หมอวินตะลุยโลก
เมื่อเส้นรอบวงของหมอคือโรงพยาบาล หมอวินและหมอโจ้จึงออกตามหาเส้นรอบวงใหม่ที่ใหญ่เท่าโลก
โดย...รอนแรม ภาพ... นพ.อัศวิน ชมจิตต์
เมื่อเส้นรอบวงของหมอคือโรงพยาบาล หมอวินและหมอโจ้จึงออกตามหาเส้นรอบวงใหม่ที่ใหญ่เท่าโลก
ทริปตะลุยโลกครั้งแรกเริ่มจากความคิดของ หมอวิน-นพ.อัศวิน ชมจิตต์ เขาเพิ่งเรียนจบแล้วอยากทำอะไรสักอย่างที่ทำให้เห็นโลกกว้าง เส้นทางไซบีเรียจึงถูกเขียนขึ้นให้เขานำไปเชื้อเชิญหาเพื่อนร่วมทาง แต่เพราะเป็นหมอ มีเพื่อนเป็นหมอ คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่จึงเป็นคำถามกลับมาว่า “บ้าหรือเปล่า” กระทั่งไปพบ หมอโจ้-นพ.อรรควิชญ์ หาญนวโชค “โจ้เป็นคนไม่เรียน และเคยแบ็กแพ็กมาก่อน” หมอวินกล่าวไว้
ทั้งสองจึงตัดสินใจเดินทางสู่สวิตเซอร์แลนด์ด้วยเส้นทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรียเป็นเวลา 41 วัน และล่าสุดการเดินทาง 111 วัน บนเส้นทางสายไหมจากตุรกีกลับไทย กลายเป็นทริปส่งท้ายเลขสองที่ทั้งสนุกและทุกข์ไปพร้อมๆ กัน
คนต้นคิดของเรื่องทั้งหมดได้เล่าเรื่องราวนอกโรงพยาบาลที่เจ้าตัวบอกว่า เครียดและสนุกกว่าการเรียนหมอมาก! แต่หมอวินก็ยังอยากเดินทางต่อไปตามความฝันที่จะ “เที่ยวให้รอบโลก”
เส้นทางสายไหม
หลังจากจบทริปทรานส์-ไซบีเรีย 41 วัน คนไทยรู้จักหมอทั้งสองในชื่อ “หมอๆ ตะลุยโลก” ผ่านทั้งแฟนเพจเฟซบุ๊กและหนังสือเรื่อง ทริปในฝัน 41 วัน ครึ่งซีกโลก จุดเริ่มต้นบนรถไฟทรานส์-ไซบีเรีย หลังจากนั้นหมอวินและหมอโจ้ก็ไปเที่ยวด้วยกันอีกในเส้นทางตามล่าแสงเหนือที่ไอซ์แลนด์เวลา 17 วัน
การเดินทางแต่ละครั้งใช้เวลานาน หมอวินบอกว่า นั่นเพราะอยากใช้ชีวิตให้สุดโต่ง ตอนเรียนแพทย์จะมีเวลาว่างเป็นช่วงๆ เช่น เมื่อเรียนจบ 6 ปี แล้วกำลังจะเรียนต่อเป็นแพทย์เฉพาะทางก็จะเหลือเวลานานพอสมควร ระหว่างนั้นหมอวินจะไปเที่ยว อย่างทริปล่าสุดใช้เวลา 111 วัน กับเส้นทางที่ยากลำบากและท้าทาย
“โจ้เขาเก่งประวัติศาสตร์ รู้จักเส้นทางสายไหม ทำให้ทราบว่ามันลำบากเลยนะ และต้องใช้เวลามากกว่า 1 เดือนขึ้นไปแน่นอน” หมอวิน กล่าว แต่ทั้งสองก็ไปจนได้เมื่อเวลาเหมาะสม
อุปสรรคสำหรับทริปนี้มีอยู่ 3 อย่าง ได้แก่ วีซ่า ภาษา และสภาพอากาศ เริ่มจากอย่างหลังสภาพอากาศ เพราะพวกเขาไปช่วงหน้าหนาวและโลว์ซีซั่นสุดๆ ทำให้อากาศหนาวสุดขั้วจนเป็นปัญหา สอง เรื่องภาษา เส้นทางสายไหมต้องผ่านหลายประเทศมากมาย ทั้งจีนและประเทศที่ลงท้ายด้วยสถานทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่พูดภาษาอังกฤษ ทำให้การสื่อสารทำได้ยากโดยเฉพาะการขอวีซ่า พวกเขาเลือกจะไปทำวีซ่าระหว่างทางเพื่อไม่ต้องเสียเวลาทำเรื่องตั้งแต่ประเทศไทย แต่ก็ไปเจอปัญหาหน้างานทั้งเรื่องเอกสารและการสื่อสาร
