posttoday
ชวิศ ชื่นเจริญ อยู่กับสิ่งสวยๆ งามๆ

ชวิศ ชื่นเจริญ อยู่กับสิ่งสวยๆ งามๆ

13 สิงหาคม 2558

จากลูกชายคนกลางของครอบครัว ที่พ่อรักพี่สาวมากกว่า และแม่รักน้องชายมากกว่า

โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

จากลูกชายคนกลางของครอบครัว ที่พ่อรักพี่สาวมากกว่า และแม่รักน้องชายมากกว่า อีกทั้งยังเป็นลูกชายที่รักสวยรักงามและรักการร่ายรำ จนทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับพ่อมีกำแพงกั้นกลาง หาก มุ่ย-ชวิศ ชื่นเจริญ หรือที่ใครหลายคนเรียกขานเขาว่า หมอมุ่ยหูทิพย์ (ผู้ที่ได้ยินเสียงของพ่อปู่ฤๅษีมหาฤๅษี) หากไม่มีย่าคอยเข้าใจและดูแลอย่างใกล้ชิด เส้นทางชีวิตของเขาอาจไม่ได้เป็นอย่างเช่นทุกวันนี้

“สมัยเด็กจำได้ว่าย่าชอบดูโขน ชอบดูการแสดง และมักพาเราไปดูด้วยบ่อยครั้ง ทำให้เราชอบการแสดง ชอบสิ่งสวยงาม โดยเฉพาะตุ๊กตาบาร์บี้ชอบมาก ย่ามักซื้อตุ๊กตาบาร์บี้ให้เราเล่นอยู่เป็นประจำ ยิ่งเราใกล้ชิดคลุกคลีกับพี่สาว เพราะอายุห่างกันไม่มาก ทำให้เรามีลักษณะนิสัยนุ่มนวลคล้ายเด็กผู้หญิง”

ชวิศ เผยว่า ตอนที่เขาเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา เวลาโรงเรียนมีกิจกรรม เขามักจะได้ออกไปร่ายรำ และมักเป็นตัวนาง แต่งตัวเป็นตัวนาง เพราะเป็นคนตัวเล็ก อีกทั้งเวลามีการประกวดที่ไหน แม่ก็มักพาไปประกวด “ตรงข้ามกับพ่อที่ไม่ชอบให้ลูกชายทำอะไรอย่างนี้ ยิ่งพ่อเห็นเรามีเสื้อผ้านางรำเยอะ เขายิ่งโมโห มีอยู่วันหนึ่ง เขาโมโหมาก เลยจุดไฟเผาชุดนางรำ และพาเราย้ายไปเรียนโรงเรียนที่บ่มเพาะนักมวย เขาอยากให้เราเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตุ๊ด เราก็แอนตี้ ดื้อ ร้องไห้ งอแง แต่ก็ต้องไปเรียนเพราะโดนบังคับ”

ชวิศ ชื่นเจริญ อยู่กับสิ่งสวยๆ งามๆ

 

เมื่อเขาเข้าเรียนชั้น ม.1 ที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ ชวิศ เผยว่า ย่าและแม่ก็สนับสนุนให้เขาเรียนที่นี่อย่างเต็มที่ แต่พ่อกลับไม่สนับสนุน และเลือกที่จะไม่คุยกับเขาอีกเลย “กลายเป็นพ่อเกลียดลูก ลูกเกลียดพ่อ ตอนนั้นคิดแค่ว่าพ่อไม่รักก็ไม่แคร์ พอเราเข้าไปเรียนที่นั่น ชีวิตมีความสุขมาก ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้ทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย เป็นผู้นำในการทำกิจกรรมเสมอ ชอบอยู่โรงเรียนมากกว่าอยู่บ้าน”

จากความเกลียดพ่อที่สั่งสมมากเข้า ทำให้เกิดเหตุการณ์ขั้นแตกหักขึ้น นั่นคือการเขียนจดหมายด่าพ่อตัวเอง แล้วจ่าหน้าซองส่งจดหมายไปถึงพ่อของตัวเอง “ที่ทำอย่างนี้เป็นเพราะเวลามีจดหมายส่งมาหาเราที่บ้าน พ่อชอบแกะจดหมายของเรามาเปิดอ่าน เราไม่ชอบที่พ่อทำอย่างนี้ เลยทำอย่างนั้น พอพ่อเปิดอ่านจดหมายของเรา ที่เราเขียนไปด่าพ่อ พ่อโกรธมาก เขาเอาจดหมายฉบับนั้นไปขยายแล้วแปะติดหน้าบ้าน เพื่อให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ว่าลูกกูเขียนจดหมายด่ากู แต่ปัจจุบันก็ได้ขอโทษขอโพยกันเรียบร้อยแล้ว”

เมื่อชวิศเรียนชั้น ม.ปลาย เขาเริ่มแต่งหญิง กินยาคุม และคิดอยากแปลงเพศ เพราะคิดว่าตัวเองเป็นคนตัวเล็ก เหมาะที่จะเป็นผู้หญิงโดยสมบูรณ์ แต่เพราะยังมีความเกรงใจพ่ออยู่ จึงเลิกทำในสิ่งเหล่านี้ เพื่อยังคงให้ตัวเองเป็นผู้ชายอยู่

ชวิศ ชื่นเจริญ อยู่กับสิ่งสวยๆ งามๆ

 

ในระหว่างที่ชวิศเรียนอยู่ที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ เกิดเหตุการณ์พ่อแม่หย่าร้างกัน ลูกๆ เลือกที่จะอยู่กับแม่ ทำให้เขาตัดสินใจเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย โดยทำงานด้านการร่ายรำตามโรงแรมต่างๆ “ช่วงนั้นเหนื่อยนะ แต่มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองได้ทำ สุขที่ทำงานที่ตัวเองรักแล้วได้เงินมาดูแลตัวเองและจุนเจือครอบครัว”

เมื่อเขาเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย ชีวิตต้องพบเจอจุดพลิกผัน นั่นคือการมีความรัก แต่เป็นความรักระหว่างผู้ชายคนหนึ่งกับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งชวิศเผยว่า เขารู้ว่าฝ่ายหญิงรู้ว่าเขาเป็นอะไร แต่ก็ยังรักและคบเขาอยู่ “เรารักกันนะ ไปไหนด้วยกัน อยู่ด้วยกัน แต่เราเกิดความว้าวุ่นใจอยู่ตลอดเวลา เพราะเรารู้ว่าเราเป็นอะไร และต้องการอะไร จนมีอยู่วันหนึ่ง ฝ่ายหญิงจับได้ว่าเรามีอะไรกับผู้ชาย วันนั้นจึงเป็นวันสิ้นสุดกันจริงๆ ซึ่งเราคิดว่าให้มันจบแบบนี้แหละดีแล้ว ให้เราไปตามทางของเรา และให้เขาได้ไปตามทางของเขา”

เมื่อชวิศโตขึ้น เขามีธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเอง มีเงินทองหมุนเวียนดีขึ้น จนดูแลตัวเองและครอบครัวได้ดี กับความสัมพันธ์ของเขากับพ่อก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ และดูแลครอบครัวได้ดีไม่แพ้ใคร “ทุกวันนี้เรามีหน้าที่ดูหมอให้กับคนที่สนใจมาดู เปิดร้านเช่าชุดที่เราเก็บสะสมมาตั้งแต่เรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์และรับแต่งหน้าทำผม ทำให้ชีวิตสามารถดำเนินมาได้จนถึงทุกวันนี้”

ชวิศ ชื่นเจริญ อยู่กับสิ่งสวยๆ งามๆ

จากสิ่งที่เขาเป็น ทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยว่า ชวิศเป็นหมอดู แต่ทำไมเป็นตุ๊ด เป็นเกย์ ชอบสิ่งสวยงาม อีกทั้งยังมีบุคลิกลักษณะที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะเป็นคนตัวเล็ก ชวิศ เผยว่า ที่เขามีชีวิตเกี่ยวพันกับพ่อปู่ฤๅษีมหาฤๅษี นั่นเป็นเพราะพ่อปู่เลือกเขาจากสิ่งที่เขาเป็น จากสิ่งที่เขามี นั่นคือ ความสวยงาม ความสะอาดเรียบร้อย และกลิ่นหอม ซึ่งเป็นสามสิ่งที่พ่อปู่ชอบ อีกทั้งชวิศเลือกที่จะไม่ทำในสิ่งที่ทำแล้วเกินเลยมากจนเกินไป นี่จึงทำให้เขาดำรงตนอยู่ในหน้าที่การงานนี้ได้เป็นอย่างดี

“ใครจะกังขาว่าเราทำหน้าที่นี้ไม่ได้ เราไม่ได้กังวล เพราะรู้ว่าเราเป็นใคร เรามีหน้าที่ทำอะไร อะไรคือใจความสำคัญต่อการดำรงชีวิตอยู่ เมื่อเรารู้ เรายึดถือปฏิบัติ แล้วทำไมเราจะต้องไปแคร์คำคนที่ไม่ได้รู้จักเราอย่างถ่องแท้ หรือรู้จักเพียงแค่ผิวเผิน”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท