
เปรู ดินแดนในฝัน ต้องไปสักครั้งในชีวิต
การเดินทางคือของขวัญและการเติมพลังให้ชีวิตของเขา สกลพล กาญจนศักดิ์ศจี
โดย...อณุสรา ทองอุไร ภาพ สกลพล กาญจนศักดิ์ศจี
การเดินทางคือของขวัญและการเติมพลังให้ชีวิตของเขา สกลพล กาญจนศักดิ์ศจี เขาเป็นวิศวกรควบคุมหุ่นยนต์ขุดเจาะแหล่งน้ำมันของบริษัท น้ำมัน DOF Subsea รัฐฟอริดา สหรัฐอเมริกา ที่ทำงานอยู่กลางทะเลใกล้กับอ่าวเม็กซิโกทำงาน 1 เดือน หยุด 1 เดือน แบบนี้สลับกันไปตลอดทั้งปี ด้วยเป็นหนุ่มโสดจึงใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรี เดินทางท่องเที่ยวทั้งใกล้ไกลอย่างคุ้มค่ากับเวลาที่มีอย่างเหลือเฟือ
“ที่ทำงานผมเวิ้งว้างโดดเดี่ยวอยู่กลางทะเล บางวันมีพายุฝนกระหน่ำ เหงามาก เมื่อขึ้นฝั่งได้ชีวิตจึงต้องใช้ให้คุ้มคือ WORK HARD แล้วก็ต้อง Play HARD เมื่อได้หยุดก็จะเดินทางตลอดปีหนึ่งก็ประมาณ 5 ครั้ง ครั้งละ 10-15 วัน ไปแบบแบ็กแพ็กเกอร์มันช่วยเปิดโลกทัศน์ได้ดี”
เมื่อเดือนที่แล้วเขาไปเปรูเป็นความประทับใจที่เดินทางไปคนเดียวแบบแบ็กแพ็กใช้เวลาเดินทาง 15 วัน มืดไหนนอนนั่น ไม่มีวางแผนล่วงหน้าไม่มีการจองโรงแรมแค่มีเส้นทางคร่าวๆ ว่าจะไปที่ไหน ขึ้นรถทัวร์ ต่อรถไฟหาข้อมูลก่อนการเดินทาง เตรียมความพร้อมของร่างกายให้แข็งแรง เพราะต้องเดินเยอะไม่ได้สะดวกสบายแล้วเปรูเป็นประเทศสูงกว่าระดับน้ำทะเลเยอะความกดอากาศสูงออกซิเจนน้อยต้องเตรียมพร้อมร่างกายให้มาก ฝันว่าสักวันต้องไปให้ได้ก่อนตายก็คือที่นี่
“ผมอยู่ Florida การจะไปเปรู อเมริกาใต้ไม่ไกลกันมาก ใช้เวลาบินแค่ 5-6 ชม. ก็ถึง Lima เป็นเมืองหลวงของเปรู คนที่นั่นใช้ภาษาสเปน ผมก็ได้แค่งูๆ ปลาๆ ก็ภาษามือมั่ง ภาษาอังกฤษบ้างพอสื่อสารกันได้สนุกดี ไปหาเพื่อนเอาข้างหน้าเพราะว่าคนที่เที่ยวแบบ Backpack จะมีเพื่อนที่เที่ยวแบบแบ็กแพ็กแลกเปลี่ยนข้อมูลมาจากทุกสาระทิศมาเปรูครั้งแรกก็เลยไปเกือบครบที่เที่ยวของเปรู”
เริ่มตั้งแต่ Lima ตื่นตีสามไปสถานีรถบัสใช้เวลาเดินทาง 4 ชม. ไปเมือง Paracus ไปเที่ยวเกาะ Isla Ballestas เกาะที่เป็นแหล่งพักพิงของแมวน้ำน้ำเชี่ยวมาก คนไม่ไปอยู่ ทำให้เป็นแหล่งสวรรค์ของพวกสัตว์ต่างๆ จะได้เห็น แมวน้ำ สิงโตทะเล ปลาโลมา นกเพนกวิน และนกอัลบาทรอส ที่เยอะที่สุดในโลก ใช้เวลาล่องเรือ 2-3 ชม. ก่อนที่จะมาจบด้วย ร่องรอยปริศนา Candelabre ซึ่งเป็นลายเส้นแบบเดียวกับที่นาซก้า (Nazca line) เป็นลายเส้นบนพื้นทรายที่มีอายุหลายร้อยปี ลมฝนก็ไม่สามารถชะล้างลอยบนผืนทรายนี้ไปได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างมาให้ดูเหลือเชื่อจริงๆ
หลังจากที่เที่ยวชมเกาะมีเวลาเหลือ 2-3 ชม. มีเพื่อนแนะนำว่าให้ไปที่ Paracas National Reserve มี Fossil Deposit คือร่องรอยหอยในทะเลทราย เพราะเมื่อก่อนตรงนี้เป็นทะเลแล้วน้ำแห้งลงเมื่อ 400 ล้านปีที่แล้ว มีหาดทรายสีแดงที่สวยมีซากหอยทะเลอยู่บนเนินเขาแปลกดี
วันที่ 2 เขาใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงกว่า ไปเมือง Nazca ก็คือเมืองที่มีร่องรอยปริศนา ที่ไม่มีใครรู้ว่าลายพวกนี้ใครเป็นคนเขียน ส่วนมากคนเชื่อกันว่ามนุษย์ต่างดาว เพราะไม่มีใครบอกได้ การที่จะได้เห็นลายพวกนี้จะมองเห็นได้ทางอากาศเท่านั้น ใครที่เมารถง่าย ควรกินยาแก้เมารถไปด้วย เพราะการบินที่นี่ต้องฉวัดเฉวียน เพราะว่าคนที่นั่งข้างซ้ายขวาจะเห็นไม่พร้อมกัน ใช้เวลาบินประมาณ 30-40 นาที ชมเส้นลายนาซก้า ที่มีทั้ง รูปลิง รูปแมงมุม นกฮัมมิ่งเบิร์ด และมนุษย์ลึกลับ จบลงไปอีกวันรีบเข้านอนก่อนพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเดินทางไกลไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเปรู
วันที่สามเขาออกเดินทางตั้งแต่ตีสามไปที่สถานีรถบัสเดินทาง 8-9 ชม. นอนในรถยาวไปเมืองปูโน่ (Puno) เป็นเมืองทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเปรูที่มีทะเลสาบชื่อว่า ติติกากาและปูโน่ (Puno) เป็นเมืองที่ระดับความสูงกว่าน้ำทะเล 3,830 เมตร จากนั้นก็เดินทางไปลงเรือไปชมทะเลสาบติติกากา เป็นทะเลสาบที่ต้องใช้ระบบเดินเรือที่สุงที่สุดในโลก 3,800 เมตร ที่นี่เองมีวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนใครในโลก ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าอินคา ความสูงของทะเลสาบ พืช ต้นกก ที่ทะเลสาบนี้ สามารถนำมาทำเป็นเกาะ เป็นบ้านพักอาศัย นำมามัดทำเป็นเรือ หรือกินเป็นอาหารก็ได้ เขาเพิ่งมารู้ว่าต้นกกเอามาต้มกับปลากินได้
วันที่ 4 ล่องเรือชมหมู่บ้านที่เกาะอูรอส ก่อนจะกลับเข้าฝั่งตอนเย็นเข้ามานอนที่ Puno คืนหนึ่งก่อนที่จะเดินทางไป Cusco พรุ่งนี้เช้า โดยรถทัวร์ที่ชื่อว่า Cruz del sury ที่ดีที่สุดและปลอดภัยมีฟรี WiFi ด้วยจาก Puno ไป Cusco ใช้เวลาอีก 7-8 ชั่วโมง การเดินทางที่นี่ไกลๆ ทั้งนั้น แต่สนุกมากเลยลืมคำว่าเหนื่อย มาถึงเมือง Cusco ก็ไปตามจุดมุ่งหมายเพราะเรารู้แล้วว่าวันนี้จะไปไหนบ้าง
