posttoday
วิรัตน์ โตอารีย์มิตร วางปากกา แล้วมาทำนากัน

วิรัตน์ โตอารีย์มิตร วางปากกา แล้วมาทำนากัน

06 สิงหาคม 2558

โดย...แหนง-ดู

โดย...แหนง-ดู

13 ปีที่แล้ว ... นักเขียน นักวิจารณ์ดนตรี และคอลัมนิสต์หนุ่ม “วิรัตน์ โตอารีย์มิตร” โบกมือลากรุงเทพฯ เพื่อกลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายในอุทัยธานีบ้านเกิด นอกจากทำงานเขียนแล้ว เมื่อ 7 ปีก่อนเขายังเปิดร้านหนังสือ (และสำนักพิมพ์) ชื่อ บุ๊คโทเปีย ขึ้นมาเพื่อให้แฟนหนังสือและมิตรรักได้แวะเวียนไปเยี่ยมเยือน แม้จะอยู่ไกล แต่เขาก็ยังมีโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นช่องทางสำหรับการสื่อสารกับทุกๆ คน และวันดีคืนดี วิรัตน์ก็ชักชวนญาติมิตรและคนอ่านให้ไปทำนาด้วยกันผ่านทางเฟซบุ๊ก

เจ้าของนามปากกา ญามิลา, ปลาอ้วน, วนาโศก ฯลฯ เจ้าของผลงานรวมเล่มมากกว่า 10 เล่า อาทิ Rocktopia, ตัวโน้ตแตกแถว, วัน เดือน ปี, บทเพลงของเธอ, เคี่ยวฝัน ฯลฯ วิรัตน์เรียกการ “ลงแขก” ครั้งนี้ว่า “ทำนาประสา Booktopia” หลังบอกกล่าวชักชวนออกไปก็มีผู้แสดงความจำนงมาร่วมด้วยช่วยกันราว 30-40 คน ทั้งหมดจะมาร่วมกันดำนาที่ อ.เมือง จ.อุทัยธานี ในวันเสาร์ที่ 15 ส.ค.ที่จะถึง

โปรเจกต์ลงแขกครั้งนี้เริ่มต้นมาจากการที่วิรัตน์ได้พบและรู้จักกับลูกค้าร้านหนังสือคนหนึ่ง “เขาจบวิศวกรรมศาสตร์ มาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เคยเป็นอาจารย์วิทยาลัยเทคนิค แล้ววันหนึ่งเขาก็ลาออกกลับมาอยู่บ้าน ทิ้งเมืองใหญ่เพื่อจะกลับมาเป็นชาวนา จากมนุษย์เงินเดือนก็มาทำนา เขาศึกษาเรื่องโบราณเกี่ยวกับการทำนา โดยมีอาจารย์ยักษ์ (วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้มีบทบาทในการส่งเสริมกสิกรรมธรรมชาติ) เป็นไอดอล เราได้คุยกันหลายเรื่อง เขาอ่านหนังสือ วอลเดน (บันทึกของ เฮนรี่ เดวิด ธอโร นักเขียนและนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติชาวอเมริกัน เล่าเรื่องราวหลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพื่อกลับไปทดลองใช้ชีวิตสมถะเรียบง่ายในกระท่อมไม้ซุงริมบึงวอลเดน) แล้วเขาก็บอกว่ามีที่นาอยู่ในอุทัยฯ ซึ่งไม่ไกลมากจะทำอะไรกันดีไหม เลยคิดกันว่าจะลองปลูกข้าว เพื่อให้คนอ่านของเรามาเรียนรู้การทำนา แล้วก็เกิดโปรเจกต์นี้ขึ้น เราจะปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่แบบอินทรีย์ เมื่อถึงเวลาก็จะไปเกี่ยวและกินข้าวที่เราปลูกด้วยกัน ที่เหลือก็จะขายไปทำบุญ”

หลังจากไปช่วยเตรียมแปลงนาและหว่านกล้าสำหรับงาน “ทำนาประสาBooktopia” วิรัตน์ พบว่า ชีวิตชาวนาหรือเกษตรกรนั้นไม่ได้ง่าย แต่ด้วยยุคสมัยนี้มีเทคโนโลยีและตัวช่วยทำให้หลายอย่างไม่ยากเกินไป “สมัยนี้เขาเรียกว่า ‘ชาวนามือถือ’ จะทำอะไรก็โทร เรียกรถไถ เรียกคนมาช่วยเกี่ยว ชาวนาอาจจะไม่ได้ทำเองทุกขั้นตอน”

เมื่อได้ไปคลุกคลีสัมผัส วิรัตน์ ในวัย 52 ปี ได้มองเห็นอนาคตของตัวเอง “ตอนที่ไปไถนา เราได้ไปอยู่ในที่โล่งมาก รู้สึกสดชื่นและแฮปปี้ดี แล้วก็เลยรู้สึกว่า เราอยู่ที่ร้านหนังสือนานเกินไปหรือเปล่า แล้วเลยวางแผนว่าจะทำร้านหนังสืออีกสักพักก็อาจจะเลิก แล้วก็ย้ายไปอยู่ในที่โล่งๆ ปลูกผักปลูกหญ้า กินอยู่ให้น้อยลง อยู่ไกลจากเมือง เพราะตอนนี้ในเมืองอุทัยฯ คนก็มาเยอะแล้ว รีสอร์ทโรงแรมขึ้นเต็มไปหมด ทุกวันหยุดคนเยอะแยะ ความจริงยังไม่เบื่อทำร้านหนังสือนะ แต่ก็คิดว่าถ้าแก่กว่านี้ก็ไม่ควรจะอยู่อย่างนี้ ภาพที่นาโล่งๆ มันเย้ายวน คงเหมือนกับการอยากเปลี่ยนงาน อารมณ์ประมาณนั้น”

เวลา 10 กว่าปีที่อุทัยธานี วิรัตน์ได้อยู่กับครอบครัว สุขกายและใจสบายตามอัตภาพ ทั้งยังสามารถลดละวิถีชีวิตเดิมๆ ไม่ว่าจะการกินดื่มหรือการสะสมวัตถุบางอย่างลงไป ด้วยวัยที่มากขึ้นยังทำให้เขาครุ่นคิดถึงบางมุมของชีวิต ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมก็มีผลในเนื้อหาสาระที่ปรากฏในงานเขียนยุคหลังๆ ของวิรัตน์ไม่น้อย

“พออายุมากขึ้น ตอนแรกรู้สึกใจหายนะ หลังๆ ก็ไม่เป็นไรแล้ว เราได้เห็นการล้มหายตายจากไปพอสมควร มันก็สอนเรา มีตัวอย่างจากรุ่นพี่ๆ ให้เห็น พอเห็นเยอะๆ เราก็ไม่อยากดิ้นรนอะไรมากไป ไม่อยากจะขายหนังสือเยอะๆ ต้องเปิดร้านหนังสือเพิ่ม ต้องขยายสาขา ไม่ได้คิดเรื่องนั้นแล้ว คิดถึงแต่เรื่องสุขภาพและการพลัดพราก เพราะแม่เราก็แก่ขึ้นๆ”

นอกจากเขียนคอลัมน์ให้นิตยสารสีสัน ขวัญเรือน เพนท์เฮาส์ ฯลฯ แล้ว ปัจจุบันวิรัตน์ยังอยู่ระหว่างการสร้างสรรค์งานเขียนอีกหลายเล่ม “คงจะพิมพ์หนังสือแบบ ‘ออนดีมานด์’ ซึ่งก็น่าจะพออยู่ได้

“ตอนนี้ไม่อยากจะเขียนอะไรเล่นๆ แล้ว รวมทั้งที่เขียนในเฟซบุ๊กด้วย อย่างเรื่องความรักก็ไม่เขียนแบบ ‘ตัวโน้ตแตกแถว’ จะไปเขียนอำคนอื่นแบบ ‘ปลาอ้วน’ ก็ไม่เอา ข้างในเรามันเปลี่ยนไปแล้ว เราคิดมากขึ้น ตลอดเวลาคิดอยู่เสมอว่า ทำยังไงไม่ให้งานเขียนของเราเชย เลยไปศึกษาชีวิต เดวิด โบวี่ ว่าทำไมเขาไม่เชย ทำไม โรลลิ่ง สโตนส์ ยังมีพลังอยู่ ทำไม พอล เวลเลอร์ ยังได้ขึ้นปกนิตยสาร อันนี้เป็นวิธีที่หลายคนน่าจะทำกันอยู่ คือ อย่าไปหลงยุค ไม่อยากจะให้มีคนมาบอกว่า ทำไมพี่เขียนงานแก่จัง มันจำเป็นต่ออาชีพเราอาจจะแก่ได้ แต่ว่าต้องไม่เชย เราอายุ 130 ปีได้ แต่ต้องไม่เชย

“ตอนนี้เขียนงานน้อยลง ทำงานช้าลง คิดมากขึ้น คิดเรื่องการเขียน ไม่เขียนแบบรีบๆ จบ ตอนนี้เดือนหนึ่งก็เขียนงานประมาณ 10 ชิ้น ไม่ได้อยากเขียนเพิ่มนะ อยากเขียนงานของตัวเองมากกว่า งานที่เขียนอยู่ตอนนี้ ตั้งชื่อเล่นๆ ว่า ‘Me and MoJo’ เขียนเรื่องการฟังเพลง เอาชื่อเพลงมาเป็นชื่อเรื่อง เล่าเรื่องชีวิตและความรู้สึกของเรา เลือกเพลงที่เราชอบ ว่าจะเขียนสัก 24 เพลง เหมือนอัลบั้มรวมเพลง ตอนนี้ยังเขียนอยู่ ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่

“อีกเรื่องเกี่ยวกับร้านหนังสือชื่อ ‘Ballad of Booktopia’ เป็นเรื่องเล่าในร้านหนังสือ แล้วก็มี ‘Rocktopia ภาค 2’ ตั้งชื่อว่า ‘Rocktopia Revisit’ แล้วก็คุยกับ จุ๊ (อัครมุนี วรรณประไพ นักเขียน/นักแปล) ว่าจะแปลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วก็อยากจะเขียนนิยายอีกเรื่องหนึ่ง แค่นี้ก็คิดว่าจะพอแล้ว”

งานเล่มล่าสุดของ วิรัตน์ หรือญามิลา คือ การนำ “ปลาไม่มีประเทศ” มาพิมพ์ใหม่อีกครั้ง “พิมพ์มา 1,000 เล่ม ตอนนี้ก็ใกล้หมดแล้ว ขายเองในร้าน คนสั่งเข้ามาบ้าง ทุกวันนี้พ็อกเกตบุ๊กก็ยังมีคนอ่านอยู่นะ ไม่อย่างนั้นอีบุ๊กคงฆ่าหนังสือเล่มตายไปแล้ว เสน่ห์ของหนังสือเล่มมันยังคงอยู่ ทุกวันนี้ผมไม่รู้สึกว่า คนอ่านหนังสือน้อยลงนะ แต่ว่าเราไปอ่านอะไรที่มันไร้สาระมากขึ้น ไปอ่านอะไรในอินเทอร์เน็ตหรือเฟซบุ๊กที่ไม่มีสาระ อาจจะเพราะว่าอินเทอร์เน็ตหรือเฟซบุ๊กมันตอบโต้ได้ทันใด ไม่เหมือนกับอ่านหนังสือที่ต้องอยู่กับตัวเอง ใช้จินตนาการ ต้องคิด ต้องใช้เวลาอ่าน แต่อินเทอร์เน็ตก็มีข้อดีนะ”

อย่างน้อยอินเทอร์เน็ตก็มีส่วนทำให้ วิรัตน์ และมิตร ได้ร่วมกิจกรรม “ทำนาประสาBooktopia” ซึ่งจะเกิดขึ้นที่อุทัยธานี ในวันเสาร์ที่ 15 ส.ค.นี้ ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น เริ่มต้นจากตื่นเช้าปั่นจักรยานไปดำนา เที่ยงล้อมวงกินข้าวปลา บ่ายทำหุ่นไล่กา จิบกาแฟ คุยเรื่องหนังสือ ฟังเพลงลูกทุ่ง ก่อนชมพระอาทิตย์ตกดิน ใครไม่ได้ไปก็ตามติดชีวิตนักเขียนที่อยากเป็นชาวนาคนนี้ที่เฟซบุ๊ก Booktopia หรือแวะเยี่ยมเยือนร้านหนังสือบุ๊คโทเปีย อุทัยธานี (โทร. 056-512-932 และ 08-1532-6387)

วิรัตน์ บอกว่า ทำนาครั้งนี้ “จะเป็นปลูกข้าวแบบมีจริตนิดๆ ใครจะแต่งแฟชั่นมาทำนาก็ตามสบาย...”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท