
ภก.ประพนธ์ อางตระกูล เข้มยาแก้ไอ ไม่ให้ใช้เป็นสารเสพติด
ฉบับนี้ ภก.ประพนธ์ อางตระกูลรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับมาตรการคุมเข้มยาแก้ไอ
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
ฉบับนี้ ภก.ประพนธ์ อางตระกูลรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับมาตรการคุมเข้มยาแก้ไอ หลังถูกนำไปใช้เป็นสารเสพติดจำนวนมาก
ภก.ประพนธ์ บอกว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ดำเนินการมาตรการในการจัดการปัญหาจากเบาไปหาหนัก อย่างเป็นขั้นตอน โดยระยะแรกได้ดำเนินการป้องปรามและขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ แต่สถานการณ์ปัญหากลับไม่คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
ดังนั้น อย.จึงได้ออกประกาศกำหนดให้มีการจำกัดจำนวนการจำหน่ายและกระจายยากลุ่มนี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และกำหนดให้รายงานการขายยา เพื่อเป็นข้อมูลสารสนเทศสำหรับติดตามและเฝ้าระวังการรั่วไหลของยาเหล่านี้ออกนอกระบบสาธารณสุข ตั้งแต่วัตถุดิบทางยาจนถึงยาสำเร็จรูป รวมทั้งให้เภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการร้านขายยา จะต้องจัดทำบัญชีการขายยากลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ โดยระบุชื่อ สกุล ผู้ซื้อ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันการจ่ายอย่างสมเหตุสมผลตามหลักวิชาการ
นอกจากนี้ อย.ได้ดำเนินการตรวจเฝ้าระวังสถานประกอบการด้านยา ตั้งแต่การนำเข้าเภสัชเคมีภัณฑ์ไปจนถึงการผลิต และขายยาสำเร็จรูปที่มีความเสี่ยงควบคู่ไปด้วย รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวต่อไปว่า การจัดทำบัญชีขายยา (แบบ ข.ย. 11) เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการในการแก้ปัญหาโดยกฎหมายฉบับเดิมกำหนดให้เภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการต้องทำบัญชีการขายยาอันตราย ทุกรายการมาตั้งแต่ปี 2525 แต่ในขณะนี้ อย.ได้ปรับปรุงกฎหมายกำหนดให้ทำบัญชีการขายยาเพียงบางรายการเท่านั้น แต่มีรายละเอียดของการจัดทำบัญชีที่มากขึ้น
ทั้งนี้ ก็เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นการป้องปรามการนำยาไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม โดยมีการขอชื่อ-สกุล ของผู้ซื้อและแยกทำรายงานตาม ครั้งและรุ่นการผลิตของยา (LOT.) ที่ร้านขายยารับยานั้นๆ เข้ามาขาย เพื่อง่ายในการติดตาม สามารถสืบย้อนกลับได้
สำหรับการขอชื่อ-สกุล ของผู้ซื้อ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการให้บริการทางเภสัชกรรม ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการกำหนดเกี่ยวกับสถานที่ อุปกรณ์ และวิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชน
ในสถานที่ขายยาแผนปัจจุบัน ตามกฎหมายว่าด้วยยาปี 2557 ที่กำหนดให้ระบุชื่อผู้ใช้ยาลงบนซองบรรจุยาด้วย
เช่นเดียวกับซองบรรจุยาของผู้ป่วยที่ได้รับยามาจากโรงพยาบาล เพื่อเป็นการป้องกันความผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากการใช้ยา ซึ่ง อย.หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้รับความร่วมมือจากผู้รับอนุญาตขายยา และผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมในร้านยา เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคต่อไป







