posttoday
‘บอนไซ’ งานศิลปะที่มีชีวิต

‘บอนไซ’ งานศิลปะที่มีชีวิต

04 สิงหาคม 2558

โดย...กองบรรณาธิการ นิตยสาร เอล เมน ไทยแลนด์ ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์ 

โดย...กองบรรณาธิการ นิตยสาร เอล เมน ไทยแลนด์ ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์ 

ในยุคสมัยที่คนให้คุณค่ากับความรวดเร็วมากกว่าสิ่งอื่นใด งานอดิเรกอันแช่มช้าอย่าง “การปลูกบอนไซ” กลับดำรงอยู่ ทั้งๆ ที่แต่ละต้นต้องอาศัยเวลาหลายปีกว่าจะงอกงาม และอีกหลายสิบปีกว่าจะมีค่าตัวระดับ 6 หลัก จนถูกเปรียบเปรยว่าเป็นงานศิลปะที่มีชีวิตและไม่มีวันจบลงง่ายๆ แต่ถึงอย่างนั้นคนทั่วโลกก็ยังกระโจนเข้าสู่โลกของบอนไซ รวมทั้งคนไทยก็หันไปเล่นบอนไซสายพันธุ์ญี่ปุ่นกันหนาตาขึ้น ถ้าอย่างนั้นถึงเวลาทำความรู้จักและลงมือปลูกกันสักกระถางแล้ว

สิ่งแรกที่คุณควรรู้เกี่ยวกับบอนไซก็คือ บอนไซไม่ได้กำเนิดขึ้นในญี่ปุ่นเป็นแห่งแรก แต่ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลมาจากการปลูกไม้กระถางของจีนที่เรียกว่า “เผินจิ่ง” (Penjing) ในช่วงศตวรรษที่ 6 ต่อจากนั้นได้พัฒนา
รูปแบบการปลูกจากการจำลองสวนขนาดจิ๋วมาสู่การปลูกต้นไม้ในชามเซรามิกขนาดใหญ่ จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 14 การปลูกบอนไซได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงละครโนผ่านบทละครเรื่อง Hachi-no-ki ซึ่งทำให้บอนไซกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ในศตวรรษที่ 17 ความนิยมในการปลูกบอนไซยังเผยแพร่ไปถึงในรั้วในวังจนกลายเป็นงานอดิเรกสุดโปรดปรานของโชกุนโทะกุงะวะ อิเอะมิตสึ ส่งผลให้มีการปลูกต้นไม้ลงในกระถางจิ๋วจำนวนมาก และกลายมาเป็นมรดกชิ้นสำคัญที่ตกทอดถึงสมัยปัจจุบัน ว่ากันว่าบอนไซเหล่านั้นได้รับการยกย่องให้เป็นสมบัติแห่งชาติ และย้ายไปปลูกในพระราชวังอิมพีเรียลในกรุงโตเกียวอีกด้วย  

อย่างไรก็ตาม คำว่า “บอนไซ” เป็นคำที่คิดค้นขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 นี้เอง โดยมีความหมายถึงการปลูกต้นไม้ขนาดจิ๋วในภาชนะหรือกระถาง แต่ความแตกต่างระหว่างเผินจิ่งกับบอนไซอยู่ตรงที่แบบจีนเน้นปลูกต้นไม้ขนาดเล็กหลายๆ ต้น ในขณะที่แบบญี่ปุ่นจะปลูกต้นไม้เพียงต้นเดียว ทว่าจุดประสงค์ของการปลูกทั้งสองแบบกลับเหมือนกัน ตรงที่ให้ความสำคัญกับความสวยงามของรูปทรง หรือฟอร์มของต้นไม้อย่างเดียวกับต้นไม้ในธรรมชาติ

ส่วนต้นไม้ที่ใช้ในการปลูกบอนไซตามตำรับญี่ปุ่นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายสายพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ไม้เมืองหนาว ยกตัวอย่างเช่น เมาต์เทนไพน์ จูนิเปอร์ บอสตันไอวี่ เจแปนนิสไวต์ไพน์ และฮิโนะกิไซเพรส เป็นต้น ถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยไม่น้อยว่าถ้าเกิดอยากปลูกบอนไซในบ้านเรา ซึ่งมีอากาศร้อนชื้นจะเป็นไปได้ไหม สายพันธุ์ไหนถึงจะเหมาะสม ควรออกแบบรูปทรงอย่างไร และมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไรบ้าง 

ว่าแล้วเราจึงไปหาคำตอบกับ ฐานันดร์ ปฏิภานธาดา ซึ่งคลุกคลีอยู่กับการปลูกบอนไซด้วยพันธุ์ไม้ญี่ปุ่นมาแล้วกว่าสิบปี เขาเป็นนักออกแบบบอนไซและเจ้าของเว็บไซต์ Bonsaibaison.com ซึ่งเป็นเสมือนพื้นที่ให้คนที่สนใจบอนไซทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ได้ศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องนี้

‘บอนไซ’ งานศิลปะที่มีชีวิต

“ผมเคยทดลองปลูกบอนไซด้วยไม้พันธุ์ไทย แต่ปลูกแล้วไม่สวยงามอย่างที่คิดไว้ จนเมื่อโตขึ้น ผมมีโอกาสไปเยือนญี่ปุ่นและได้เห็นบอนไซของแท้ จึงกลับมาลองปลูกอีกครั้ง คราวนี้เริ่มจากต้นไม้สายพันธุ์ญี่ปุ่นที่มีในบ้านเราก่อน พร้อมกับหาความรู้ไปด้วย ต่อจากนั้นก็ลองนำเข้าต้นไม้สายพันธุ์ญี่ปุ่นอื่นๆ จนพบว่ามีอยู่สิบสายพันธุ์ที่ปลูกในบ้านเราได้”

ถึงจะมีต้นไม้ญี่ปุ่นหลากหลายสายพันธุ์ที่ปลูกในบ้านเราได้ แต่ฐานันดร์ตกลงปลงใจที่ต้นสนจูนิเปอร์ เพราะแต่ละต้นมีรูปทรงไม่ซ้ำกัน อีกทั้งมีโอกาสเกิดซากไม้สีขาว ซึ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับบอนไซ มีใบที่ละเอียดและเป็นสีมรกต ดูแลง่าย นอกจากนี้ การที่มันสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญเช่นกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือสายพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์แรกที่คนญี่ปุ่นนำมาปลูกเป็นบอนไซ จนได้รับการขนานนามให้เป็นที่สุดของบอนไซทั้งปวง       

“ความสวยงามของบอนไซหนึ่งต้น ประกอบด้วยองค์ประกอบหลายประการ ลำดับแรกคือรูปทรง ซึ่งคำว่ารูปทรงกินความทั้งรูปทรงของพุ่มใบและลำต้น ตามตำราญี่ปุ่นจะมีรูปทรงเด่นๆ อยู่ 20-25 แบบ สำหรับรูปทรงที่ง่ายที่สุดเรียกกันว่า Formal upright style คือการปล่อยให้ต้นไม้มีลำต้นตั้งตรงตามปกติ แต่จะมีการดัดกิ่งเพื่อให้เข้าทรงที่ถูกต้องตามแบบบอนไซที่สวยงาม ส่วนรูปทรงที่นิยมที่สุดคือ Cascade Style ซึ่งจัดว่าเป็นทรงที่มีความยากในการสร้าง โดยดัดลำต้นให้อยู่ในลักษณะห้อยลงมาอยู่นอกกระถาง เป็นต้น

“ต่อมาคือรูปทรงของใบไม้ คนปลูกจะต้องตัดแต่งให้ชั้นบนสุดเป็นทรงโค้ง มีลักษณะคล้ายร่ม ส่วนชั้นล่างๆ รองลงมาควรตกแต่งให้เป็นแนวนอน ไล่เรียงซ้อนกันไปสองถึงสามชั้น ก่อนจะเผยให้เห็นลำต้น ส่วนโคนฐานรากต้องมีรูปทรงผายออกมา ซึ่งจะให้ความรู้สึกเหมือนกับต้นไม้ใหญ่ และมีซากไม้สีขาวที่บ่งบอกอายุของต้นไม้ ถ้ามีองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน รับรองว่าส่งเข้าประกวดมีสิทธิชนะแน่นอน”

ถึงตอนนี้ถ้าใครอยากจะเริ่มปลูกบอนไซสักต้น ฐานันดร์แนะนำให้ถามตัวเองก่อนว่าคุณเป็นคนปลูกแบบไหนระหว่างสร้างบอนไซกับไม่สร้างบอนไซ ถ้าเป็นคนกลุ่มแรกให้ลองเริ่มจากการซื้อตอไม้ราคาไม่แพงไปปลูก เพื่อเรียนรู้วิธีการปลูกและการดูแลจนมั่นใจว่าปลูกได้จึงค่อยๆ ขยับขึ้นไปเล่นบอนไซที่ราคาแพงขึ้น และท้าทายการสร้างรูปทรงมากขึ้น แต่ถ้าเป็นคนประเภทไม่สร้างก็ควรซื้อบอนไซที่สร้างรูปทรงเสร็จแล้ว คนปลูกไม่ต้องดูแลเอง แต่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมืออาชีพเข้าไปจัดการ

สุดท้ายเราถามถึงข้อดีของบอนไซว่า นอกจากมูลค่าของบอนไซจะเพิ่มทวีคูณไปเรื่อยๆ แล้ว มันยังสอนอะไรมนุษย์เราได้อีกหรือเปล่า ฐานันดร์ยิ้มและคิดอยู่สักครู่ก่อนตอบว่า

“บอนไซสอนให้ผมรักสงบ เรียบง่าย ถ่อมตน ทั้งยังดึงให้กลับมาซึมซับความเป็นธรรมชาติอีกด้วย แต่บทเรียนสำคัญที่สุดคือ การปลูกบอนไซจะฝึกฝนให้เราเป็นคนเก่ง เพราะเราจะได้เผชิญความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนแน่นอน”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท