posttoday
วิ่ง...วัดใจ วัดพลัง

วิ่ง...วัดใจ วัดพลัง

15 สิงหาคม 2558

ว่ากันว่ากรีฑาหรือการวิ่งนั้นมีต้นกำเนิดมาจากชาวกรีกโรมันเมื่อราว 776 ปีก่อนคริสต์ศักราชที่ล่วงมาถึงปัจจุบัน

โดย...

ว่ากันว่ากรีฑาหรือการวิ่งนั้นมีต้นกำเนิดมาจากชาวกรีกโรมันเมื่อราว 776 ปีก่อนคริสต์ศักราชที่ล่วงมาถึงปัจจุบัน กิจกรรมการวิ่งก็ยังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนทุกเพศวัยที่สามารถเริ่มต้นได้ไม่ยาก เพียงแค่ใส่รองเท้าผ้าใบพร้อมหัวใจมุ่งมั่นเพื่อเตรียมลงวิ่งในสนาม

ขาใหม่หัดวิ่ง

ทวีวิทย์ รมยาคม หรือต้อง วัย 34 ปี พนักงานประชาสัมพันธ์ซี 5 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นอีกหนึ่งคนที่หันมาใช้เวลาการออกกำลังกายในแต่ละวันด้วยการวิ่ง จากแรงบันดาลใจหลักที่เห็นว่าเริ่มมีอายุแล้วและต้องการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และจากสายงานอาชีพที่ต้องพบปะผู้คนจำนวนมาก ซึ่งจำเป็นที่จะต้องรักษาบุคลิกภาพส่วนตัวไปด้วยพร้อมกัน

ทวีวิทย์ บอกว่า เริ่มลงฝีเท้าวิ่งครั้งแรกเมื่อราวเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ใช้ทำเลการวิ่งหลังหมู่บ้านที่อาศัยอยู่ในย่านอ่อนนุช บริเวณเส้นเลียบคลองประเวศบุรีรมย์ เลือกใช้กิจกรรมวิ่งเป็นการออกกำลังกายด้วยเหตุผลไม่กี่ข้อ คือ เป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้ไม่ยาก ใช้เวลาได้ง่าย รวมทั้งมีอุปกรณ์ไม่ยุ่งยากในการเริ่ม เพียงแค่มีรองเท้ากีฬาคู่เดียวไปพร้อมกับความตั้งใจอยากออกกำลังกายจริงๆ เพียงเท่านั้น

“เมื่อก่อนเคยเล่นบาสเกตบอล เป็นนักกีฬาโรงเรียนสมัยมัธยมปลาย แต่พอโตขึ้นก็รวมตัวกันเล่นยากเพราะแต่ละคนก็อาจจะมีเวลาไม่ตรงกัน หรือหากจะไปตีแบดมินตันก็จะต้องรวมกลุ่มจองคอร์ตแบดมินตันล่วงหน้า ถ้าจองคอร์ตไม่ได้ก็อดเล่น ส่วนว่ายน้ำก็เปลืองเงินครับ ซึ่งการวิ่งนี่ง่ายที่สุดแล้ว เราทำคนเดียวได้ จากเดิมที่เคยบอกกับเพื่อนว่าการวิ่งนี่น่าเบื่อที่สุดนะ เพราะไม่มีอะไรเลย แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว”
ทวีวิทย์ เล่าปนหัวเราะ

ขณะที่ในช่วงแรกของการทดลองวิ่งนั้น หนุ่มต้อง บอกว่า จะวิ่งอยู่ในช่วงระยะทางราว 2 กิโลเมตร เพื่อให้ร่างกายปรับตัวให้ได้ จากนั้นในสัปดาห์ต่อๆ มา ก็จะเพิ่มระยะทางในการวิ่งขึ้นไปเป็น 5-7 กิโลเมตรต่อครั้งในทุกๆ วัน ซึ่งจากการวิ่งมาจนถึงทุกวันนี้ เขาได้ค้นพบแล้วว่าการวิ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แถมยังรู้สึกสนุกและชอบการวิ่งไปโดยปริยาย

วิ่ง...วัดใจ วัดพลัง

 

ที่สำคัญเห็นผลด้านสุขภาพอย่างชัดเจน ด้วยตื่นนอนตอนเช้าแล้วผอม พุงนี่หายวับไปเลย ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการควบคุมปริมาณการรับประทานอาหาร ด้วยโชคดีอีกอย่าง คือ เวลาวิ่งเสร็จใหม่ๆ ก็จะไม่หิวมาก แต่อาศัยซื้อองุ่นแดงไร้เมล็ดมาแช่ช่องฟรีซในตู้เย็นเอาไว้ พอถึงบ้านก็เปิดตู้เย็นกินเพิ่มความสดชื่นได้ ที่ช่วยชดเชยความต้องการความหวานจากน้ำตาลได้อย่างดีอีกด้วย

ทวีวิทย์ เสริมว่า ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างสมาร์ทโฟนหรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเพิ่มอรรถรสในการวิ่งแต่ละครั้งมากขึ้น จากเดิมที่วิ่งเฉยๆ แต่ตอนนี้เริ่มนำมือถือมาใส่หูฟังพร้อมดาวน์โหลดโปรแกรม รัน คีปเปอร์ ที่ให้เราใส่ข้อมูลส่วนตัวไว้ พร้อมเปิดจีพีเอสไว้ที่โทรศัพท์ ซึ่งแอพนี้ก็จะช่วยบอกเส้นทางหรือรูทให้กับเราได้ว่าจะวิ่งไปเส้นทางไหน หรือวิ่งได้ในระยะทางเฉลี่ยต่อกิโลเมตรได้กี่นาที รวมถึงการวิ่งแต่ละครั้งเผาผลาญได้กี่แคลอรี เป็นต้น

ก่อนทิ้งท้ายว่า หลังจากซ้อมฝีเท้าลงวิ่งในสนามหลังหมู่บ้านมาได้ระยะหนึ่งแล้วนั้น ในสุดสัปดาห์นี้ ทวีวิทย์ เตรียมวัดใจและฝีเท้าเพื่อลงในสนามมินิมาราธอนครั้งแรกในระยะทาง 10 กิโลเมตร ในงาน
“รัน ฟอร์ มัม” ซึ่งจะจัดขึ้นที่สวนหลวง ร.9 ในวันอาทิตย์ที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นสนามวิ่งครั้งแรกในชีวิต...ที่แสนท้าทาย

วิ่ง...วัดใจ วัดพลัง

 

รุ่นใหญ่นักวิ่ง 60 สนาม

ด้าน พี่ดำ หรือธีระ ศรีเนตร์ วัย 56 ปี พนักงานนิวส์ คลิปปิง บริษัท คิธแอนด์คินคอมมิวนิเคชั่นแอนด์คอนซัลแตนท์ อีกหนึ่งนักวิ่งที่อุทิศเวลาให้กับกิจกรรมกรีฑามาไม่ต่ำกว่า 15-16 ปี ที่ในปัจจุบันก็ยังออกแรงขาและเท้าในการวิ่งเพื่อสุขภาพอยู่เป็นประจำ

พี่ดำบอกจุดเริ่มต้นของการวิ่งนั้นอาจจะคล้ายๆ กับใครหลายๆ คน คือ ต้องการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ด้วยในตอนนั้นมีน้ำหนักตัวมากถึง 80 กิโลกรัม และเกรงว่าจะทำให้มีปัญหาด้านสุขภาพร่างกายตามมา ด้วยสังเกตตัวเองเวลาขึ้นบันไดไปชั้น 2 ของที่ทำงาน ก็รู้สึกเหนื่อยหอบแล้ว ที่เป็นจุดคิดตัดสินใจ ให้ลองออกกำลังกายด้วยการวิ่ง

ในช่วงแรกของการวิ่งจะเป็นลักษณะวิ่งธรรมดาๆ รอบสวนเบญจกิติ ข้างศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ทำให้รู้จักเพื่อนฝูงใหม่ๆ ที่มาออกกำลังกายที่นั่น โดยจะวิ่งระยะทางรอบหนึ่งของสวนซึ่งก็จะอยู่ที่ประมาณ 1.8 กิโลเมตร ซึ่งย่อมรับว่าวิ่งแบบกระท่อนกระแท่น ใช้เวลาวิ่งในสวนระยะทางรอบหนึ่งนานอยู่สัปดาห์ พอร่างกายเริ่มปรับได้ก็ขยับรอบขึ้นมาเป็น 2-3 รอบต่อการวิ่งแต่ละครั้งในสัปดาห์ที่ 2 พอมาสัปดาห์ที่ 3 ร่างกายก็เริ่มอยู่ตัวและคุ้นเคยแล้วจนสามารถวิ่งได้ครั้งละ 4-5 รอบสนามสวนเบญจกิติ ได้ในช่วงเดือนแรก

วิ่ง...วัดใจ วัดพลัง

 

พร้อมกับผลลัพธ์ที่ได้ คือ น้ำหนักลดลงไปร่วม 20 กิโลกรัม นับจากวันแรกที่สตาร์ทวิ่ง จากนั้นได้ต่อยอดไปยังการลงวิ่งแข่งในสนามต่างๆ มาจนถึงวันนี้แล้วไม่ต่ำกว่า 60 ครั้ง เพื่อวัดฝีเท้าและกำลังใจไปพร้อมกันว่า จะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งก็ได้แรงเชียร์มาจากเพื่อนก๊วนวิ่งในสวนเบญจกิตินั่นเอง ซึ่งสนามวิ่งแห่งแรกที่พี่ดำลงแข่งเป็นรายการวิ่งเฉลิมพระเกียรติวันแม่ 12 สิงหาคม เมื่อ 15 ปีก่อน ประเภทมินิมาราธอนระยะทาง 10.5 กิโลเมตร ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ขยับขึ้นไปวิ่งแข่งในรายการฮาล์ฟ มาราธอน มีระยะทางวิ่งเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวอยู่ที่ 21 กิโลเมตร ด้วยอยากวัดกำลังใจและแรงกายอีกครั้ง ซึ่งก็พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าไหวอยู่ ที่ต่อมาได้กลายเป็นรายการวิ่งหลักไปแล้วในระยะหลังๆ ที่พี่ดำลงสนามวิ่งทั้งเพื่อวัดฝีเท้าและชิงเงินรางวัลไปด้วยพร้อมกัน

“มาช่วงหลังๆ เกือบ 5 ปีก่อนมีปัญหาบาดเจ็บข้อเข่า เลยต้องเบรกการวิ่งออกไปและหันไปออกกำลังกายเบาๆ ประเภทอื่นแทน แต่เมื่อร่างกายกลับเข้าที่แล้วก็เริ่มกลับมาวิ่งใหม่ ซึ่งการวิ่งในตอนนี้จะเน้นเรื่องสุขภาพอย่างเดียวแล้ว โดยจะวิ่งทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ช่วงหลังเลิกงานราวๆ บ่ายสองโมงครึ่งไปจนถึงบ่ายสามโมง วิ่งระยะทางราวๆ 6-7 กิโลเมตร ก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าแล้ว” พี่ดำเล่า

พี่ดำมองว่าการวิ่งสามารถสร้างความสุข ที่เอาสุขภาพที่ดีไปด้วยพร้อมกันได้ นอกเหนือจากจะได้สังคมและเพื่อนฝูงใหม่ๆ จากทุกสนามที่ลงเท้าไปสัมผัส

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง