
สัมผัสความรักของพระราชินี ที่...‘บ้านขุนแตะ’
วันที่ 12 ส.ค. เป็นวาระสำคัญที่ประชาชนคนไทยจะได้แสดงออกถึงความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
วันที่ 12 ส.ค. เป็นวาระสำคัญที่ประชาชนคนไทยจะได้แสดงออกถึงความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา โดยปีนี้ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 83 พรรษา @weekly ฉบับนี้ มีโอกาสได้ถ่ายทอดถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ ผู้เปรียบดัง “แม่” ของชาวไทยทั้งแผ่นดิน
ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ชาวไทยเราได้เห็นภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทั่วประเทศอยู่ไม่ว่างเว้น ด้วยความรักและห่วงใย มีพระราชประสงค์จะยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกรแต่ละพื้นที่ให้ดีขึ้น จึงได้เกิดโครงการตามแนวพระราชดำริมากมายกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และเมื่อไม่นานมานี้ “มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ” ได้นำคณะสื่อมวลชนไปเยือนหนึ่งในโครงการสำคัญ ซึ่งเกิดขึ้นตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ “โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ บ้านขุนแตะ” ตั้งอยู่ที่ หมู่ 5 ต.ดอยแก้ว อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
เรื่องราวของผู้คนที่นี่บอกเล่าให้เราสัมผัสได้ว่าความรักของพระองค์ท่านได้เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาให้มีความสุขได้อย่างมากมาย
การเดินทางเยือนโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ ครั้งนี้ถือว่าเส้นทางยังคงยากลำบากอยู่พอควร ต้องเดินทางจาก อ.จอมทอง ขึ้นไปบนโครงการโดยรถขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือรถโฟร์วีลเท่านั้น เพราะเส้นทาง 28 กิโลเมตร แม้ 14 กิโลเมตรจะเป็นทางลาดยาง แต่อีก 14 กิโลเมตรนั้นเป็นเส้นทางสูงชัน ถนนลูกรัง และเห็นดินโคลนสัญจรลำบากในช่วงฤดูฝน ชวนให้นึกเห็นภาพตามที่ “สมเกียรติ คณะแก้ว” หัวหน้าหน่วยโครงการพัฒนาป่าไม้อันเนื่องมาจากพระราชดำริสวนป่าสิริกิติ์ ที่ 11 (ฟาร์มตัวอย่างฯ บ้านขุนแตะ) ได้เล่าให้เราฟังถึงความยากลำบากในการเดินทาง รวมถึงการติดต่อกับโลกภายนอกของประชาชนที่อยู่ที่นี่
“สมเกียรติ” เล่าว่า ที่บ้านขุนแตะที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นไทยภูเขาเผ่าปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) กลุ่มจอว์ เนื่องจากภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย ในอดีตที่นี่ถือแหล่งปลูกฝิ่นที่ดีที่สุดในประเทศไทย ชาวบ้านส่วนใหญ่ยึดอาชีพปลูกฝิ่นเป็นหลัก แต่ภายหลังจากเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาปราบปรามการปลูกฝิ่น ก็ทำให้ชาวบ้านไม่มีอาชีพ ทำได้แค่ปลูกข้าวและกะหล่ำปลี ซึ่งเป็นพืชหลักมาแต่ดั้งแต่เดิม แต่ก็ขายได้เงินไม่มาก และด้วยการเดินทางที่ลำบากซ้ำร้ายเส้นทางที่ใช้ขนพืชผักไปขายในเมือง ก็เดินทางอย่างยากลำบาก
