
พระโสภณวชิรธรรม ผู้ลิขิตชีวิตเป็น"องค์พระ"
ประวัติ “เซียนสู” อริยบุคคลผู้ “ข้ามฟากได้แล้ว” ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า ท่านเคยทักพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งติดตามโยมไปหาท่านที่บ้านพัก จ.ชลบุรี ว่า “พระคุณท่านมีธุระอะไร?”
ประวัติ “เซียนสู” อริยบุคคลผู้ “ข้ามฟากได้แล้ว” ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า ท่านเคยทักพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งติดตามโยมไปหาท่านที่บ้านพัก จ.ชลบุรี ว่า “พระคุณท่านมีธุระอะไร?”
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
ประวัติ “เซียนสู” อริยบุคคลผู้ “ข้ามฟากได้แล้ว” ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า ท่านเคยทักพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งติดตามโยมไปหาท่านที่บ้านพัก จ.ชลบุรี ว่า “พระคุณท่านมีธุระอะไร?”
พระคุณท่านก็ว่า “ไม่มีธุระอะไร อาตมามากับโยม” เซียนสูจึงนิ่งไปนิดก่อนถามว่า “เป็นองค์พระแล้วหรือยัง?”
เมื่อถูกทักพระรูปนั้นกลับมาคิดพิจารณาคำถามนั้นอยู่ถึง 15 วัน จึงตีปริศนาข้อธรรมนั้นออก เมื่อได้คำตอบแล้วจึงย้อนกลับไปหาเซียนสูอีกครั้ง พบกันหนสองเซียนสูถามท่านอีกครั้งว่า “พบหน้าพบตาของเราแล้วหรือยัง?”
ถูกทักอีกหน ท่านก็กลับมาพิจารณาอีกจนได้คำตอบว่า หน้าตาของเราเป็นใคร
พระภิกษุรูปนั้นคือ พระโสภณ วชิรธรรม (สาธิต ฐานวโร) อดีตผู้ก่อตั้งและเจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมสาธิต เขตพระโขนง กทม.
เจ้าคุณสาธิต นามเดิมว่า ศรีนวล จันทรชาติ เกิดในสกุลชาวนาบ้านหวาย หมู่ 3 ต.มะกอก อ.ป่าซาง จ.ลำพูน เมื่อวันที่ 28 ก.ค. พ.ศ. 2480 เป็นบุตรของนายอินตา นางกัญญา จันทรชาติ
วงจรชีวิตลูกชาวไร่ชาวนา ซึ่งวนเวียนอยู่กับการทำนา เกี่ยวข้าว ปลูกกระเทียม ตกดึกก็แกะกระเทียม ฝัดกระเทียม พ้นฤดูกระเทียมก็ปลูกถั่วปลูกฝ้าย เก็บถั่วเก็บฝ้ายนั้น ทำให้เด็กชายศรีนวลตั้งคำถามกับตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่า จะปล่อยให้ชีวิตเป็นไปเช่นนี้หรือ ยิ่งพอได้เห็นพี่ชายบวชๆ สึกๆ ก็เลยนึกว่า ทำไมไม่ตั้งใจบวชสักคนแล้วเอาดีเสียเลย แต่พอเด็กชายศรีนวลบอกเล่าถึงความคิดเช่นนี้ให้พ่อแม่ฟัง ท่านทั้งสองก็ได้แต่หัวเราะ เพราะนึกว่าเป็นความคิดของเด็กๆ
หารู้ไม่ว่านั่นคือ ชีวิตที่ลูกกำลังจะลิขิตเอง
อาจเพราะบุญกุศลที่สั่งสมมาแต่อดีตชาติ หรือเพราะประสบการณ์ในเยาว์วัยที่ได้ติดตามพ่อแม่ไปทำบุญที่วัดเป็นประจำอยู่เสมอ และได้รับมอบภารกิจสำคัญเป็นประจำคือ นำภัตตาหารไปถวายพระที่วัดพระพุทธบาทตากผ้าเป็นประจำทุกวันจันทร์และวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ ท่านจึงมีวิสัยในทางธรรมมาตั้งแต่เด็ก
กระทั่ง พ.ศ. 2494 ท่านจึงได้ออกบวชเณรสมความปรารถนาขณะอายุได้เพียง 13 ปี หลังจากนั้นปีหนึ่งได้ย้ายไปอยู่ในสำนักของพระครูพรหมจักรสังวร หรือหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า ซึ่งเป็นพระอริยรูปสำคัญในภาคเหนือ
ภายใต้การดูแลของหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า มิเพียงแต่จะได้ศึกษากวดขันในทางปริยัติจนสามารถสอบนักธรรมตรีนักธรรมโทและนักธรรมเอกได้ หากแต่ยังได้รับการวางรากฐานสำคัญในการปฏิบัติกัมมัฏฐานอีกด้วย
การปฏิบัติกัมมัฏฐานนั้นมิได้อยู่แต่ในสำนัก หากแต่ครูบาเจ้าผู้เป็นพระอาจารย์ได้นำพาท่านออกธุดงค์ไปตามป่าช้า ป่าเขา เผชิญความยากลำบากและปมปัญหาในจิต เช่น ความกลัว ความประมาท สารพัดรูปแบบ อาทิ แต่พอได้ยินเสียงเสือคำราม ท่านก็เหงื่อแตกพลั่ก จนครูบาอาจารย์ต้องปลอบสอนให้รู้จักเอาคุณพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง ให้มีความอาจหาญ มั่นคง
ท่านว่า ครูบาเจ้าสอนสารพัด แม้แต่เดินผ่านวัดไหนมีเจดีย์ท่านก็ถามว่า บันไดเจดีย์มีกี่ขั้น ? ประตูเข้าวิหารมีกี่ทาง ? ทำให้ศิษย์ต้องฝึกฝนความสังเกตสังกาจนกลายเป็นนิสัยเป็นคนช่างสังเกตไปโดยปริยาย
ต่อมาท่านได้เดินทางมาศึกษาทางปริยัติต่อใน กทม. โดยเริ่มจากมาอาศัยอยู่ที่วัดมหาธาตุเป็นปฐม แต่มีเหตุต้องย้ายไปเรื่อย จากวัดมหาธาตุก็ต้องย้ายไปวัดทองนพคุณ จากวัดทองนพคุณต้องย้ายไปวัดสระเกศ จากวัดสระเกศ ต้องไปอยู่วัดยางสุทธาราม จากวัดยางสุทธารามก็อยู่ไม่ได้ ต้องไปสร้างวัดเองที่วัดทุ่งสาธิต หรือวัดวชิรธรรมสาธิต
เหตุที่ทำให้อยู่ไม่ได้เพราะอยู่ที่ไหนก็มีญาติโยมตามไปขึ้น อาจเพราะการปฏิบัติหรือกระไรก็แล้วแต่เมื่อมีญาติโยมขึ้นมากก็ต้องเผชิญแรงเสียดทานจากหมู่พระด้วยกัน ทำให้ต้องเผชิญการกลั่นแกล้งสารพัดรูปแบบ อาทิ ถูกลอบกรีดจีวร ถูกปิดประตูขังไม่ให้ออกจากห้อง มีแขกมาพบพวกก็เอาฝุ่นเอาหยากไย่โปรยใส่ แม้สุดท้ายที่ไปขออาศัย ณ วัดยางสุทธาราม เจ้าอาวาสท่านก็ว่า อยากมาอยู่ก็ให้ไปปลูกกุฏิในป่าช้าเอาเอง
พอไปอยู่ในป่าช้าท่ามกลางกลิ่นศพที่คละคลุ้งก็มีผู้คนแห่ตามไปขึ้นอีก พระรูปอื่นก็เล่นงานอีกสารพัด ทางวัดก็ไล่ที่ว่าจะทำเมรุ สุดท้ายไม่รู้จะทำอย่างไรท่านจึงนั่งสมาธิหันหน้าไปทางพระประธานในโบสถ์แล้วอธิษฐานว่า บวชมาก็เพื่อรับใช้ศาสนา ไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่น อยู่ที่นี่ลำบากใจมาก ถ้ามีวาสนาได้ปฏิบัติธรรมและเป็นกำลังพระศาสนาต่อไปขอให้ได้พบสถานที่ที่บุคคลไม่ต้องการสักแห่ง ไม่ว่าที่นั่นจะเป็นวัดแล้วหรือไม่ก็ได้
หลังจากนั้นไม่นานนักก็มีคนมาถวายที่ดิน คืนวันเดียวกันนั้นเองท่านสมภารก็เรียกเข้าไปถามว่า จะไปอยู่ที่ไหนเพราะพระประธานมาเข้าฝันบอกว่า ท่านจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว
นับแต่บัดนั้นท่านจึงได้ไปฟื้นฟูวัดเก่า ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2399 ที่สุขุมวิท 101/1 ขึ้นมาใหม่จนกลายเป็นวัดวชิรธรรมสาธิตในปัจจุบัน
การสร้างวัดของท่านได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้าและเซียนสู เป็นการช่วยเหลือทั้งกำลังที่ปรากฏให้เห็นในภายนอก เช่น ส่งคนมาช่วย มาดูแลจัดการให้ ช่วยทุนทรัพย์ ฯลฯ และยังช่วยภายในสารพัด รวมทั้งสอนวิธีการสงเคราะห์ผู้คน
คุณทองทิว สุวรรณฑัต ผู้บันทึกประวัติท่านเอาไว้สรุปแบบเห็นภาพชัดว่า ภายใน 2 ปี ท่านสามารถสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นได้ราวเนรมิต ตัวท่านเองนั้นว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะเชื่อใน 3 สิ่ง คือ 1.เชื่อมั่นในพระพุทธคุณ 2.เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง 3.เชื่อมั่นในความดีของตน
จะเพราะอะไรก็ตามมีสิ่งประหลาดเกิดขึ้นจนทำให้ท่านเชื่อมั่นใน 3 สิ่งนั้นอย่างแน่วแน่ เช่น คิดอยากจะได้กลองเพลก็มีคนหามมาถวาย อยากได้ระฆังก็มีคนเอามาถวาย โดยบอกว่ามีผู้ไปเข้าฝันให้เอามาถวาย ฯลฯ
ท่านเกิดเมื่อปี 2480 ได้พบกับเซียนสูและหาคำตอบให้ตนเองได้ว่า “เป็นองค์พระแล้วหรือยัง?” ขณะอยู่ที่วัดปทุมคงคา มรณภาพเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2530 ขณะเพียงอายุ 50 ปี เป็นการจากไปท่ามกลางอาลัยรักของหมู่ศิษย์ และจากไปท่ามกลางสรรเสริญของผู้คน ในยามอาพาธพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถก็ได้ให้อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อัญเชิญแจกกันดอกไม้พระราชทานมาถวาย
พระผู้พบคำตอบแล้วว่า ตนเองเป็นองค์พระแล้วหรือยัง ได้ทิ้งบันทึกคำสอนไว้หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ คำสอนของเซียนสู ซึ่งมีคำบางตอนว่า...
อะไรเรียก “หน้าตาดั้งเดิม”
ระหว่างคิดดีก็ไม่ใช่ ระหว่างคิดชั่วก็ไม่ใช่ ก่อนที่ยังไม่ได้คิดดีคิดชั่ว ไม่ใช่เฉยๆ ไม่ใช่ว่างเปล่า ไม่ใช่บริสุทธิ์ อารมณ์ธรรมชาตินี่แหละ “หน้าตาดั้งเดิม”
หินก้อนหนึ่งตรงกลางซ่อนมี เพชร ต้องอาศัยเจียระไน-ขุด-ขัด เพชรถึงจะชัดเจนขึ้นมา
จิตเราก็ เหมือนกัน ความจริงแล้วจิตดั้งเดิม กิเลสก็ส่วนกิเลส ก่อนที่ยังไม่รู้ก็เอากิเลสมาพอกกับจิตดั้งเดิมเหมือนอย่างเปลือกหินมาพอกกับเพชร นี่แหละเรียก “อวิชชา” เมื่อจิตดั้งเดิมโผล่ขึ้นแล้ว ก็ได้รู้สึกกิเลสกับจิตดั้งเดิมเป็นคนละอย่าง ถ้าไม่มีกิเลสก็ไม่มีธรรมะ จะเรียนรู้กิเลสคือวิปัสสนา ผู้ที่บรรลุธรรมคือบรรลุกิเลส จิตดั้งเดิมรู้ชัดเจนแล้ว ระหว่างนั้นความจริงก็ไม่มีอะไร แต่มาถึงตรงนี้อันตรายสุดขีด ต้องให้รู้สึกพยายามอย่าขาดสติ อย่าให้กิเลสกลับเข้ามาอีก พระพุทธเจ้าสอนไว้เรียกเป็นว่า “อาชีพชอบ” อย่าเข้าใจว่าไม่ต้องปฏิบัติแล้วไม่มีอะไรจะต้องปฏิบัติต่อไปอีก สิ้นสุดแล้ว ให้ปฏิบัติต่อไปอีก ต้องให้ชำนาญคล่องแคล่วจึงวางใจได้สมกับ “พุทโธ อรหันต์”
“เอาอารมณ์ไว้ที่ไหน”
พูดคำนี้เกิดขึ้นความหมายมี 4 อย่าง อย่างหนึ่งว่า “รู้แล้ว” อย่างหนึ่งว่า “ไม่รู้” อย่างหนึ่งก็ “ขาดสติ” อย่างหนึ่งก็ “มีสติ” ผู้คนพูดอย่างนี้ยังไม่รู้จักต้นทาง ถ้ารู้แล้วไม่ถามอย่างนี้ ตัวเองเข้าใจถามว่า “อารมณ์ไว้ที่ตรงไหนถึงจะถูก” ความจริงยังถูกตัวรู้ปิดบังยังไม่รู้เลย วางกิเลสหมดก็เบา เบาก็เกิดสุข มีกิเลสอยู่ก็เกิดทุกข์ พอสุขเกิดขึ้นก็ติดสุข เชือกสุขก็มัดเรา มีกิเลสก็เกิดหนัก หนักก็เกิดทุกข์ เชือกทุกข์ก็มัดเรา อารมณ์เกิด บริสุทธิ์ เชือกบริสุทธิ์ก็มามัดเรา อารมณ์เกิดว่างเปล่า เชือกว่างเปล่าก็มามัดเรา จะใช้อารมณ์บริสุทธิ์อารมณ์บริสุทธิ์ยังคู่กับอารมณ์ สกปรก ต้องใช้อารมณ์บริสุทธิ์จนไม่มีบริสุทธิ์ผุดขึ้นคือ อารมณ์ธรรมชาติ นี่แหละต้นทาง
“กัมมัฏฐานสี่สิบอย่าง”
เปรียบในโลกแล้วก็เท่ากับ “อาชีพสี่สิบอย่าง” ชำนาญอย่างไหนก็ทำอยู่อย่างนั้น ความจริงปฏิบัติกัมมัฏฐานก็เพื่อว่าต่อสู้กับกิเลส พอมีสมาธิหน่อยเห็นนี่เห็นโน่นทำของก็ขลัง ตัวเองก็เข้าใจว่าได้ธรรมแล้ว แท้ที่จริงพอทิ้งกิเลส กลับไปฉวยกิเลสกัมมัฏฐานขึ้นมาเป็นกิเลสอีก ถ้ารู้ตรงนี้ “สาธุพุทธะ หน้าตากัมมัฏฐานอย่างนี้เอง”
อวิชชาไม่รู้ทันเขา กายวาจา ก็ปรุงแต่งเกิดขึ้น
เมื่อที่ปรุงแต่งเกิดขึ้นก็เกิดทำขึ้น เมื่อที่ทำเกิดขึ้นก็ได้รู้ดีชั่วผิดถูก หลงอยู่อย่างนี้ ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตาย เกิดๆ ตายๆ ไม่มีสิ้นสุด เมื่อปลงตกอย่างนี้แล้ว เริ่มบังเกิดเชื่อกัมมัฏฐาน ปฏิบัติไปจริงๆ ถึงจะเชื่อจริงๆ ถ้าไม่อย่างนี้ก็เท่ากับ เชื่อเขาดีก็ตามดี ชั่วก็ตามชั่ว เลยกลายเป็นไม่รู้จะปฏิบัติอะไรเลย นี่ละวิปัสสนา ปลดเปลื้องให้หมด กิเลสก็ไม่เอา กัมมัฏฐานก็ไม่เอา วิปัสสนาก็ไม่เอา อ้อ นี่ต้นทาง
เรื่องอะไรต่างๆ ที่เคยผ่าน แล้วไม่ได้เอากลับมาคิด
อารมณ์ที่เหลืออยู่อันนั้นเรียกว่า “ใจ” ใจไม่มีเปลี่ยนแปลงก็เรียกว่า “พระ” ปรากฏที่เห็นอะไรต่างๆ นานาเกิดขึ้นเป็นที่ใจ ละอะไรต่างๆ ที่เห็น เหลืออยู่เรียกว่า “พระ” รู้แล้วจะให้ทำอย่างไร? ง่ายนิดเดียว จิตอย่าสร้างความดี จิตอย่าสร้างบาป จิตคิดขึ้นให้ตัดเสีย จิตอย่าสงสัย อารมณ์ที่เหลืออยู่ “หน้าตาดั้งเดิมของท่าน” อ้อ ต้นทางอยู่ตรงนี้เอง
เรื่องราวเริ่มเห็นสิ่งหนึ่ง เรียกว่า “รูป” เมื่อมีรูปเกิดขึ้นแล้ว
“มโน” ก็ทำงานก็ได้รู้ว่าสิ่งของนี้เรียกอะไร ตอนนี้เรียกว่า “นาม” ไม่ใช่ชื่อเรียกว่านาม ตอนที่เราบังเกิดใจตอนนั้นเรียกว่า “นาม” นักปฏิบัติปลงตกรูปนาม ต้องรู้ไม่ใช่เกิดอยู่ข้างนอก แท้ที่จริงเป็นอยู่ที่จิตของเราแยกออกไป นักปฏิบัติรู้ตรงนี้แล้ว เรียกว่า “เริ่มรู้ธรรม” ถ้าไม่รู้ตามรูปตามนามหลงใหลงมงายไม่มีสิ้นสุด อย่าลืม ยังมีจิตดั้งเดิม
รูป แปลว่า ร่างกายของเราเองเวทนา แปลว่า เรารับว่าชอบหรือไม่ชอบ
สัญญา แปลว่า ทุกวันที่เรานึกคิดสังขาร แปลว่า คิดไม่ยอมหยุด เกิดใหม่ก็ไม่ยอมทิ้ง วิญญาณ แปลว่า ที่เรารู้ผิดหรือถูก
5 อย่างนี้เรียกว่า “ขันธ์ห้า” ปลงตกรูปนั่งลงไปแล้วหลับตาก็สว่าง ลืมตาก็สว่าง ปลงตกเวทนาทิ้งร่างกายได้จะขึ้นสวรรค์หรือลงนรกไปได้โดยสะดวก ปลงตกสัญญานึกคิดหยุด ปลงตกสังขารได้เห็นนิพพานจริงๆ ปลงตกวิญญาณ อายตนะภายนอก-ภายในเชื่อมติดเป็นแผ่น ไม่มีอะไรขัดขวาง มาถึงอย่างนี้แล้ว นักปฏิบัติทุกคนเข้าใจว่า “ว่าง” ถึงจะพูดกันบ่อยๆ ว่า “นิพพาน แปลว่า ว่าง” ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าง คืนสภาพดั้งเดิมของเราเอง ถ้าได้จริงๆ แล้วก็ได้อภิญญาหก ถ้ายังไม่ได้จริงอย่าเข้าใจผิดว่าได้ธรรมแล้ว หลอกตัวเองด้วยหลอกคนอื่นด้วย “ข้ามฝั่งแล้วทิ้งเรือ” ถ้าได้จริงๆ เท่าที่กล่าวไว้เรือทิ้งได้ ถ้ายังไม่ได้ให้แจวต่อไปอีกเถิด
นึกคิดไม่หยุดก็ปรุงแต่งเกิด ใหม่ไม่มีสิ้นสุด ไม่ทิ้งตัวนี้นำมาก่อน
เมื่อจุติอยู่ในท้องแม่แล้วเรียกว่า “รูป” เมื่อมีรูปแล้วก็เกิด “อายตนะหก” เมื่อมีอายตนะหกแล้ว ก็รับเข้าอายตนะภายใน อย่างนี้ก็เรียกว่า “เกิดตัวกู” เมื่อมีตัวกูเกิดแล้ว กูต้องกิน กูต้องนุ่งห่ม ลูกเมียชื่อเสียงอำนาจเงินทองก็หมุนอยู่คิดอยู่ เกิดใหม่ก็ปรุงแต่งอยู่ ไม่มีสิ้นสุดคิด ไม่มีสิ้นสุดทำ ทำจนวันสุดท้าย รูปหยุดทำงาน แตกดับก็เรียกว่า “ตาย” ก็ตัวตายใจก็ยังคิดไม่หยุด เกิดใหม่ก็ไม่ทิ้ง ทีนี้เกิดๆ ตายๆ ตายๆ เกิดๆ ไม่มีสิ้นสุด เกิด ตายนี่ละเรียกว่า “อวิชชา”
นักปฏิบัติถ้ารู้ว่าอวิชชาแล้ว สมถกัมมัฏฐานกับวิปัสสนา เปรียบ แล้วเป็นมีดวิเศษอันหนึ่ง
เผื่อว่าฟันกิเลสให้หมดไป ตามที่เขาว่า “ว่างๆ” อนัตตาความจริงก็ว่าง กิเลสที่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นวิปัสสนากิเลสทั้งนั้น ถ้าอยากจะรู้จริงๆ ก็เลิกคิดดีเลิกคิดชั่ว ที่เหลืออยู่เรียกว่า “หน้าตาดั้งเดิม” ว่างก็ว่างแต่กิเลส มีก็มีจิตดั้งเดิม มาถึงตรงนี้สำคัญที่สุด







