวิตประจำวันของผู้คนในกรุงปารีสมาเป็นแรงบันดาลใจในการวาดภาพ
สไตล์ศิลปะที่ฌองทดลองวาดไปเรื่อยๆดูคล้ายๆ กับศิลปะกราฟฟิตี้ ที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1980 ในช่วงเดียวกันนั้น จิตรกรนอกกรอบชาวฝรั่งเศสนิยมวาดภาพจากคำพูดที่แสดงความเร่งรีบ เช่น Urgent, Waitfor Me แล้วก็ Come Back ในเวลาเดียวกันก็หัดวาดภาพนู้ดและพอร์เทรตของเพื่อนๆ ของเขาเองในสไตล์ที่ไม่มีใครเหมือน
ในปี 1951 เขาเดินทางไปกรุงนิวยอร์กและได้เจอกับ แจ็กสัน พอลล็อก, มาร์เซลดูชอมป์ และอีฟส์ ต็องกี ที่ส่งอิทธิพลให้ผลงานศิลปะแนวไร้เดียงสาของเขากลายเป็นสไตล์แอบสแทรกต์ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างจากคนอื่นๆนั่นก็คือ เขาไม่ได้หันเหไปวาดภาพในแนวแอบสแทรกต์ เอ็กซ์เพรสชันนิสม์แต่อย่างใด อีก 2 ปีต่อมา เขาก็หันไปสร้างสรรค์งานที่มีกลิ่นอายแบบฟิกเกอเรทีฟและคอลลาจอย่างผลงานขนาดมหึมาที่ชื่อว่า The MilkyWay ของเขา ที่นักวิจารณ์สาธยายว่าเป็นศิลปะแบบ “วัสดุศาสตร์และผิวสัมผัสศาสตร์”(Materialogies and Texturologies)
อาจบอกได้ว่า ที่เขาไม่สังกัดศิลปะในแนวใดๆ เลย ก็เพราะว่าฌองชอบทดลองนู่นนี่นั่นที่กำลัง “อิน” อยู่ในแต่ละยุคสมัยไปเรื่อยๆตั้งแต่เริ่มแรกกับศิลปะง่ายๆ แบบเด็กๆ มาเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ มาแอบสแทรกต์ ฟิกเกอเรทีฟ เซอร์เรียลลิสม์ แล้วยังทดลองการสร้างประติมากรรม กับศิลปะจัดวาง รวมทั้งเน้นการเล่นกับวัสดุและพื้นผิวด้วย อย่างไรก็ตามผลงานจากยุคแรก เช่น L’Hourloupe ของเขานั้นนำมาต่อยอดเป็นผลงานอื่นๆ ได้อย่างเนียนๆ
แม้ว่าจะไม่ได้มีลูกศิษย์ลูกหา หรือสร้างกลุ่มก้อนสืบสานงานศิลปะโดยตรงขณะที่เขามีชีวิตอยู่ ทว่า แนวทางการวาดภาพดิบๆแบบ ฌอง ดูบุฟเฟต์ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้สถาบันศิลปะในฝรั่งเศสทำการเรียนการสอนศิลปะดิบๆ สไตล์ Art Brut เพิ่มขึ้นมาจากพื้นฐานศิลปะแบบดั้งเดิมทั้งหลายที่เคยเรียนรู้กันมาก่อนหน้านี้