ชาวบ้านขุนแตะรายหนึ่ง เล่าเสริมว่า การเดินทางลงไปที่ อ.จอมทอง ถ้าเป็นทางเรียบโดยทั่วไปคงใช้เวลาไม่นานนัก แต่ตามสภาพถนนหนทางและภูมิประเทศแล้วกว่าชาวบ้านจะฝ่าถนนดินที่คดเคี้ยวตามแนวเขาไปได้ก็ใช้เวลานานครึ่งวัน ยิ่งถ้าเป็นวันฝนตก ถือว่าสาหัส ถ้าจำเป็นต้องนำของลงไปขายในเมืองจะต้องเตรียมชุดไปด้วยถึง 2 ชุด โดยชุดแรกเอาไว้ลุยโคลนขึ้นลงเขา และเมื่อผ่านไปได้ก็ค่อยเอาอีกชุดมาเปลี่ยนแล้วจึงเอาของไปขาย และขายแล้วรายได้ก็ยังน้อยทำให้บางส่วนยังคงหันกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด
หัวหน้าหน่วยโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ บ้านขุนแตะ เล่าต่อว่า ปัญหาความยากจนและการพัวพันกับยาเสพติดยังคงมีมาตลอด กระทั่งวันที่ 23 ก.พ. 2540 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรชาวไทยภูเขาที่บ้านขุนแปะ ต.บ้านแปะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นมีราษฎรชาวไทยภูเขาจำนวนประมาณ 200-300 คน จากบ้านหินเหล็กไฟ บ้านห้วยมะนาว บ้านห้วยขนุน บ้านห้วยส้มป่อย และบ้านขุนแตะ มาเข้าเฝ้าฯ และขอพระราชทานความช่วยเหลือของานทำ เพราะหลังจากทางการเข้ามาปราบปรามไม่ให้ปลูกฝิ่นแล้วพวกเขาก็ไม่มีงานไม่มีรายได้
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงมีพระราชเสาวนีย์ในครั้งนั้นให้ สหัส บุญญาวิวัฒน์ ผู้ช่วยเลขาธิการพระราชวัง ฝ่ายกิจกรรมพิเศษ และคณะให้ดำเนินการจัดตั้งฟาร์มตัวอย่างฯ ที่บ้านขุนแตะ ที่หมู่ 5 ต.ดอยแก้ว อ.จอมทอง โดยให้ดำเนินงานในลักษณะเป็นศูนย์สาธิตและส่งเสริมด้านการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ตลอดจนให้มีการเพาะเห็ดและปลูกไม้ใช้สอย เช่น ไม้ยูคาลิปตัส, สะเดา โดยให้จัดจ้างแรงงานจากราษฎรยากจนภายในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง มีการสร้างธนาคารข้าวพระราชทานและที่เก็บน้ำฝน
“ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน” คือพระราชดำรัสตอนหนึ่งของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พระราชทานไว้เป็นแนวทางในการดำเนินงานฟาร์มตัวอย่างฯ แห่งนี้
สมเกียรติ กล่าวต่อว่า สำหรับการจ้างงานที่นี่จะจ้างด้วยค่าจ้างวันละ 100 บาท แต่นั่นเป็นเพียงผลได้เพียงส่วนหนึ่ง แต่ผลได้สำคัญที่ประชาชนที่นี่จะได้คือการได้เข้ามาเก็บเกี่ยวความรู้ด้านเกษตร การเพาะปลูก ดูแลพืชต่างๆ เพื่อกลับไปต่อยอดความคิด ปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ หารายได้ดูแลครอบครัว ซึ่งก็มีหลายครอบครัวที่ประสบความสำเร็จจากการนำองค์ความรู้ที่ได้จากโครงการกลับไปพัฒนาและดูแลครอบครัว มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีเงินออมเพียงพอในการส่งบุตรหลานเรียนหนังสือ
ปัจจุบันที่บ้านขุนแตะมีประชากรอยู่ 185 หลังคาเรือน 762 คน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่มีการศึกษา มีส่วนน้อยขาดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ไม่รู้หนังสือ ซึ่งส่วนมากจะเป็นผู้อาวุโส เด็กรุ่นใหม่ได้รับการศึกษาครบทุกคน มีโรงเรียนระดับประถมศึกษาในหมู่บ้าน 1 แห่ง มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน 1 แห่ง และเด็กๆ ที่นี่หลายคนก็ได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อทั้งใน อ.จอมทอง และในตัว จ.เชียงใหม่ มีทั้งผู้ที่จบปริญญาตรี ปริญญาโท และกำลังศึกษาปริญญาเอกก็มี
“สันติพงษ์ พรมมาโนชย์” ผู้จัดการโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ เล่าเสริมระหว่างพาเดินชมพื้นที่รอบโครงการว่า หน้าที่หนึ่งของโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ แห่งนี้คือ เมื่อชาวบ้านปลูกจนผลิผลออกมาแล้วในส่วนกาแฟส่วนใหญ่ ชาวบ้านจะหาตลาดเอง แต่พืชอื่น เช่น พลับ กะหล่ำ ถั่วลิสง ฟาร์มตัวอย่างฯ จะเป็นผู้หาตลาดให้ เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาดกลางด้านการเกษตร หรือล่าสุดได้สนับสนุนให้ชาวบ้านนำลูกพลับจากบนดอยมาขายยังตลาด อ.ต.ก. เพื่อส่งต่อผลผลิตไปสู่ผู้ซื้อทันที โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางหั่นราคาอีกหลายทอด เพราะหากขายลูกพลับบนดอยจะได้เพียงกิโลกรัมละ 20 บาท แต่เมื่อมาขายที่นี่กลับขายได้ถึงกิโลกรัมละ 60 บาท
เขาเล่าว่า ตอนนี้คนงานในฟาร์มตัวอย่างฯ เหลืออยู่ 120 คน ลดลงจากเดิมที่มี 350 คน เพราะส่วนใหญ่ออกไปด้วยความสมัครใจที่จะไปปลูกพืชในพื้นที่ตัวเอง เนื่องจากจะมีรายได้มากกว่า และฟาร์มตัวอย่างฯ ก็จะให้การสนับสนุนในด้านอื่นๆ เช่น ให้คำแนะนำว่าพื้นที่ใดเหมาะที่จะปลูกอะไร มีราคาให้ดูว่าพืชชนิดไหนราคาดี และต้องปลูกช่วงใด ต้องดูแลอย่างไร รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานอื่นเพื่อการดูแลประชาชนที่นี่ โดยล่าสุดได้ประสานให้กองทัพไทยมาช่วยก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ระยะทาง 2 กิโลเมตร และบางช่วงปรับปรุงถนนเป็นคอนกรีตแบบ 2 ร่องล้อ ซึ่งจะทำให้การขนส่งสินค้าสะดวกขึ้น
“ประพันธ์ ดวงจันทร์สุรีย์” ชาวบ้านขุนแตะ วัย 39 ปี เป็นหนึ่งตัวอย่างที่เรามีโอกาสไปเยี่ยมเยียนถึงสวนของเขา ก่อนหน้านี้คุณพ่อของเขาได้เข้าไปทำงานกับโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ และได้นำความรู้มาต่อยอดพัฒนาการเพาะปลูกในที่ทางของตัวเองบนพื้นที่ 7 ไร่ 3 งาน และเขาเองก็มารับช่วงการพัฒนาต่อจากพ่อ
เขาเล่าว่า แต่ก่อนครอบครัวเคยกู้เงินมาปลูกข้าวและผลไม้อยู่เป็นประจำ กู้มาแล้วก็ไม่มีเงินใช้หนี้ ขายข้าวก็มีนิดเดียว ขายลูกพลับและลูกท้อก็ขาดทุน เพราะไม่มีความรู้ ปลูกตามภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่พอได้ความรู้จากโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ ก็ทำให้มีหลักวิชาในการปลูกพืชมากขึ้น มีการปลูกพืชแบบแบบผสม ปลูกข้าว ข้าวโพด ถั่วลิสง ไว้กินเอง ปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นไว้ขายไม่ว่าจะเป็นพลับ กาแฟ และไม้ผลยืนต้น มีรายได้และตอนนี้ไม่มีหนี้สินแล้ว
“พวกเรามีรายได้จากการปลูกพืชต่างๆ ขาย และบางส่วนก็ปลูกไว้กินเองไม่ต้องซื้ออะไรกิน และตอนนี้ในหมู่บ้านพวกเราไม่มีปัญหารุกที่ป่าแล้ว เพราะทางการเข้ามาและยื่นเงื่อนไขว่าถ้าหยุดรุกที่ป่า ทางการจะปรับที่ดินที่เป็นที่ลาดภูเขาให้เป็นที่ที่ปลูกข้าว ปลูกพืชอื่นๆ ให้ เราจึงไม่มีการโค่นต้นไม้ในป่าซึ่งเป็นป่าต้นน้ำอีก และแม้จะมีคนเข้ามาอยากซื้อที่ดินในหมู่บ้านของเรา แต่เราไม่ขายที่ดิน เพราะเป็นที่ของบรรพบุรุษ” ประพันธ์ กล่าว
หลังจากได้ฟัง ได้เห็น ชีวิตของชาวบ้านขุนแตะแล้วชวนให้นึกถึงว่า โครงการฟาร์มตัวอย่างฯ แห่งนี้เป็นเพียงหนึ่งในโครงการที่ช่วยให้ชีวิตของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แล้วปัจจุบันโครงการในพระราชดำริที่เกิดขึ้นด้วยความรักและห่วงใยต่อพสกนิกรของพระองค์ท่านที่กระจายอยู่ทั่วประเทศนั้น จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนไทยให้ดีขึ้นมากมายเพียงใด...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ







