
จุดแตกต่างสำคัญที่สุดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือมี 'กลไกพิเศษ'
เฟซบุ๊ก Kamnoon Sidhisamarn
เฟซบุ๊ก Kamnoon Sidhisamarn
จุดแตกต่างสำคัญที่สุดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือมี 'กลไกพิเศษ' เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปและสร้างความปรองดอง รวมทั้งมี 'อำนาจพิเศษ' ให้สามารถดำเนินการระงับยับยั้งวิกฤตระดับที่กลไกปกติทำไม่ได้แล้ว ในเฉพาะระยะเวลา 5 ปีแรก คู่ขนานไปกับรัฐบาลปกติ โดยมีนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และประธานวุฒิสภา เข้ามานั่งอยู่ในกลไกนี้ด้วย
บทบัญญัติสำคัญเช่นนี้ทำให้ประเด็น 'ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง' น่าจะตกไปโดยพื้นฐาน
เพราะการปฏิรูปดำเนินได้ตั้งแต่วันนี้ไปอีกอย่างน้อย 1 ปีก่อนการเลือกตั้ง และถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่านด่านหินทั้ง 2 ด่านออกมาใช้บังคับ การปฏิรูปก็จะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปี ภายใต้มติรองรับของประชาชนในการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญต้นปีหน้า
ตัวกลไกหรือองค์กรที่ชื่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดอง ที่จะมีอายุ 5 ปี หรืออาจขยายได้หากมีประชามติอนุมัติ อยู่ในมาตรา 260
"มาตรา 260 คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการจำนวนไม่เกินยี่สิบสองคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้
(1) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(2) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งจากผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ซึ่งเลือกกันเองในแต่ละประเภท ประเภทละหนึ่งคน และ
(3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินสิบเอ็ดคนซึ่งแต่งตั้งตามมติรัฐสภา จากผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่าง ๆ และการสร้างความปรองดอง
ให้กรรมการตามวรรคหนึ่งเลือกผู้ซึ่งมีความเหมาะสมคนหนึ่งให้เป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ
คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ และการอื่นที่จำเป็น ของคณะกรรมการตามมาตรานี้ รวมทั้งเงินประจำตำแหน่งและผลตอบแทนอื่นของประธานกรรมการและกรรมการ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดอง
ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ
ในกรณีที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติมีกรรมการไม่ครบองค์ประกอบหรือจำนวนตามวรรคหนึ่ง หากมีกรรมการเหลืออยู่เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด ให้คณะกรรมการเท่าที่มีอยู่เป็นองค์ประกอบและองค์ประชุมและสามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปได้
ให้มีหน่วยธุรการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติและสภาดำเนินการปฏิรูปและสร้างความปรองดอง ที่มีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง
ให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติและสภาดำเนินการปฏิรูปและสร้างความปรองดองเป็นประจำทุกปีโดยคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ แล้วแจ้งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติและสภาดำเนินการปฏิรูปและสร้างความปรองดองทราบ และประกาศผลการประเมินดังกล่าวให้ทราบเป็นการทั่วไป ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดอง"
ส่วนอำนาจพิเศษที่จะมีอายุเพียง 5 ปีเท่านั้น ขยายไม่ได้ อยู่ในบทเฉพาะกาล มีความดังนี้..
"มาตรา .... ภายในห้าปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ถ้ามีความจำเป็นเพื่อรักษาความเป็นเอกราชของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือมีกรณีที่เกิดความขัดแย้งอันอาจนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ทั้งการดำเนินการตามปกติของสถาบันการเมืองตามรัฐธรรมนูญและคณะรัฐมนตรีไม่อาจดำเนินการเพื่อยุติกรณีดังกล่าวได้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าวแทนได้ภายหลังจากที่ได้มีการปรึกษาหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญและประธานศาลปกครองสูงสุดแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ประธานกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติมีอำนาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทำการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติหรือในทางบริหาร และให้ถือว่าคำสั่ง การกระทำ และการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่ง การกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์และการปรองดองแห่งชาติรายงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุด ทราบโดยเร็ว และแถลงให้ประชาชนทราบถึงการใช้มาตรการดังกล่าว
เมื่อได้มีการใช้อำนาจตามมาตรานี้ ให้ถือว่าเป็นการเปิดสมัยประชุมรัฐสภาโดยไม่ต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุม และให้ถือว่าในระหว่างที่มีการใช้อำนาจตามมาตรานี้ เป็นสมัยประชุมของสภา"
บทบัญญัติเช่นนี้ย่อมมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ขอให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินใจในการลงประชามติต้นปี 2559
ที่มา https://www.facebook.com/kamnoon/posts/921457827898172