ไม่ว่าอย่างไร 111 วันจากตุรกีกลับสู่ประเทศไทยบนเส้นทางสายประวัติศาสตร์ที่ผ่าน 13 ประเทศ ก็ทำให้พวกเขาตักตวงประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม หมอวินเล่า 3 ฉากที่น่าประทับใจ ได้แก่ ภาพภูเขาสีรุ้งของจีนแนวเทือกเขาที่จะกลายเป็นสีรุ้งสวยงามเวลาพระอาทิตย์ตกและจะสวยที่สุดหลังฝนตก โดยสีเหล่านั้นเกิดจากแร่ธาตุชนิดต่างๆ กัน ฉากที่ 2 บรรยากาศโรงแรมผีสิงที่เมืองแมรี่ ประเทศเติร์กเมนิสถาน เขาชวนให้นึกถึงโรงแรมโบราณชวนขนลุก แต่จำใจนอนเพราะราคาถูกที่สุดแล้วเท่าที่หาได้ และฉากสุดท้ายพรมแดนระหว่างประเทศปากีสถานและทาจิกีสถานที่ทั้งสองฝั่งแตกต่างโดยสิ้นเชิง ฝั่งปากีสถานเป็นถนนลาดยาง มีเสาไฟฟ้า แต่ฝั่งตรงกันข้ามกลับเป็นถนนลูกรัง บ้านทำจากดินเหนียว ผู้คนไม่ใส่รองเท้า และแน่นอนว่ายังไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งเป็นความแตกต่างที่คงหาไม่ได้อีกแล้วบนโลกใบนี้
ถามหมอวินว่า เดินทางนานขนาดนี้มีเรื่องเงินเป็นปัญหาด้วยหรือไม่ เขาตอบว่า “เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา” อย่างทริปเส้นทางสายไหม รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วทั้งค่ากินเที่ยวนอน ค่าเดินทาง ค่าทำวีซ่า และค่าประกันการเดินทาง เบ็ดเสร็จไม่เกิน 1.5 แสนบาท แต่ทั้งนี้ต้องมีเพื่อนช่วยแชร์
เพื่อนเที่ยวดีไหม
ก่อนเดินทางด้วยกัน หมอวินรู้จักกับหมอโจ้เพียงแค่ชื่อ รู้ว่ามีตัวตนอยู่ในคณะ แต่ไม่เคยคุยกัน เพราะได้ไปเที่ยวด้วยกันนั่นแหละจึงกลายเป็นเพื่อนสนิทที่สุดแล้วในตอนนี้
“เวลาที่เดินทางด้วยกันนานๆ มันได้ชีวิตร่วมกัน” หมอวิน กล่าว “เพื่อนจะคอยระวังหลังให้ มันจะรู้สึกปลอดภัยกว่าไปคนเดียว และเราสามารถแชร์ทั้งค่าใช้จ่ายเรื่องที่พัก การเดินทาง เวลากินข้าว และแชร์ประสบการณ์ที่พบ บางครั้งเราไปเจอสถานที่ที่สวยมากๆ ก็อยากเล่าให้คนอื่นฟัง เพื่อนก็จะรับฟังสิ่งเหล่านั้น” นี่เป็นข้อดีของการมีเพื่อนเที่ยว แต่ถ้าไปคนเดียวก็มีข้อดีต่างกันตรงที่มีเวลาให้กับตัวเองและมีโอกาสได้เพื่อนใหม่มากกว่า
หมอวินยังกล่าวด้วยว่า ตลอดเวลาที่ไปเที่ยวกับหมอโจ้ไม่เคยทะเลาะกันเลย แม้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนานมากก็ตาม
เครียดไปไหม
“เวลาผมไปเที่ยวจะเครียดกว่าเรียนหมออีกนะครับ” หมอวิน กล่าว เพราะเหตุผลที่ว่าเขาจะตั้งโจทย์ให้การเดินทางครั้งนั้นยาก เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถทำได้หรือไม่
“เที่ยวแบบกดดันก็สนุก เพราะมันเหมือนได้พิชิตภูเขาแห่งความพยายามที่เราตั้งใจไว้แล้ว” อย่างการเดินทางบนเส้นทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย ในสมัยที่ข้อมูลหาได้ยากก็เป็นความท้าทาย หรือเส้นทางสายไหมที่เดินทางครึ่งโลกโดยใช้เครื่องบินให้น้อยที่สุดก็เป็นความท้าทายที่ทั้งสองชนะมาแล้ว
นอกจากนี้ ระหว่างการเดินทางนานๆ เขาเคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจจนไม่อยากเดินทางต่อ หมอวินยกตัวอย่างทริปเส้นทางสายไหมที่เขาเริ่มอยากกลับบ้านเมื่อเข้าเดือนที่ 3 “ตอนนั้นมันเหนื่อยกาย เหนื่อยใจ” เขากล่าว “ทะเลสาบ ทะเลทราย ต้นไม้ ดอกไม้ที่สวยมากๆ ก็เห็นมาหมด ผมรู้สึกว่าผมเคยเห็นสิ่งที่สวยงามกว่านี้มาแล้ว ผสมกับความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทาง มันเลยไม่มีแรงบันดาลใจที่จะไปต่อ”
แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็สามารถเดินทางต่อไปจนจบด้วยการหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ อย่างถ้าเคยเห็นธรรมชาติมาหมดแล้วก็เปลี่ยนไปเที่ยวโบราณสถาน หาอะไรใหม่ๆ ให้ตัวเองเพื่อที่จะสร้างเป้าหมายใหม่อีกครั้ง
เปลี่ยนไปไหม
การเดินทางทำให้หมอวินพบเจอผู้คน เจอสังคมที่หลากหลาย ซึ่งมันทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไป อย่างแต่ก่อนที่ไม่รักตัวเอง เพราะสนใจแต่การเรียนจนไม่ได้พักผ่อน เมื่อได้ไปเที่ยวจึงตระหนักได้ว่า คนเราต้องมีร่างกายที่แข็งแรงเพื่อให้พร้อมกับการเดินทางทุกรูปแบบ รวมถึงเรื่องการวางแผนที่สำคัญมากเวลาเดินทาง ทั้งก่อนไปที่ต้องวางแผนเส้นทางให้รอบคอบ โดยเฉพาะการเดินทางผ่านหลายประเทศอย่างที่เขาชอบทำ วางแผนเรื่องการเงินที่จะใช้ให้น้อยที่สุด และเรื่องเวลาที่ต้องจัดการให้อยู่ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้
ถามว่าเดินทางแล้วทำให้เห็นตัวตนจริงๆ ไหม หมอวินยังยืนยันว่าเขายังอยากเป็นหมอเหมือนเดิม “ยิ่งเราเดินทางก็ยิ่งเห็นชีวิตของผู้คนที่แตกต่างกันไป ทั้งเรื่องสุขาภิบาล โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งน้ำสะอาดที่บางเมืองยังไม่มีใช้ ผมจึงอยากเป็นหมอเพื่อนำความรู้ความสามารถของเราทำให้คนหายจากโรคภัยได้”
หมอวินน่าจะเป็นหมอที่เที่ยวมากที่สุดคนหนึ่งในวงการแพทย์ และในอีกประมาณ 5 ปีข้างหน้าตามที่เขาคิดไว้ หมอวินจะเดินทางเที่ยวรอบโลกใช้เวลาประมาณ 400 วัน และเป็นทริปตะลุยเดี่ยว!
“ผมจะไปหาคำตอบในสิ่งที่ยังไม่รู้” เขากล่าว ซึ่งตอนนี้หมอวินเคยไปทวีปยุโรปและเอเชีย ยังเหลืออีก 5 ทวีปที่เขายังไม่รู้จักและอยากค้นหา
โลกของอัศวิน
ถ้ามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ หมอวินอยากให้โลกใบนั้น “มีความแตกต่างอย่างสุดขั้วทั้งธรรมชาติ ผู้คน เพื่อให้คนออกค้นหาความแตกต่างเหล่านั้น และผมอยากให้โลกใบนั้นมีพื้นดินมากกว่านี้ เพื่อที่เราจะได้เห็นความสวยงามบนโลกนี้ด้วยตามากขึ้น”