“ซื้อทัวร์ในราคาะ 65 ดอลลาร์ รวมอาหารกลางวันด้วยจะได้ไป กุสโก, Sacred Valley, Olyntaytambo, Plaza de Armas ด้วย เดินทางสู่นครกุสโกเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอินคา ที่แพร่ขยายอำนาจจนกินพื้นที่ 2 ใน 3 ของอเมริกาใต้ ก่อนที่สเปนจะเข้ามายึด เราไปเที่ยวชมหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินคา ชมหุบเขาลึกลับ Moray และรับประทานอาหารกลางวันๆ นี้เป็นเมนูอาหารพื้นเมืองใครมาแล้วไม่ได้กินถือว่ามาไม่ถึงนั่นก็คือ เมนูรายการนึงชื่อ Cuy มันก็คือหนูตะเภา (Guinea pig) ยัดไส้เครื่องเทศแล้วย่างหรือทอด หนูตะเภานี่ถือว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อ ใครไปก็ต้องลองกินเนื้อเหมือนเนื้อไก่ตรงสะโพกเปี๊ยบ”
ตอนบ่ายไปชมเหมืองเกลือโบราณความลับของการอยู่รอดของอาณาจักรที่มีคนมากกว่า 1 ล้านคน ห่างทะเลกลางเทือกเขาแอนดีส แหล่งเกลือแร่สำคัญในการประกอบอาหารมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน บ่อเกลือสีขาวนับร้อยๆ บ่อ ท่ามกลางหุบเขาสูงชันของเทือกเขาแอนดีส และปิดท้ายกันที่โอเลย์นเตย์ตัมโบ (Olyntaytambo) เป็นนครโบราณ ในเส้นทางการค้า สู่ผืนป่าอเมซอน ที่ยังหลงเหลือซากเมืองและอาคารที่ยิ่งใหญ่ของชาวอินคา ตกเย็นมาเดินเล่นแถว จัตุรัส Plaza de Armas ชมเมือง วิถีชีวิตของชาวอินคา และอดีตราชธานีที่รุ่งเรืองที่สุดของ อเมริกาใต้แห่งนี้ จากนั้นก็กลับที่พักเพราะว่าพรุ่งนี้จะได้ขึ้นรถไฟจากที่นี่ไปที่มาชูปิกชู (MACHU PICCHU) ในวันรุ่งขึ้น
“การเดินทางไปมาชูพิชูจากคุสโคทำได้ 2 อย่าง คือ เดินไปตาม Inca Trail หรือถนนที่ชาวอินคาสร้างไว้จากคุสโค (เมืองหลวงอินคา) ไปมาชูพิชู ถนนของชาวอินคาไม่ได้มีสายนี้สายเดียว มีอยู่มากมายครอบคลุมอาณาจักรอินคาทั้งสี่ ถนนชาวอินคาโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุดสภาพดีที่สุด ก็คือสายคุสโค-มาชูพิชู ถ้าเดินจริงๆ วันละ 8 ชั่วโมง กี่วันถึงเขาบอกกันมาว่า 4-5 วัน ครอบคลุมระยะทางแค่ 100 กิโลเมตรเท่านั้น ไม่ได้ไกลเลย แต่ว่าทางคดเคี้ยวและเป็นทางลาดชันขึ้นเขา ที่ว่า 5 วันนี่ชาวบ้านเดินถ้าฝรั่งเดินนานกว่านั้น”
คนที่จะไปมาชูพิชูด้วยการเดินตามถนนของชาวอินคา ต้องมีใบอนุญาตจากรัฐบาลก่อน และจะต้องมีคนนำทางที่มีใบอนุญาต จะไปเดินเองไม่ได้ เพราะว่ามีอันตรายจากการโดนปล้นอยู่เนืองๆ ห้ามเดินคนเดียว ส่วนมากจะเป็นการเดินเป็นกลุ่มของนักท่องเที่ยวพร้อมคนนำทางและลูกหาบ ถ้าคิดว่าเดินไม่ไหวตลอดสายคุสโค-มาชูพิชู ก็นั่งรถหรือรถไฟไปลงครึ่งทาง แล้วเดินอีกครึ่งทางได้ใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน
ถ้าใครอยากไปเที่ยวมาชูพิชู ต้องนั่งรถไฟที่เรียกว่า Peru Rail ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐบาลเปรู เรียกว่าผูกขาดการทำให้ตั๋วรถไฟราคาค่อนข้างสูง ตั๋วรถไฟสามารถหาซื้อได้ในเว็บไซต์ได้เลยทางรถไฟจากคุสโค-มาชูพิชู สิ้นสุดที่เมืองนี้ ตั๋วเข้าชมมาชูพิชู ไม่มีขายบนมาชูพิชู ต้องซื้อล่วงหน้าก่อนเข้าชม สามารถซื้อได้ที่คุสโค หรือที่ Aguas Calientes หรือซื้อในเว็บไซต์ก็ได้
เดินไปเดินมาในมาชูพิชูจงระวัง เพราะว่าจู่ๆ ก็มีฝูงลาโผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้ กินหญ้าแถวๆ นั้น คงจะเลี้ยงไว้ในนักท่องเที่ยวดูด้วยเพราะว่ามันน่ารัก เขาเจาะหูแล้วเอาพู่ห้อยไว้ให้มันตุ้งติ้งทางเดินนิดเดียว พอเห็นต้องหลบให้ดีเพราะว่ามันตัวใหญ่มาก อาจโดนเบียดตกทางเดินได้
ระยะทางจากคุสโคไปถึงหมู่บ้าน Aguas Calientes ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ หน้าด่านก่อนขึ้นมาชูพิชู ใช้เวลาเดินทางเกือบ 4 ชม.ค่อนข้างน่าเบื่อ แต่พอครึ่งทางมาชูพิชู ต้นไม้ต้นไร่สิ่งแวดล้อมระหว่างทางเริ่มเปลี่ยนไป จากต้นสนบนที่ราบสูงระหว่างหุบเขา ทำการเกษตรไม่ค่อยได้ผล เริ่มเปลี่ยนเป็นต้นไม้หนาทึบแบบป่าดงดิบบนที่สูง ที่ฝรั่งเรียกว่า Cloud Forest รถไฟมาสิ้นสุดที่สถานี Aguas Calientes
“หาโรงแรมที่จองไว้เป็นโรงแรมห้องแถวธรรมดาๆ ไม่หรูหราอะไร จริงๆ ทั้งเมืองนี้จะหาอะไรที่มันหรูหราไม่ค่อยจะได้ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตื่นมาตอนเช้ารอรถขึ้นถึงมาชูพิชูก็มหาชนล้นหลาม เพราะเป็นสถานที่สำคัญ เดินดูอย่างเดียวท่าจะไม่ได้เรื่อง จึงจ้างไกด์ที่มีใบอนุญาตถูกต้อง เดินขึ้นทางเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ จะเริ่มจาก Guard’s House ก่อน เพราะว่าเป็นมุมที่สวยที่สุด รูปสวยๆ ของ
มาชูพิชูที่เราเห็นตามหนังสือหรือโปสต์การ์ดนั้น ถ่ายมาจากมุมนี้ทั้งหมดเพราะสามารถเห็นมาชูพิชูโดยรวมทั้งหมดของจริงสวยกว่าโปสต์การ์ดมาก คิดดูว่า เมื่อ 600 ปีก่อน มาชูพิชูเป็นสถานที่มีชีวิตจิตใจ มีคนอาศัยอยู่ คนพวกนี้จะแต่งตัวยังไง แล้วเขาไปจ่ายตลาดที่ไหน เขาปลูกผักปลูกหญ้าแบบไหน เป็นหนแรกในชีวิตก็ว่าได้ที่ซาบซึ้งดื่มด่ำประทับใจกับสถานที่ท่องเที่ยวได้ขนาดนี้ บอกตรงๆ ไปไหนร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำไปที่ต่างๆ จะประทับใจกับผู้คนมากกว่าสถานที่ แต่ที่นี่สถานที่สุดยอดต้องมาให้ได้สักครั้ง”
ข้อมูลสถานที่ต่างๆ ที่ https://www.perurail.com/en/







